×

Fitbit Sense สมาร์ทวอทช์ที่ช่วยให้คุณรับมือความเครียด

02.12.2020
  • LOADING...
Fitbit Sense สมาร์ทวอทช์รุ่นแรกของโลกที่ช่วยวัดระดับความเครียด

HIGHLIGHTS

  • การตรวจเช็กความเครียดนั้นทำได้โดยอาศัย EDA (Electrodermal Activity) ที่ให้เราวางฝ่ามือลงบนหน้าปัด เพื่อเช็กระดับความเครียดของคุณ โดยคะแนนต่ำสุดหมายถึงเครียดน้อย ยิ่งมากเท่าไรแสดงว่าคุณกำลังเครียดแบบไม่รู้ตัว
  • รุ่นนี้มีไมค์และลำโพง ทำให้เราสามารถใช้คำสั่งเสียงกับ Fitbit Sense ผ่าน Google Assistant หรือ Amazon Alexa คล้ายกับ Siri ที่สามารถรับสายและพูดคุยกับสายที่เรียกเข้าผ่านสมาร์ทวอทช์ได้เลย โดยไม่ต้องพูดคุยผ่านมือถือ

ยุคนี้สมาร์ทวอทช์ถือเป็นหนึ่งในไอเท็มที่คนรักสุขภาพต้องมี เพราะนอกจากจะตรวจจับความเคลื่อนไหว ตามติดการออกกำลังกาย วัดอัตราการเต้นของหัวใจ และประเมินคุณภาพของการนอนได้แล้ว ปัจจุบันสมาร์ทวอทช์ยังสามารถวัดระดับความเครียดของเราได้อีกด้วย 

 

ฟิตบิท เซนส์ (Fitbit Sense) เป็นสมาร์ทวอทช์เรือธงรุ่นล่าสุดที่ทางแบรนด์ตั้งใจให้ตอบโจทย์ Future of Fit และด้วยความที่รุ่นนี้ถือเป็นตัวท็อปของแบรนด์ จึงมาพร้อมนวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย เช่น ECG, EDA และคำสั่งด้วยเสียง ซึ่งทางแบรนด์ระบุว่า Fitbit Sense เป็นสมาร์ทวอทช์ตัวแรกของโลกที่สามารถบริหารจัดการความเครียดของเราได้ทางนาฬิกา

 

การตรวจเช็กความเครียดนั้นทำได้โดยอาศัย EDA (Electrodermal Activity) ที่ให้เราวางฝ่ามือลงบนหน้าปัด เพื่อเช็กระดับความเครียดของคุณ โดยคะแนนต่ำสุดหมายถึงเครียดน้อย ยิ่งมากเท่าไรแสดงว่าคุณกำลังเครียดแบบไม่รู้ตัว ซึ่งหากว่าใครเครียดมากๆ Fitbit Sense ก็มีคำแนะนำในเราสามารถจัดการความเครียดด้วยการฝึกหัดหายใจและเครื่องมือช่วยทำสมาธิรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ความเครียดของเราลดลง ซึ่งถือเป็นจุดขายที่ทำให้ Fitbit Sense ต่างจากเจ้าอื่นๆ ในตลาดที่ยังไม่เคยชูเรื่องนี้มาก่อน 

 

 Fitbit Sense สมาร์ทวอทช์รุ่นแรกของโลกที่ช่วยวัดระดับความเครียด

Fitbit Sense มี 2 สายให้เลือก สายที่ให้มาในกล่องมี 2 ไซส์เช่นกัน 

 

นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิผิวหนัง เพื่อตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงขณะนอนหลับ และวัดอัตราการหายใจ เซ็นเซอร์วิเคราะห์ความอิ่มตัวของออกซิเจนและเม็ดเลือดแดง หรือ SpO2 ที่แสดงผลระดับออกซิเจนในกระแสเลือดขณะนอนหลับ รวมถึงเทคโนโลยี PurePulse 2.0 ที่แม่นยำในการวัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบ 24 ชั่วโมง และจะแจ้งเตือนทันทีหากว่าหัวใจเต้นผิดปกติ นอกจากนี้ยังมี GPS ในเครื่อง ทำให้เราสามารถออกกำลังกายได้ทุกที่ ไม่ว่าจะปั่น วิ่ง หรือว่ายน้ำ (กันน้ำได้ลึก 50 เมตร) โดยไม่ต้องพกมือถือไปด้วย ก่อนกลับมาอ่านค่าต่างๆ ได้ทางแอปพลิเคชันของ Fitbit และที่ขาดไม่ได้คือไมค์และลำโพง ที่ทำให้เราสามารถใช้คำสั่งเสียงกับ Fitbit Sense ผ่าน Google Assistant หรือ Amazon Alexa คล้ายกับ Siri ที่เราสามารถรับสายและพูดคุยกับสายที่เรียกเข้าผ่านสมาร์ทวอชได้เลย โดยไม่ต้องพูดคุยผ่านมือถือ 

 

 

ส่วนงานดีไซน์ถือว่าตอบโจทย์คนที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนที่ดูพรีเมียม ด้วยวัสดุและการออกแบบที่แบนและโค้งมน หน้าจอขนาดกว้าง 1.58 นิ้ว และไอคอนต่างๆ มองเห็นได้ชัดเจน มีน้ำหนักเบา วัสดุทำจากสแตนเลสเงา ทนทานทั้งหน้าจอและตัวเรือน สายที่ให้ในกล่องมี 2 ไซส์ ทำจากยางนุ่มๆ และยืดหยุ่น สามารถใช้งานได้ติดต่อกัน 6 วัน รองรับ Fast Charging ที่ทำให้ใช้เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่เพียง 12 นาทีก็หยิบมาใช้งานได้แล้ว  

 

 Fitbit Sense สมาร์ทวอทช์รุ่นแรกของโลกที่ช่วยวัดระดับความเครียด

 

ความคิดเห็นหลังจากได้ทดลองใช้งาน: 

 

เมื่อเทียบกับการใช้งาน Apple Watch มาก่อน สิ่งที่ชอบมาก ได้แก่ ขนาดของหน้าจอที่ค่อนข้างกว้าง เลือกเมนูต่างๆ ได้ง่ายและเห็นชัด หากว่าคุณเป็นมือใหม่กับการใช้งานสมาร์ทวอทช์ รุ่นนี้ถือเป็นตัวเริ่มที่ทำความคุ้นเคยได้ไม่ยาก บวกกับน้ำหนักที่ค่อนข้างเบา ทำให้ใส่ออกกำลังกายแล้วไม่แทบไม่รู้สึกว่าใส่นาฬิกาอยู่ อีกสิ่งที่ชอบคือการ Tracking ข้อมูลต่างๆ ที่ทำได้ละเอียดดี ไม่ว่าจะเป็นการนอน การออกกำลังกาย หรือสุขภาพหัวใจ

 

สิ่งที่ยังมีให้ขัดใจอยู่บ้าง ได้แก่ ปุ่มกดที่อยู่บริเวณด้านซ้ายของตัวเรือน ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ด้านขวาและมองเห็นชัดเจน แต่เมื่อย้ายมาอยู่ด้านซ้ายและมีลักษณะเป็นร่องแนบกับตัวเครื่อง ทำให้ต้องใช้นิ้วโป้งในการกด ซึ่งจุดนี้ต้องใช้เวลาเพื่อสร้างความคุ้นชิน ส่วน EDA Scan ที่ใช้วัดระดับความเครียดก็ยังไม่บอกอะไรเราเท่าไร อีกจุดที่น่าเสียดายคือ ECG ที่เป็นจุดขายสำคัญของรุ่นนี้ ยังไม่สามารถใช้งานได้ในเมืองไทยขณะนี้ 

 

ดังนั้น เมื่อเทียบกับราคา 11,900 บาท ถือเป็นราคาที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ ของ Fitbit ทำให้การตัดสินใจเลือกซื้ออาจต้องชั่งใจดูว่าคุ้มค่าไหมกับสิ่งที่คุณต้องการจากสมาร์ทวอทช์สักเรือน เพราะบางทีความสามารถที่ล้นเหลือ ไม่ว่าจะจากค่ายใดก็ตาม อาจไม่มีความหมายอะไรเลย หากว่าคุณแทบไม่ได้ใช้งานพวกมันอย่างจริงๆ จังๆ

 

ภาพ: Courtesy of Fitbit

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories