ธุรกิจที่ต้องพึ่งพาน้ำอย่าง Data Center จะอยู่ร่วมกับชุมชนรอบข้างได้อย่างไร ในวันที่ทั้งสองฝ่ายใช้น้ำจากแหล่งเดียวกัน คือหนึ่งในประเด็นที่ ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD WEALTH ระหว่างการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ
ประเด็นสำคัญ
น้ำมีราคามากกว่าค่าปั๊มและค่าไฟ
ม.ล.ดิศปนัดดา ยกตัวอย่าง Data Center และอุตสาหกรรมที่พึ่งพาน้ำ ถ้าไม่คำนวณต้นทุนการได้มาซึ่งน้ำตั้งแต่วันนี้ องค์กรจะเห็นต้นทุนน้ำเป็นแค่ค่าปั๊มและค่าไฟ และเมื่อน้ำขาดแคลน ต้นทุนการแก้ปัญหาจะสูงมาก
บริษัทยังต้องบริหารน้ำให้พอทั้งกับตัวเองและชุมชนรอบข้าง เพราะใช้น้ำจากแหล่งเดียวกัน ถ้าปล่อยให้ชุมชนขาดแคลน สุดท้ายจะเกิดความขัดแย้งและการแย่งชิงทรัพยากร
ประเด็นสำคัญคือการประเมิน ‘ต้นทุนของการไม่ลงมือทำ’ (Cost of Inaction) คิดความเสี่ยงและต้นทุนในอนาคตออกมาเป็นตัวเลข แล้วใส่ไว้ในแผนการลงทุนตั้งแต่ขั้นออกแบบธุรกิจ
ในอนาคต ทรัพยากรที่โลกจะแย่งกันมากที่สุดคืออาหารและน้ำ ม.ล.ดิศปนัดดา มองว่านี่คือโอกาสใหญ่ของไทย เพราะไทยมีพื้นที่เกษตรมาก และยังเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้อีกมาก
ม.ล.ดิศปนัดดา ระบุว่าไทยไม่ได้ขาดน้ำ น้ำราว 70% ไหลทิ้งไปโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ โจทย์จึงอยู่ที่ระบบส่งน้ำเข้าแปลงเกษตร และผลผลิตต่อไร่ที่ยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง ถ้าลงทุนวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชทนแล้ง ทนแมลง และการแปรรูปสินค้าเกษตร ไทยจะเพิ่มได้ทั้งผลผลิตและรายได้ของชุมชน
กาแฟดอยตุงช่วยให้ใช้ที่ดินแค่ 1 ใน 3 แต่รายได้เพิ่มเป็น 2 เท่า
เรื่องน้ำเป็นส่วนหนึ่งของโจทย์ที่ใหญ่กว่า ม.ล.ดิศปนัดดา มองว่าวันนี้ทุกคนสัมผัสผลของ Climate Change ได้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่น้ำท่วมในไทยไปจนถึงน้ำท่วมฉับพลันในเนปาล
ถ้าระบบเศรษฐกิจเดิมเป็นต้นเหตุของปัญหา โจทย์สำคัญที่สุดคือการหา ‘สมการเศรษฐกิจใหม่’ ที่ทำให้การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเดินไปพร้อมกับการเติบโต
ที่ผ่านมา ธุรกิจส่วนใหญ่เน้นการเติบโตก่อน แล้วจึงเจียดกำไรส่วนน้อยมาทำโครงการสิ่งแวดล้อมหรือชุมชน โดยไม่ได้ผูกเข้ากับเครื่องยนต์หลักของธุรกิจ
ม.ล.ดิศปนัดดา มองว่าต้องหลอมเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และชุมชนไว้ในห่วงโซ่เดียวกัน และยกกาแฟของดอยตุงเป็นตัวอย่าง
ต้นเหตุสำคัญของการตัดไม้ทำลายป่าในไทยคือการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ใช้พื้นที่มาก เมื่อดินเสื่อม ชาวบ้านต้องรุกป่าเพิ่มเพื่อให้ได้รายได้เท่าเดิม กลายเป็น ‘เกมที่มีแต่เสียกับเสีย’
โมเดลกาแฟเปลี่ยนสมการนี้
- ใช้พื้นที่เกษตรเหลือเพียง 1 ใน 3
- รายได้ของชุมชนเพิ่มขึ้นราว 2 เท่าจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวแบบเดิม
- พื้นที่อีก 2 ใน 3 กลับไปเป็นป่า และส่งมอบให้ชุมชนดูแล
โมเดลนี้เกิดยากในอดีตด้วยเหตุผล 2 ข้อ ข้อแรก ชาวบ้านไม่มีทุนพอจะเปลี่ยนจากพืชเชิงเดี่ยวไปเป็นพืชผสมผสาน ข้อที่สอง ไม้ยืนต้นใช้เวลาหลายปีกว่าจะให้ผล ชุมชนจึงขาดรายได้ระหว่างทาง
ทางออกคือดึงเอกชนเข้ามาลงทุนในพื้นที่ของชุมชน และให้ชาวบ้านเปลี่ยนจากเกษตรกรรายย่อยเป็นลูกจ้างหรือผู้ร่วมโครงการ ความเสี่ยงเรื่องขาดรายได้จึงหมดไป
ผลที่ตามมามี 3 ด้าน
- เอกชน ซื้อกาแฟได้โดยตรงและตรวจสอบได้ว่าไม่ได้มาจากการทำลายป่า รองรับกติกาการส่งออกไปสหภาพยุโรป (EU)
- ชุมชน ป่าที่ปลูกเพิ่มนำไปคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตได้ ช่วยให้เอกชนเดินหน้าสู่ Net Zero และรายได้ส่วนหนึ่งแบ่งกลับมาเป็นรายได้สม่ำเสมอของชาวบ้านในระยะยาว
- ธนาคาร เปลี่ยนจากการปล่อยกู้ให้เกษตรกรรายย่อยที่เสี่ยงสูง มาเป็นการปล่อยกู้ให้บริษัทที่มีเครดิตดีและมีตลาดรองรับชัดเจน โครงการจึงมีขนาดที่ปล่อยกู้ได้จริง
วันนี้พืชที่เห็นศักยภาพขยายผลระดับโลกชัดที่สุดคือกาแฟและโกโก้ เพราะมีความต้องการในตลาดโลกสูงมาก ส่วนพืชอื่นต้องเริ่มจากดูความต้องการของตลาด ถ้าไม่ใช่ระดับโลก ก็ซอยลงมาดูระดับประเทศ ภูมิภาค หรือจังหวัด
เงื่อนไขสำคัญที่สุดคือประสิทธิภาพ รายได้ต่อพื้นที่ต้องสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โมเดลนี้จึงจะสำเร็จ
เงินแก้โลกร้อนยังไปไม่ถึงโครงการ ไทยต้องแก้ตรงไหน
ในระดับโลก กรอบคิดสำหรับเรื่องนี้มีอยู่แล้ว ทั้งเศรษฐกิจฐานธรรมชาติ (Nature-based Economy) การจัดทำ Taxonomy และบัญชีทุนธรรมชาติ ที่ประเมินว่าสินค้าและบริการแต่ละอย่างใช้ทรัพยากรธรรมชาติคิดเป็นมูลค่าเท่าไร
ปัญหาคือโลกยังขาดตัวอย่างโครงการที่เห็นผลชัดและขยายผลได้ เงินทุนอย่าง Climate Finance, Green Finance หรือ Nature Positive จึงติดค้าง เพราะไม่มีโครงการใหญ่พอให้ลงเงิน
ม.ล.ดิศปนัดดา ชี้ว่าเงินไปไม่ถึงโครงการด้วยคอขวด 3 ข้อ
- ผลตอบแทนของโครงการ (Project Return) โครงการต้องพิสูจน์ได้ว่าสร้างผลตอบแทนเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว
- การพิสูจน์ผลกระทบ (Impact Proofing) ต้องแสดงให้เห็นว่ากระจายรายได้สู่ชุมชน และปกป้องหรือฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมได้จริง
- ขนาดเงินลงทุน (Ticket Size) แหล่งเงินด้านนี้มักตั้งขั้นต่ำไว้ที่ 10 ล้านดอลลาร์ หรือราว 300 ล้านบาท องค์กรที่เข้าถึงได้จึงมีน้อยมาก
ฝั่งเอกชนไทยมีความตั้งใจสูง แต่ยังขาดความเข้าใจในการออกแบบโครงการ (Project Design) ที่ผูกสิ่งแวดล้อมและชุมชนเข้ากับกลไกธุรกิจ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกฝึกให้มองสมดุลทั้งสามด้าน ถ้ามีแนวทางที่ถูกต้อง เอกชนก็พร้อมเปลี่ยน
ถ้าไทยจะปลดคอขวดเหล่านี้ ม.ล.ดิศปนัดดา มองว่าภาครัฐต้องเปลี่ยนจากการเยียวยาหลังเกิดปัญหา มาเป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน (Resilience) ตั้งแต่ต้นทาง และมีแรงจูงใจให้คนที่อยากเปลี่ยนจากเกษตรเชิงเดี่ยวไปเป็นเกษตรผสมผสาน
กฎระเบียบก็ต้องปรับให้ทำได้จริง เช่น เปิดทางให้ชาวบ้านในพื้นที่ป่าเปลี่ยนจากการทำเกษตรผิดกฎหมายมาปลูกพืชอนุรักษ์อย่างกาแฟได้โดยไม่ต้องกลัวความผิด ให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานได้โดยไม่ขัดกฎหมาย และต้องมีกลไกกันไม่ให้พื้นที่ป่าตกไปอยู่ในมือกลุ่มทุนใหญ่หรือกลายเป็นโรงแรม
นอกเหนือจากประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ม.ล.ดิศปนัดดา มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการเป็นเจ้าภาพประชุมครั้งนี้ คือการได้เห็นทิศทางของโลก แล้วนำมาช่วยกันกำหนดอนาคตของประเทศ
ม.ล.ดิศปนัดดา เปรียบการพัฒนาประเทศกับการวิ่งมาราธอน ถ้าวิ่งตามหลังคนอื่นอยู่ไกล การไล่ให้ทันต้องใช้แรงมหาศาลและใช้เวลานาน ถ้าใช้สิ่งที่เรียนรู้จากเทรนด์โลกหาทางลัด ‘วิ่งไปดักรอข้างหน้า’ เราจะใช้แรงน้อยกว่า และคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคตได้
ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา / THE STANDARD

