×

Data Center ใช้น้ำแหล่งเดียวกับชาวบ้าน ถ้าไม่คิดต้นทุนน้ำตั้งแต่วันนี้ อนาคตจะแย่งน้ำกัน

16.10.2026
  • LOADING...
ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD WEALTH

ธุรกิจที่ต้องพึ่งพาน้ำอย่าง Data Center จะอยู่ร่วมกับชุมชนรอบข้างได้อย่างไร ในวันที่ทั้งสองฝ่ายใช้น้ำจากแหล่งเดียวกัน คือหนึ่งในประเด็นที่ ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD WEALTH ระหว่างการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ

 

 

น้ำมีราคามากกว่าค่าปั๊มและค่าไฟ

 

ม.ล.ดิศปนัดดา ยกตัวอย่าง Data Center และอุตสาหกรรมที่พึ่งพาน้ำ ถ้าไม่คำนวณต้นทุนการได้มาซึ่งน้ำตั้งแต่วันนี้ องค์กรจะเห็นต้นทุนน้ำเป็นแค่ค่าปั๊มและค่าไฟ และเมื่อน้ำขาดแคลน ต้นทุนการแก้ปัญหาจะสูงมาก

 

บริษัทยังต้องบริหารน้ำให้พอทั้งกับตัวเองและชุมชนรอบข้าง เพราะใช้น้ำจากแหล่งเดียวกัน ถ้าปล่อยให้ชุมชนขาดแคลน สุดท้ายจะเกิดความขัดแย้งและการแย่งชิงทรัพยากร

 

ประเด็นสำคัญคือการประเมิน ‘ต้นทุนของการไม่ลงมือทำ’ (Cost of Inaction) คิดความเสี่ยงและต้นทุนในอนาคตออกมาเป็นตัวเลข แล้วใส่ไว้ในแผนการลงทุนตั้งแต่ขั้นออกแบบธุรกิจ

 

ในอนาคต ทรัพยากรที่โลกจะแย่งกันมากที่สุดคืออาหารและน้ำ ม.ล.ดิศปนัดดา มองว่านี่คือโอกาสใหญ่ของไทย เพราะไทยมีพื้นที่เกษตรมาก และยังเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้อีกมาก

 

ม.ล.ดิศปนัดดา ระบุว่าไทยไม่ได้ขาดน้ำ น้ำราว 70% ไหลทิ้งไปโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ โจทย์จึงอยู่ที่ระบบส่งน้ำเข้าแปลงเกษตร และผลผลิตต่อไร่ที่ยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง ถ้าลงทุนวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชทนแล้ง ทนแมลง และการแปรรูปสินค้าเกษตร ไทยจะเพิ่มได้ทั้งผลผลิตและรายได้ของชุมชน

 

กาแฟดอยตุงช่วยให้ใช้ที่ดินแค่ 1 ใน 3 แต่รายได้เพิ่มเป็น 2 เท่า

 

เรื่องน้ำเป็นส่วนหนึ่งของโจทย์ที่ใหญ่กว่า ม.ล.ดิศปนัดดา มองว่าวันนี้ทุกคนสัมผัสผลของ Climate Change ได้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่น้ำท่วมในไทยไปจนถึงน้ำท่วมฉับพลันในเนปาล

 

ถ้าระบบเศรษฐกิจเดิมเป็นต้นเหตุของปัญหา โจทย์สำคัญที่สุดคือการหา ‘สมการเศรษฐกิจใหม่’ ที่ทำให้การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเดินไปพร้อมกับการเติบโต

 

ที่ผ่านมา ธุรกิจส่วนใหญ่เน้นการเติบโตก่อน แล้วจึงเจียดกำไรส่วนน้อยมาทำโครงการสิ่งแวดล้อมหรือชุมชน โดยไม่ได้ผูกเข้ากับเครื่องยนต์หลักของธุรกิจ

 

ม.ล.ดิศปนัดดา มองว่าต้องหลอมเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และชุมชนไว้ในห่วงโซ่เดียวกัน และยกกาแฟของดอยตุงเป็นตัวอย่าง

 

ต้นเหตุสำคัญของการตัดไม้ทำลายป่าในไทยคือการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ใช้พื้นที่มาก เมื่อดินเสื่อม ชาวบ้านต้องรุกป่าเพิ่มเพื่อให้ได้รายได้เท่าเดิม กลายเป็น ‘เกมที่มีแต่เสียกับเสีย’

 

โมเดลกาแฟเปลี่ยนสมการนี้

 

  • ใช้พื้นที่เกษตรเหลือเพียง 1 ใน 3
  • รายได้ของชุมชนเพิ่มขึ้นราว 2 เท่าจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวแบบเดิม
  • พื้นที่อีก 2 ใน 3 กลับไปเป็นป่า และส่งมอบให้ชุมชนดูแล

 

โมเดลนี้เกิดยากในอดีตด้วยเหตุผล 2 ข้อ ข้อแรก ชาวบ้านไม่มีทุนพอจะเปลี่ยนจากพืชเชิงเดี่ยวไปเป็นพืชผสมผสาน ข้อที่สอง ไม้ยืนต้นใช้เวลาหลายปีกว่าจะให้ผล ชุมชนจึงขาดรายได้ระหว่างทาง

 

ทางออกคือดึงเอกชนเข้ามาลงทุนในพื้นที่ของชุมชน และให้ชาวบ้านเปลี่ยนจากเกษตรกรรายย่อยเป็นลูกจ้างหรือผู้ร่วมโครงการ ความเสี่ยงเรื่องขาดรายได้จึงหมดไป

 

ผลที่ตามมามี 3 ด้าน

 

  1. เอกชน ซื้อกาแฟได้โดยตรงและตรวจสอบได้ว่าไม่ได้มาจากการทำลายป่า รองรับกติกาการส่งออกไปสหภาพยุโรป (EU)
  2. ชุมชน ป่าที่ปลูกเพิ่มนำไปคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตได้ ช่วยให้เอกชนเดินหน้าสู่ Net Zero และรายได้ส่วนหนึ่งแบ่งกลับมาเป็นรายได้สม่ำเสมอของชาวบ้านในระยะยาว
  3. ธนาคาร เปลี่ยนจากการปล่อยกู้ให้เกษตรกรรายย่อยที่เสี่ยงสูง มาเป็นการปล่อยกู้ให้บริษัทที่มีเครดิตดีและมีตลาดรองรับชัดเจน โครงการจึงมีขนาดที่ปล่อยกู้ได้จริง

 

วันนี้พืชที่เห็นศักยภาพขยายผลระดับโลกชัดที่สุดคือกาแฟและโกโก้ เพราะมีความต้องการในตลาดโลกสูงมาก ส่วนพืชอื่นต้องเริ่มจากดูความต้องการของตลาด ถ้าไม่ใช่ระดับโลก ก็ซอยลงมาดูระดับประเทศ ภูมิภาค หรือจังหวัด

 

เงื่อนไขสำคัญที่สุดคือประสิทธิภาพ รายได้ต่อพื้นที่ต้องสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โมเดลนี้จึงจะสำเร็จ

 

เงินแก้โลกร้อนยังไปไม่ถึงโครงการ ไทยต้องแก้ตรงไหน

 

ในระดับโลก กรอบคิดสำหรับเรื่องนี้มีอยู่แล้ว ทั้งเศรษฐกิจฐานธรรมชาติ (Nature-based Economy) การจัดทำ Taxonomy และบัญชีทุนธรรมชาติ ที่ประเมินว่าสินค้าและบริการแต่ละอย่างใช้ทรัพยากรธรรมชาติคิดเป็นมูลค่าเท่าไร

 

ปัญหาคือโลกยังขาดตัวอย่างโครงการที่เห็นผลชัดและขยายผลได้ เงินทุนอย่าง Climate Finance, Green Finance หรือ Nature Positive จึงติดค้าง เพราะไม่มีโครงการใหญ่พอให้ลงเงิน

 

ม.ล.ดิศปนัดดา ชี้ว่าเงินไปไม่ถึงโครงการด้วยคอขวด 3 ข้อ

 

  1. ผลตอบแทนของโครงการ (Project Return) โครงการต้องพิสูจน์ได้ว่าสร้างผลตอบแทนเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว
  2. การพิสูจน์ผลกระทบ (Impact Proofing) ต้องแสดงให้เห็นว่ากระจายรายได้สู่ชุมชน และปกป้องหรือฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมได้จริง
  3. ขนาดเงินลงทุน (Ticket Size) แหล่งเงินด้านนี้มักตั้งขั้นต่ำไว้ที่ 10 ล้านดอลลาร์ หรือราว 300 ล้านบาท องค์กรที่เข้าถึงได้จึงมีน้อยมาก

 

ฝั่งเอกชนไทยมีความตั้งใจสูง แต่ยังขาดความเข้าใจในการออกแบบโครงการ (Project Design) ที่ผูกสิ่งแวดล้อมและชุมชนเข้ากับกลไกธุรกิจ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกฝึกให้มองสมดุลทั้งสามด้าน ถ้ามีแนวทางที่ถูกต้อง เอกชนก็พร้อมเปลี่ยน

 

ถ้าไทยจะปลดคอขวดเหล่านี้ ม.ล.ดิศปนัดดา มองว่าภาครัฐต้องเปลี่ยนจากการเยียวยาหลังเกิดปัญหา มาเป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน (Resilience) ตั้งแต่ต้นทาง และมีแรงจูงใจให้คนที่อยากเปลี่ยนจากเกษตรเชิงเดี่ยวไปเป็นเกษตรผสมผสาน

 

กฎระเบียบก็ต้องปรับให้ทำได้จริง เช่น เปิดทางให้ชาวบ้านในพื้นที่ป่าเปลี่ยนจากการทำเกษตรผิดกฎหมายมาปลูกพืชอนุรักษ์อย่างกาแฟได้โดยไม่ต้องกลัวความผิด ให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานได้โดยไม่ขัดกฎหมาย และต้องมีกลไกกันไม่ให้พื้นที่ป่าตกไปอยู่ในมือกลุ่มทุนใหญ่หรือกลายเป็นโรงแรม

 

นอกเหนือจากประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ม.ล.ดิศปนัดดา มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการเป็นเจ้าภาพประชุมครั้งนี้ คือการได้เห็นทิศทางของโลก แล้วนำมาช่วยกันกำหนดอนาคตของประเทศ

 

ม.ล.ดิศปนัดดา เปรียบการพัฒนาประเทศกับการวิ่งมาราธอน ถ้าวิ่งตามหลังคนอื่นอยู่ไกล การไล่ให้ทันต้องใช้แรงมหาศาลและใช้เวลานาน ถ้าใช้สิ่งที่เรียนรู้จากเทรนด์โลกหาทางลัด ‘วิ่งไปดักรอข้างหน้า’ เราจะใช้แรงน้อยกว่า และคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคตได้

 

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา / THE STANDARD

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories