เคยเป็นอาการนี้ไหม? พอถึงช่วงเวลาที่แสงค่อยๆ หายลับขอบฟ้าไป อารมณ์ของเราก็เหมือนจะค่อยๆ ดิ่งลงตามไปด้วย บางคนอาจไม่ได้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเลย แต่กลับรู้สึกเหงา เศร้า อย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกนี้มีคำอธิบาย และไม่ได้แปลว่าเรามีปัญหา แต่อาจเป็นเพียงช่วงเวลาที่ใจเราเปิดรับมากขึ้นกว่าปกติ
Evening Blues คือคำที่ใช้เรียกความรู้สึกดิ่ง เศร้า หรืออ่อนไหวเป็นพิเศษในช่วงเย็นถึงค่ำ แม้จะไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์โดยตรง แต่ในทางจิตวิทยามันเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรียกว่า Diurnal Mood Variation หรือการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ตามช่วงเวลาของวัน ซึ่งมีงานวิจัยบางส่วนชี้ว่าอารมณ์ของคนเราไม่ได้คงที่ตลอดวัน แต่จะขึ้นลงตามจังหวะของร่างกายและสมอง
ในเชิงชีวภาพ ร่างกายของเราทำงานตาม Circadian Rhythm หรือ นาฬิกาชีวภาพ ช่วงพลบค่ำเป็นช่วงที่ระดับเซโรโทนินซึ่งเกี่ยวกับความรู้สึกดีและสมดุลทางอารมณ์เริ่มลดลง ขณะที่เมลาโทนินเริ่มเพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมให้ร่างกายพักผ่อน การเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้สมองและอารมณ์ของเราอยู่ในภาวะที่อ่อนไหวมากขึ้นโดยธรรมชาติ
ในขณะเดียวกัน เมื่อวันกำลังจบลง สิ่งที่เคยดึงความสนใจของเราตลอดวัน ไม่ว่าจะเป็นงานหรือความวุ่นวายต่างๆ ก็เริ่มเงียบลง สมองจึงมีพื้นที่ให้ความคิดที่ถูกพับเก็บไว้ค่อยๆ ลอยขึ้นมา ความเหงา ความกังวล หรือคำถามบางอย่างเกี่ยวกับชีวิต อาจชัดขึ้นในช่วงเวลานี้โดยไม่ทันตั้งตัว
แสงที่ค่อยๆ มืดลงยังส่งผลต่อการรับรู้ของเราด้วยนะ เพราะเป็นปกติที่สมองมนุษย์มักตีความความมืดเป็นสัญญาณของการชะลอตัวและการจบวัน ซึ่งมักพาไปสู่การทบทวนตัวเองโดยอัตโนมัติ เช่น วันนี้เราทำได้ดีพอไหม หรือชีวิตเรากำลังไปในทิศทางที่ต้องการหรือเปล่า และคำถามเหล่านี้เองที่บางครั้งทำให้อารมณ์ค่อยๆ ไหลเอื่อยลงอย่างเงียบๆ
สิ่งสำคัญคือ Evening Blues ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายหรือน่ากลัว อารมณ์นี้อาจเป็นเพียงช่วงเวลาที่ร่างกายและใจของเรากำลังเปลี่ยนโหมด จากการใช้พลังงานมาตลอดวัน ไปสู่การพักผ่อน และในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ เราอาจรู้สึกมากขึ้น ลึกขึ้น และจริงกับตัวเองมากขึ้น เราไม่จำเป็นต้องแก้ไขความรู้สึกนี้ทันที แค่ลองสร้างพื้นที่ที่อ่อนโยนให้ตัวเอง เช่น เปิดไฟให้ห้องสว่างขึ้นอีกนิด อ่านหนังสือเล่มโปรด ออกไปเดินรับแสงเย็น ฟังเพลงที่ทำให้ใจนิ่งลง หรือมี Ritual เล็กๆ ที่ทำให้ช่วงเวลานี้รู้สึกปลอดภัยขึ้น








