ประเทศไทยมีสิ่งทีเรียกว่า ‘งบต้านโกง’ จากเงินภาษีของพวกเราที่ถูกเบิกใช้ต่อเนื่องมานานหลายปี รวมแล้วหลายพันล้านบาท เพื่อวัตถุประสงค์ตรงตามชื่อก็คือการต้านโกง
ประเด็นสำคัญ
แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา งบต้านโกงทำให้การทุจริตของไทยลดลงได้จริงไหม หลายหน่วยงานได้เกรด AA มีความโปร่งใสสูง ตรงกันข้ามกับมุมมองที่โลกมีต่อไทย ทำให้เกิดคำถามว่าเงินส่วนนี้ถูกใช้ไปกับเรื่องอะไรบ้าง รัฐกำลังแก้ปัญหาอย่างถูกจุดจริงหรือเปล่า หรือเราอาจจะกำลังใช้เงินแบบผิดที่ผิดทาง
งบต้านโกงพันล้าน แต่รัฐยังตอบไม่ได้ว่าอะไรได้ผล
ประเทศไทยใช้งบประมาณมหาศาลไปกับการต่อต้านการทุจริต ที่มาในรูปแบบการอบรม สัมมนา รณรงค์ ปลูกฝังจิตสำนึก ผลิตสื่อ สร้างเครือข่าย และกิจกรรมอีกนับไม่ถ้วน ภายใต้ชื่อทางการว่า ‘แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ’ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘งบต้านโกง’
หลายคนอาจเข้าใจว่า “งบต้านโกง” คือเงินของ ป.ป.ช. แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ งบก้อนนี้เป็นเหมือนกองกลางให้หน่วยงานรัฐหลายแห่งเสนอของบประมาณไปทำโครงการป้องกันการทุจริต ป.ป.ช. จะทำหน้าที่วางกรอบ กำหนดทิศทาง ประสานงาน และติดตามผล
เมื่อดูจากชื่อโครงการ หลายอย่างฟังดูสมเหตุสมผล ตั้งแต่การสร้างความรู้เรื่องทุจริตให้ข้าราชการ การปลูกฝังความซื่อสัตย์ในโรงเรียน การอบรมครูและนักเรียน การทำสื่อรณรงค์ ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังในพื้นที่ต่างๆ แต่ปัญหาดันอยู่ที่ว่า หลังใช้เงินต่อเนื่องมาหลายปี เรายังตอบได้ไม่ชัดว่าโครงการแบบไหนลดการทุจริตได้จริงบ้าง
และถ้าดูตัวเลขงบประมาณของแผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบในแต่ละปี เช่น
2564 ประมาณ 225 ล้านบาท
2565 ประมาณ 478 ล้านบาท
2566 ประมาณ 495 ล้านบาท
2567 ประมาณ 712 ล้านบาท
2568 ประมาณ 953 ล้านบาท
2569 ประมาณ 961 ล้านบาท
เมื่อดูแนวโน้มงบประมาณระหว่างปี 2564-2569 จะเห็นว่าวงเงินเพิ่มขึ้นจากราว 225 ล้านบาท เป็น 961 ล้านบาท หรือเพิ่มกว่า 4 เท่า ภายในเวลา 6 ปี
และล่าสุด เราก็ได้เห็นสำนักข่าวหลายแห่งรายงานว่างบต้านโกงปี 2570 มีกรอบงบประมาณสูงถึง 1,276 ล้านบาท จนทำให้คณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณต้องเรียกสำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงถึงการใช้เงินภาษีก้อนนี้
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่า 1,276 ล้านบาท เป็นเพียงคำขอเบื้องต้น แต่เมื่อผ่านกระบวนการจัดทำงบประมาณ ตัวเลขที่เสนอผ่าน ครม. เหลืออยู่ที่ 761.7 ล้านบาท ครอบคลุม 36 หน่วยงาน 45 โครงการ
