×

เมื่อการปลด ‘โรเซเนียร์’ คือคำสารภาพความล้มเหลวของ BlueCo

23.04.2026
  • LOADING...
ภาพกลุ่มแฟนบอล เชลซี ชูป้ายประท้วง "BlueCo Out!" สะท้อนความไม่พอใจการบริหารงานของ BlueCo

การปลด เลียม โรเซเนียร์ ออกจากตำแหน่งกุนซือเชลซี อาจทำให้แฟนบอล ‘สิงห์บลูส์’ หลายคนรู้สึกเหมือนได้รับอิสรภาพ หรือเป็นวินาทีแห่งการ ‘หลุดพ้น’ จากวงจรความพ่ายแพ้ที่ดูเหมือนจะไร้ทางออก

 

 
 

แต่ในความเป็นจริง… นี่อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนตัว ‘เหยื่อ’ รายถัดไปในระบบบริหารที่ผิดพลาดซ้ำซาก

 

เพราะการเขี่ยโรเซเนียร์พ้นทาง ไม่ต่างจากการตัดกิ่งไม้ที่เหี่ยวเฉา ทั้งที่ ‘รากแก้ว’ ของสโมสรกำลังถูกสารพัดปัญหากัดกินอยู่ภายใน และต้นตอของปัญหานั้นก็ไม่ได้มาจากใครอื่น นอกจากเงื้อมมือบอร์ดบริหาร BlueCo เอง

 

จุดเริ่มต้นของปัญหา เมื่อฟุตบอลถูกมองเป็น ‘ธุรกิจ’

 

ความล้มเหลวของเชลซีไม่ได้เริ่มจากตัวกุนซือ แต่เริ่มจากแนวคิดของบอร์ดที่พยายามเปลี่ยนสโมสรให้กลายเป็นโรงงานผลิตนักเตะดาวรุ่ง

 

เงินมหาศาลกว่า 1,500 ล้านปอนด์ ถูกใช้ไปกับการกว้านซื้อนักเตะอายุน้อย เซ็นสัญญายาว แต่ไร้ทิศทางที่ชัดเจน

 

นั่นทำให้เกิดสิ่งที่ตามมาคือ

 

  • ภาวะ ‘ปริมาณเหนือคุณภาพ’ การซื้อนักเตะเข้ามาล้นทีม จนถูกแซวอยู่บ่อยๆ ว่าห้องแต่งตัวไม่มีที่ให้นั่งกันแล้ว แน่นอนว่านั่นส่งผลให้โค้ชไม่สามารถสร้างทีมเวิร์กที่ยั่งยืนได้
  • บอร์ดบริหารพยายามแทรกแซงการตัดสินใจในสนาม ตั้งแต่การเลือกตัวผู้เล่นไปจนถึงการเปลี่ยนตัวระหว่างเกม
  • พวกเขาโละทีมงานชุดเก่าออกทั้งหมด แล้วแทนที่ด้วยโมเดล Multi-club ที่เน้นปั้นเด็กเพื่อเก็งกำไร จนลืมไปว่าหัวใจของการทำทีมฟุตบอลคือการไปพาทีมสู่ชัยชนะ เพื่อประสบความสำเร็จ ไม่ใช่การตอบสนองตัวเลขในบัญชีเพียงด้านเดียว

 

การปลด ‘มาเรซก้า’ = บาดแผลที่ทำลายความเชื่อใจ

 

ก่อนหน้าโรเซเนียร์ เชลซีเคยอยู่ในจุดที่ดูเหมือนจะกลับมาได้ภายใต้การนำของ เอนโซ มาเรซก้า กุนซือที่พาทีมคว้าถ้วยคอนเฟอเรนซ์ลีก และ สโมสรโลก มาครองได้สำเร็จ นักเตะในทีมต่างเชื่อใจในระบบและแผนการเล่นของเขา

 

แต่สิ่งที่ทำให้มาเรซก้าต้องกระเด็นจากตำแหน่ง คือการ ‘งัดข้อ’ กับบอร์ดบริหาร เขาปฏิเสธที่จะทำตามคำแนะนำเรื่องการจัดตัวผู้เล่น และออกมาตำหนิบอร์ดอย่างรุนแรงว่าช่วงเวลา 48 ชั่วโมงก่อนโดนปลดคือช่วงเวลาที่แย่ที่สุด เพราะถูกกดดันอย่างหนักจากเบื้องบน

 

การปลดมาเรซก้าคือจุดเริ่มต้นของการทำลายทีมทางอ้อม เพราะบอร์ดเลือกที่จะเขี่ยคนที่พาทีมประสบความสำเร็จออก เพียงเพราะเขาไม่ใช่คนที่ควบคุมได้อีกต่อไป

 

โรเซเนียร์ ‘กุนซือหุ่นเชิด’ กับระบบที่พังทลาย

 

เมื่อต้องการคนที่สั่งได้ดั่งใจ บอร์ดจึงเลือกเลียม โรเซเนียร์ กุนซือจากสตราส์บูร์ก (สโมสรในเครือ) ขึ้นมาแทนที่ และไม่นานเขาก็ถูกตีตราว่าเป็นเพียง ‘หุ่นเชิด’ ของฝ่ายบริหาร

 

ส่วนผลลัพธ์การทำงานของเขาได้สะท้อนออกมาชัดเจนจากสถิติ แพ้ 10 จาก 23 นัด และหนักที่สุดคือการแพ้ 5 นัดติดต่อกันโดยยิงประตูไม่ได้เลย เป็นครั้งแรกในรอบ 114 ปีของสโมสร (นับจากปี 1912)

 

ในเชิงแท็กติก โรเซเนียร์เริ่มต้นด้วยการยึดแนวทางของมาเรซก้า ก่อนจะพยายามปรับเป็นระบบของตัวเอง แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับจากนักเตะบางกลุ่ม ถึงขั้นมีเสียงในห้องแต่งตัวเรียกเขาว่า ‘ครูสอนแทน’

 

ภาพของ เวสลีย์ โฟฟาน่า ที่เดินหนีทีมงานโค้ช หรือข้อมูลภายในที่หลุดออกไปถึงคนนอก สะท้อนชัดว่าโรเซเนียร์สูญเสียอำนาจในห้องแต่งตัวไปอย่างสิ้นเชิง

 

ท้ายที่สุด เสียง “BlueCo Out!” ก็ดังกระหึ่มทั่วสแตมฟอร์ด บริดจ์ เพราะแฟนบอลรู้ดีว่า ต่อให้เปลี่ยนโค้ชอีกกี่คน ตราบใดที่โครงสร้างยังเป็นแบบเดิม เชลซีก็ไม่มีวันฟื้น

 

แล้วใครจะกล้าเข้ามาในระบบแบบนี้?

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนำไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือจะมีกุนซือระดับแนวหน้าคนไหนที่กล้าเอา ‘ชื่อเสียง’ ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต มาทิ้งไว้ในสภาพแวดล้อมที่ผันผวนและไร้ระเบียบแบบที่เชลซีเป็นอยู่ในตอนนี้หรือเปล่า?

 

ชื่อของ ชาบี อลอนโซ ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยครั้ง แต่กุนซือผู้สุขุมและเน้นแบบแผนคนนี้ คงยากที่จะปรายตามองเชลซียุคนี้ หลังจากเขาเคยผ่านประสบการณ์อันขมขื่นที่เรอัล มาดริด ซึ่งเขาถูกใช้งานและเขี่ยทิ้งภายในเวลาเพียง 8 เดือน ทั้งที่เพิ่งพิสูจน์ฝีมือด้วยการพาเลเวอร์คูเซินคว้าแชมป์บุนเดสลีกามาหมาดๆ

 

ขณะที่ อันโดนี อิราโอลา ที่กำลังจะว่างงานหลังจบซีซันกับบอร์นมัธ ก็เป็นอีกคนที่รักการทำงานในสไตล์ของตัวเอง ท่ามกลางความเชื่อมั่นและความสงบ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่สิงห์บลูในยุคนี้ไม่มีให้

 

แม้แต่ศิษย์เก่าอย่าง เชส ฟาเบรกาส ที่กำลังสร้างบารมีกับ ‘โคโม่’ ในอิตาลี เขาจะยอมเสี่ยงเอาอนาคตที่กำลังรุ่งโรจน์มาพังทลายเพียงเพราะภาพลวงตาเดิมๆ ของเชลซีงั้นหรือ?

 

สิ่งที่บอร์ดต้องยอมรับคือ การดึงดูดกุนซือระดับ ‘Elite’ จะกลายเป็นเรื่องแทบเป็นไปไม่ได้ หากยังคงพฤติกรรมแทรกแซงการทำงานแบบเดิม

 

เพราะโค้ชระดับท็อปต้องการอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ใช่การเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามคำสั่งจากคนที่อยู่นอกสนาม

 

จริงอยู่ที่เชลซีสามารถหากุนซือคนใหม่ได้เสมอ แต่ในเวลานี้ สโมสรแห่งนี้ไม่ใช่จุดหมายปลายทางในฝันของโค้ชระดับหัวกะทิอีกต่อไปแล้ว

 

ปัจจุบันเชลซีรั้งอันดับ 8 ของตาราง ห่างพื้นที่ UCL ถึง 7 แต้ม เหลือโปรแกรมอีกเพียง 4 นัด พร้อมความหวังสุดท้ายใน FA Cup

 

หากพลาด UCL ผลกระทบจะรุนแรงทันที ทั้งรายได้ที่หายไป ความเสี่ยงต่อกฎ FFP และโอกาสเสียผู้เล่นตัวหลักอย่าง เอ็นโซ เฟร์นานเดซ หัวใจในแดนกลางของทีมที่มีข่าวพัวพันกับ เรอัล มาดริด

 

ท้ายที่สุด เมื่อเรื่องราวเดินมาถึงทางแยกตรงนี้ การปลดโรเซเนียร์จึงเปรียบเสมือนการ ‘ยอมรับความผิดพลาด’ ของบอร์ดบริหารแบบเงียบๆ… เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่า ต่อให้จะเปลี่ยนตัวละครบนเก้าอี้กุนซืออีกกี่คน

 

หากบอร์ดบริหารยังอยู่กับระบบการทำงานที่เต็มไปด้วยปัญหา และวิธีการแทรกแซงแบบเดิมๆ ผลลัพธ์ก็ไม่มีวันเปลี่ยน

 

แถมเสียงตะโกน “BlueCo Out!” มันจะยิ่งดังขึ้น… มากกว่าเดิม

 
  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising