×

‘เอกนิติ’ เปิดวิสัยทัศน์ ‘โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ’ เร่งดัน ‘Quick Big Win’ ช่วยไทยพ้น ‘ติดหล่ม ตกเหว’

08.10.2025
‘เอกนิติ’ เปิดวิสัยทัศน์ ‘โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ’ เร่งดัน ‘Quick Big Win’ ช่วยไทยพ้น ‘ติดหล่ม ตกเหว’

ดร.เอกนิติ รองนายกฯ และรมว. คลัง เปิดฉากทัศน์ ‘โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ’ ชี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เร่งดัน ‘Quick Big Win’ ช่วยไทยพ้น ‘ติดหล่ม ตกเหว’ ภายใน 4 เดือน

 

วันนี้ (8 ตุลาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดฉากทัศน์ นำเสนอทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ท่ามกลางแนวโน้มของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง พร้อมประกาศโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งขับเคลื่อนภายใน 4 เดือน ผ่านยุทธศาสตร์ ‘Quick Big Win’ เพื่อป้องกันเศรษฐกิจไทย ‘ติดหล่ม ตกเหว’

 

โลกเปลี่ยนใหญ่ 4 ด้าน

 

ดร.เอกนิติ ระบุว่า โลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน 4 ด้านสำคัญ ซึ่งจะส่งแรงสั่นสะเทือนโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย ดังนี้

 

1. การค้าเสรีสู่การค้าแบบเลือกข้าง (Selective Trade)

 

ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีในยุคของการค้าเสรีผ่าน FTA และ AFTA จนสามารถสร้างอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุด

 

อย่างไรก็ตาม โลกปัจจุบันกำลังเปลี่ยนสู่ การแยกตัวของห่วงโซ่อุปทาน (Decoupling) ที่แต่ละประเทศต้องตรวจสอบที่มาของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างเข้มงวด

 

ตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ อาจเก็บภาษี transshipment สูงถึง 40-50% แทนที่จะเสียภาษีปกติแค่ 19% หากพบว่าสินค้าถูกสวมถิ่นกำเนิด ซึ่งกระทบต่อการส่งออกของไทยโดยตรง

 

2. จากยุค Baby Boom สู่ยุค คนแก่เต็มเมือง

 

ดร.เอกนิติระบุว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยไทยมีประชากรสูงวัย ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มากถึง 20% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ขณะที่ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 15%

 

นอกจากนี้ ไทยยังเป็นประเทศที่ ‘แก่ก่อนรวย’ ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ที่รวยก่อนแก่ ซึ่งมีกำลังซื้อและไม่เป็นภาระ

 

อย่างไรก็ตาม หากไทยสามารถดึงดูดประชากรสูงวัยกำลังซื้อสูง ผ่านบริการ อุตสาหกรรมการแพทย์ในไทยได้ ก็จะเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติ เตือนว่า หากไม่เร่ง Reskill และ Upskill ให้แรงงานไทย และผู้สูงอายุ ไทยอาจเสี่ยงขาดแคลนแรงงาน ที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ในอนาคต

 

3. โลกเข้าสู่ยุค AI แรงงานไทยตามทันหรือยัง

 

ดร.เอกนิติ ระบุว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเพียง 3 ปี หลังการเปิดตัว ChatGPT เป็นครั้งแรก ซึ่งปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงผลิตชิ้นงานเชิงสร้างสรรค์

 

แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่เอกนิติตั้งคำถามว่า แรงงานไทยมีความพร้อมมากเพียงไร หากต้องอาศัยอยู่ในโลกที่ AI เข้ามาเป็นคู่แข่ง

 

4. กติกาสีเขียว โอกาสร่วมวงอุตสาหกรรมสะอาด

 

ทั้งนี้ โลกกำลังมุ่งหน้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียวมากขึ้น โดยสหภาพยุโรปเตรียมบังคับใช้มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ครอบคลุมสินค้า 5 ชนิด ได้แก่ ปุ๋ย ซีเมนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม และไฟฟ้า ซึ่งจะกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องรายงานการปล่อยคาร์บอนทั้งหมดในห่วงโซ่การผลิต

 

โลกจะมีกติกาสีเขียวมากขึ้น ซึ่งดร.เอกนิติ ระบุว่า อาจเป็น ‘โอกาสทองของไทย’ หากสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดได้ทันเวลา

 

หัวเลี้ยวหัวต่อ ไทยจะไปทางไหน?

 

ท่ามกลางโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนผ่าน ดร.เอกนิติ ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ใน ‘ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ’ ซึ่ง ดร.เอกนิติมองว่า ไทยอาจเลยจุดนั้นมาแล้วเล็กน้อย เนื่องจาก GDP ไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ำลงต่อเนื่อง

 

โดยในช่วงก่อนปี 2540 ไทยเคยมีอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยที่ปีละ 7% ก่อนจะลดลงเหลือเพียง 3% หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง จนกระทั่งต่ำกว่า 2% ในช่วงปี 2560 – ปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติสะท้อนว่า การเติบโตที่ต่ำลงเรื่อยมา เป็นผลจากการลงทุนในประเทศที่หดตัวลงอย่างรุนแรง โดยชี้ว่า ก่อนปี 2540 ไทยเคยมีการลงทุนของทั้งภาครัฐและเอกชนรวมกันสูงถึง 40% ของ GDP ขณะที่ปัจจุบัน เหลือเพียง 23% เท่านั้น

 

นอกจากนี้ ไทยไม่เพียงขาดแคลนเทคโนโลยีและเครื่องจักรสมัยใหม่เท่านั้น แต่ยังขาดแรงงานทักษะสูงอีกด้วย โดยเฉพาะแรงงานในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี

 

ด้วยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ทำให้นักลงทุนต่างชาติ เลือกย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศอื่นๆ ที่มีความพร้อมของแรงงานมากกว่า ตัวอย่างเช่น เวียดนาม

 

ไทยเสี่ยง ‘ติดหล่ม ตกเหว’ ในอีก 4 เดือน

 

ดร.เอกนิติ เตือนถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีว่าจะชะลอตัวลงอย่างชัดเจน หลังเศรษฐกิจครึ่งปีแรกเติบโตดีที่ 3.2% ในไตรมาสแรก และ 2.8% ในไตรมาสสอง เนื่องจาก ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เร่งส่งออก (Front-loading) ไปยังสหรัฐฯ ในช่วงต้นปี เพื่อเลี่ยงผลกระทบของมาตรการภาษี

 

ด้วยเหตุนี้ การส่งออกในครึ่งปีหลังจึงอาจชะลอตัวแรง จนทำให้การเติบโตของ GDP ไตรมาส 4 เหลือเพียง 0.3% เท่านั้น ซึ่ง ดร.เอกนิติ เตือนว่า หากไม่เร่งเครื่องในช่วง 4 เดือนข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะไม่เพียงติดหล่ม แต่อาจตกเหวได้

 

“ทุกวันนี้ เครื่องยนต์เราวิ่งชะลอลง ดิ่งลง แถมน้ำมันยังจะหมดอีก สภาพคล่องเหือดหาย ถ้ามองลึกๆ คนขับยังแก่ และไม่มีทักษะในการขับรถอีกด้วย เพราะโลกยุคใหม่ AI, Digital, Data พวกนี้เราไม่ได้พัฒนาทักษะให้พร้อมรองรับในอุตสาหกรรมใหม่”

 

“ไม่เพียงเท่า นั้น รถยนต์ยังเก่าอีก เพราะไม่ได้มีการพัฒนา หรือรองรับอุตสาหกรรมใหม่เลย นี่คือโจทย์ที่ประเทศไทยเจอ” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ดัน ‘Quick Big Win’ เร่งเศรษฐกิจไม่ให้ดับ

 

ท่ามกลางโจทย์ปัญหาสารพัดที่ต้องรอการแก้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 80% ของจีดีพี ซึ่งฉุดกำลังซื้อในประเทศให้อ่อนแรงลง ตลอดจน SMEs ที่ขาดสภาพคล่อง ขณะที่ธนาคารเข้มงวดการปล่อยกู้

 

ส่วนปัญหาสังคมสูงวัย และแรงงานขาดทักษะใหม่ ก็ยิ่งซ้ำเติมให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนลดต่ำลง หลังแนวโน้มเครดิตเรตติ้งถูกปรับลดลง ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่ใกล้แตะเพดาน 70% ของ GDP

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติระบุว่า เพื่อรับมือความเสี่ยงจากภาวะ ‘ติดหล่ม ตกเหว’ ทางทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายกอนุทิน ชาญวีรกูล จึงได้เดินหน้ากลยุทธ์ ‘Quick Big Win’ ขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายที่ทำได้ทันที มีผลใหญ่ และกระจายตัวถึงประชาชนวงกว้าง ดังนี้

 

  • Quick: ลงมือได้ทันทีในกรอบ 4 เดือน
  • Big: มีขนาดใหญ่พอจะดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้กลับมาเดินหน้า
  • Win: ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ โดยคนรวยที่สุด 20% ของประเทศครองรายได้กว่า 50% ขณะที่คนจนที่สุด 20% ได้เพียง 6% เท่านั้น

 

โดยการบริโภคจะกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในระยะสั้น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยต้องดำเนินไปพร้อมกับการรักษาวินัยการคลัง ผ่านกรอบ “แผนการคลังระยะปานกลาง” (Medium-Term Fiscal Framework) ซึ่งจะมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อแสดงแผนบริหารรายได้ รายจ่าย และหนี้สาธารณะอย่างโปร่งใส สร้างความมั่นใจต่อตลาดต่างประเทศ


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories