การปลด เลียม โรเซเนียร์ ออกจากตำแหน่งกุนซือเชลซี อาจทำให้แฟนบอล ‘สิงห์บลูส์’ หลายคนรู้สึกเหมือนได้รับอิสรภาพ หรือเป็นวินาทีแห่งการ ‘หลุดพ้น’ จากวงจรความพ่ายแพ้ที่ดูเหมือนจะไร้ทางออก
ประเด็นสำคัญ
แต่ในความเป็นจริง… นี่อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนตัว ‘เหยื่อ’ รายถัดไปในระบบบริหารที่ผิดพลาดซ้ำซาก
เพราะการเขี่ยโรเซเนียร์พ้นทาง ไม่ต่างจากการตัดกิ่งไม้ที่เหี่ยวเฉา ทั้งที่ ‘รากแก้ว’ ของสโมสรกำลังถูกสารพัดปัญหากัดกินอยู่ภายใน และต้นตอของปัญหานั้นก็ไม่ได้มาจากใครอื่น นอกจากเงื้อมมือบอร์ดบริหาร BlueCo เอง
จุดเริ่มต้นของปัญหา เมื่อฟุตบอลถูกมองเป็น ‘ธุรกิจ’
ความล้มเหลวของเชลซีไม่ได้เริ่มจากตัวกุนซือ แต่เริ่มจากแนวคิดของบอร์ดที่พยายามเปลี่ยนสโมสรให้กลายเป็นโรงงานผลิตนักเตะดาวรุ่ง
เงินมหาศาลกว่า 1,500 ล้านปอนด์ ถูกใช้ไปกับการกว้านซื้อนักเตะอายุน้อย เซ็นสัญญายาว แต่ไร้ทิศทางที่ชัดเจน
นั่นทำให้เกิดสิ่งที่ตามมาคือ
- ภาวะ ‘ปริมาณเหนือคุณภาพ’ การซื้อนักเตะเข้ามาล้นทีม จนถูกแซวอยู่บ่อยๆ ว่าห้องแต่งตัวไม่มีที่ให้นั่งกันแล้ว แน่นอนว่านั่นส่งผลให้โค้ชไม่สามารถสร้างทีมเวิร์กที่ยั่งยืนได้
- บอร์ดบริหารพยายามแทรกแซงการตัดสินใจในสนาม ตั้งแต่การเลือกตัวผู้เล่นไปจนถึงการเปลี่ยนตัวระหว่างเกม
- พวกเขาโละทีมงานชุดเก่าออกทั้งหมด แล้วแทนที่ด้วยโมเดล Multi-club ที่เน้นปั้นเด็กเพื่อเก็งกำไร จนลืมไปว่าหัวใจของการทำทีมฟุตบอลคือการไปพาทีมสู่ชัยชนะ เพื่อประสบความสำเร็จ ไม่ใช่การตอบสนองตัวเลขในบัญชีเพียงด้านเดียว
การปลด ‘มาเรซก้า’ = บาดแผลที่ทำลายความเชื่อใจ
ก่อนหน้าโรเซเนียร์ เชลซีเคยอยู่ในจุดที่ดูเหมือนจะกลับมาได้ภายใต้การนำของ เอนโซ มาเรซก้า กุนซือที่พาทีมคว้าถ้วยคอนเฟอเรนซ์ลีก และ สโมสรโลก มาครองได้สำเร็จ นักเตะในทีมต่างเชื่อใจในระบบและแผนการเล่นของเขา
แต่สิ่งที่ทำให้มาเรซก้าต้องกระเด็นจากตำแหน่ง คือการ ‘งัดข้อ’ กับบอร์ดบริหาร เขาปฏิเสธที่จะทำตามคำแนะนำเรื่องการจัดตัวผู้เล่น และออกมาตำหนิบอร์ดอย่างรุนแรงว่าช่วงเวลา 48 ชั่วโมงก่อนโดนปลดคือช่วงเวลาที่แย่ที่สุด เพราะถูกกดดันอย่างหนักจากเบื้องบน
การปลดมาเรซก้าคือจุดเริ่มต้นของการทำลายทีมทางอ้อม เพราะบอร์ดเลือกที่จะเขี่ยคนที่พาทีมประสบความสำเร็จออก เพียงเพราะเขาไม่ใช่คนที่ควบคุมได้อีกต่อไป
โรเซเนียร์ ‘กุนซือหุ่นเชิด’ กับระบบที่พังทลาย
เมื่อต้องการคนที่สั่งได้ดั่งใจ บอร์ดจึงเลือกเลียม โรเซเนียร์ กุนซือจากสตราส์บูร์ก (สโมสรในเครือ) ขึ้นมาแทนที่ และไม่นานเขาก็ถูกตีตราว่าเป็นเพียง ‘หุ่นเชิด’ ของฝ่ายบริหาร
ส่วนผลลัพธ์การทำงานของเขาได้สะท้อนออกมาชัดเจนจากสถิติ แพ้ 10 จาก 23 นัด และหนักที่สุดคือการแพ้ 5 นัดติดต่อกันโดยยิงประตูไม่ได้เลย เป็นครั้งแรกในรอบ 114 ปีของสโมสร (นับจากปี 1912)
ในเชิงแท็กติก โรเซเนียร์เริ่มต้นด้วยการยึดแนวทางของมาเรซก้า ก่อนจะพยายามปรับเป็นระบบของตัวเอง แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับจากนักเตะบางกลุ่ม ถึงขั้นมีเสียงในห้องแต่งตัวเรียกเขาว่า ‘ครูสอนแทน’
ภาพของ เวสลีย์ โฟฟาน่า ที่เดินหนีทีมงานโค้ช หรือข้อมูลภายในที่หลุดออกไปถึงคนนอก สะท้อนชัดว่าโรเซเนียร์สูญเสียอำนาจในห้องแต่งตัวไปอย่างสิ้นเชิง
ท้ายที่สุด เสียง “BlueCo Out!” ก็ดังกระหึ่มทั่วสแตมฟอร์ด บริดจ์ เพราะแฟนบอลรู้ดีว่า ต่อให้เปลี่ยนโค้ชอีกกี่คน ตราบใดที่โครงสร้างยังเป็นแบบเดิม เชลซีก็ไม่มีวันฟื้น
แล้วใครจะกล้าเข้ามาในระบบแบบนี้?
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนำไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือจะมีกุนซือระดับแนวหน้าคนไหนที่กล้าเอา ‘ชื่อเสียง’ ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต มาทิ้งไว้ในสภาพแวดล้อมที่ผันผวนและไร้ระเบียบแบบที่เชลซีเป็นอยู่ในตอนนี้หรือเปล่า?
ชื่อของ ชาบี อลอนโซ ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยครั้ง แต่กุนซือผู้สุขุมและเน้นแบบแผนคนนี้ คงยากที่จะปรายตามองเชลซียุคนี้ หลังจากเขาเคยผ่านประสบการณ์อันขมขื่นที่เรอัล มาดริด ซึ่งเขาถูกใช้งานและเขี่ยทิ้งภายในเวลาเพียง 8 เดือน ทั้งที่เพิ่งพิสูจน์ฝีมือด้วยการพาเลเวอร์คูเซินคว้าแชมป์บุนเดสลีกามาหมาดๆ
ขณะที่ อันโดนี อิราโอลา ที่กำลังจะว่างงานหลังจบซีซันกับบอร์นมัธ ก็เป็นอีกคนที่รักการทำงานในสไตล์ของตัวเอง ท่ามกลางความเชื่อมั่นและความสงบ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่สิงห์บลูในยุคนี้ไม่มีให้
แม้แต่ศิษย์เก่าอย่าง เชส ฟาเบรกาส ที่กำลังสร้างบารมีกับ ‘โคโม่’ ในอิตาลี เขาจะยอมเสี่ยงเอาอนาคตที่กำลังรุ่งโรจน์มาพังทลายเพียงเพราะภาพลวงตาเดิมๆ ของเชลซีงั้นหรือ?
สิ่งที่บอร์ดต้องยอมรับคือ การดึงดูดกุนซือระดับ ‘Elite’ จะกลายเป็นเรื่องแทบเป็นไปไม่ได้ หากยังคงพฤติกรรมแทรกแซงการทำงานแบบเดิม
เพราะโค้ชระดับท็อปต้องการอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ใช่การเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามคำสั่งจากคนที่อยู่นอกสนาม
จริงอยู่ที่เชลซีสามารถหากุนซือคนใหม่ได้เสมอ แต่ในเวลานี้ สโมสรแห่งนี้ไม่ใช่จุดหมายปลายทางในฝันของโค้ชระดับหัวกะทิอีกต่อไปแล้ว
ปัจจุบันเชลซีรั้งอันดับ 8 ของตาราง ห่างพื้นที่ UCL ถึง 7 แต้ม เหลือโปรแกรมอีกเพียง 4 นัด พร้อมความหวังสุดท้ายใน FA Cup
หากพลาด UCL ผลกระทบจะรุนแรงทันที ทั้งรายได้ที่หายไป ความเสี่ยงต่อกฎ FFP และโอกาสเสียผู้เล่นตัวหลักอย่าง เอ็นโซ เฟร์นานเดซ หัวใจในแดนกลางของทีมที่มีข่าวพัวพันกับ เรอัล มาดริด
ท้ายที่สุด เมื่อเรื่องราวเดินมาถึงทางแยกตรงนี้ การปลดโรเซเนียร์จึงเปรียบเสมือนการ ‘ยอมรับความผิดพลาด’ ของบอร์ดบริหารแบบเงียบๆ… เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่า ต่อให้จะเปลี่ยนตัวละครบนเก้าอี้กุนซืออีกกี่คน
หากบอร์ดบริหารยังอยู่กับระบบการทำงานที่เต็มไปด้วยปัญหา และวิธีการแทรกแซงแบบเดิมๆ ผลลัพธ์ก็ไม่มีวันเปลี่ยน
แถมเสียงตะโกน “BlueCo Out!” มันจะยิ่งดังขึ้น… มากกว่าเดิม