แต่ตัวเลข 36 หน่วยงาน กลับนำไปสู่อีกคำถามหนึ่ง เพราะหากนี่คือ ‘แผนบูรณาการต่อต้านการทุจริต’ แล้วหน่วยงานที่ไม่ได้เข้าร่วมมีที่ไหนบ้าง และเหตุใดจึงแยกไปดำเนินโครงการของตัวเอง
รักชนก ศรีนอก ประธานกรรมาธิการฯ จึงขอรายชื่อหน่วยงานที่ไม่เคยเข้าร่วมแผน เพื่อให้เห็นภาพว่างบต้านโกงของประเทศถูกขับเคลื่อนอยู่ภายใต้แผนเดียวจริงหรือไม่ เพราะหากแต่ละหน่วยงานใช้งบและดำเนินมาตรการของตัวเอง การประเมินว่าประเทศไทยใช้งบต้านโกงได้ผลแค่ไหน ก็ย่อมทำได้ยากขึ้น
คำถามนี้ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า หากยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีหน่วยงานใดอยู่นอกแผน ระบบที่เรียกว่า ‘บูรณาการ’ จะบูรณาการได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงอีกคำถามที่ถูกถามซ้ำไปซ้ำมาตลอดการประชุมว่า
“เงินที่ใช้ไปทั้งหมด ทำให้การทุจริตลดลงจริงหรือไม่”
คำถามเรียบง่ายนี้กลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เพราะสิ่งที่หน่วยงานส่วนใหญ่ชี้แจง มีเพียงจำนวนกิจกรรมที่ดำเนินการไปแล้ว เช่น จัดอบรมกี่ครั้ง มีคนเข้าร่วมกี่คน ผลิตสื่อกี่ชิ้น หรือสร้างเครือข่ายได้กี่แห่ง รายงานส่วนใหญ่เป็นการรายงานผลผลิต แต่สิ่งที่กรรมาธิการพยายามถามคือผลลัพธ์ ว่าหลังใช้เงินแล้วการทุจริตลดลงอย่างไร หรือระบบราชการเปลี่ยนไปอย่างไร สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ยืนยันได้จึงมีเพียงว่ารัฐได้ดำเนินโครงการต่อต้านการทุจริตแล้ว
และเมื่อย้อนกลับไปดูโครงการที่ใช้งบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะพบว่ากิจกรรมมักวนอยู่กับการอบรม การประกวด การแข่งขัน Hackathon การผลิตสื่อ ภาพยนตร์สั้น การสร้างวิทยากร การจัดนิทรรศการ และการทำแบบทดสอบออนไลน์เพื่อรับเกียรติบัตร ที่หลายโครงการดำเนินต่อเนื่องมาทุกปี
สิ่งที่เปลี่ยนไปในแต่ละปีมักเป็นชื่อกิจกรรมหรือกลุ่มเป้าหมาย แต่สิ่งที่ยังหาได้ยากคือข้อมูลที่ตอบว่า หลังจบกิจกรรมแล้วการทุจริตลดลงตรงไหน หรือพฤติกรรมของหน่วยงานเปลี่ยนไปอย่างไร เพราะเอกสารโครงการส่วนใหญ่กลับรายงานผลสำเร็จจากจำนวนผู้เข้าร่วม จำนวนโรงเรียน จำนวนหน่วยงาน หรือระดับความพึงพอใจ
อีกตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพชัด คือโครงการด้านการศึกษาในสังกัด สพฐ. ที่ได้รับงบจากแผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตต่อเนื่องมาหลายปี แต่กิจกรรมหลักกลับวนอยู่กับการอบรมครู อบรมนักเรียน และประเมินผลความโปร่งใสไม่ทุจริตด้วยแบบสอบถาม
รักชนกจึงเปิดแบบสอบถามขึ้นบนจอในห้องประชุม ทำให้เห็นว่าคำถามส่วนใหญ่ให้ผู้ตอบประเมินตัวเอง เช่น โรงเรียนมีความโปร่งใสหรือไม่ ครูมีความตระหนักเรื่องการทุจริตหรือไม่ นักเรียนเห็นความสำคัญของความซื่อสัตย์รึเปล่า หรือให้คะแนนความรู้สึกต่อคุณธรรมและความโปร่งใสในหน่วยงานของตัวเอง


เธอตั้งข้อสังเกตว่าแบบสอบถามลักษณะนี้มีข้อจำกัด เพราะมันคงไม่มีใครตอบว่าตัวเองไม่มีคุณธรรม หรือไม่เห็นด้วยกับความโปร่งใส และคงจะใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าการทุจริตลดลงไม่ได้
เมื่อถูกตั้งคำถามเรื่องการอบรมสัมมนาและทำแบบสอบถามมากเข้า สำนักงบประมาณจึงชี้แจงว่าปีงบ 2570 มีการปรับเปลี่ยนหลายอย่าง เช่น ลดงบด้านการปลูกฝังจิตสำนึกประมาณ 41.93% แล้วไปเพิ่มงบด้านการป้องกันการทุจริตเพิ่มขึ้นประมาณ 46.24% แทน แต่ก็ยังไร้คำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าแล้ววิธีการเดิมที่ใช้ต่อเนื่องมาหลายปีนั้นได้ผลมากน้อยแค่ไหน ซึ่งทางผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์ฯ มองว่าการให้ความรู้และการปรับทัศนคติยังคงจำเป็น แต่ก็ยอมรับว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมต้องใช้เวลาไม่สามารถเห็นผลได้ภายในปีงบประมาณเดียว
นอกจากวิธีการจัดการงบต้านโกง อีกหนึ่งเรื่องที่ดูจะมีปัญหาเหมือนกันก็คือ ‘ตัวชี้วัด’ ตอนนี้ประเทศไทยมีระบบการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสที่เรียกว่า ITA เป็นดัชนีที่ ป.ป.ช. จัดทำขึ้นเพื่อประเมินหน่วยงานภาครัฐ ที่เมื่อดูผลประเมินจะเห็นว่าหน่วยงานรัฐได้คะแนนสูงกันมากๆ ตัวอย่างเช่นปี 2568 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้คะแนนสูงสุด 94.64 คะแนน กลุ่มหน่วยงานในสังกัดรัฐสภาได้คะแนนเฉลี่ยในภาพรวมทุกประเภทที่ 96.79 คะแนน หรือหน่วยงานท้องถิ่นกวาดคะแนน 90-99 กันหลายจังหวัด กลายเป็นว่าถ้าดูจาก ITA หน่วยงานรัฐของเราส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในระดับ A หรือ AA ของการประเมินความโปร่งใส
แต่เมื่อนำผลประเมิน ITA ไปเทียบกับดัชนี CPI ของ Transparency International ที่สะท้อนจากมุมมองของนักลงทุนภาคธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ และองค์กรระหว่างประเทศต่อปัญหาคอร์รัปชัน กลับได้ภาพที่แตกต่างออกไป เพราะคะแนนของไทยลดลงต่อเนื่อง จาก 38 คะแนนในปี 2557 แล้วค่อยๆ ลดลงเหลือ 33 คะแนนเต็ม 100 ในปี 2568
ปัจจุบันไทยอยู่อันดับ 116 จาก 182 ประเทศ และอยู่อันดับ 5 ของอาเซียน จนเกิดคำถามว่าถ้าหน่วยงานรัฐสอบผ่านกันเกือบหมด เหตุใดนักลงทุน ภาคธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกถึงยังมองว่าประเทศไทยยังมีปัญหาคอร์รัปชันอยู่
คำตอบของ ป.ป.ช. คือการอธิบายว่า ITA ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อวัดการทุจริตโดยตรง แต่ใช้ประเมินกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ เช่น การเปิดเผยข้อมูล การปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล มาตรการป้องกันการทุจริตภายในองค์กร ซึ่งก็คือ ITA กับ CPI กำลังสะท้อนคนละมุมของปัญหากันอยู่
และหลังการชี้แจงอยู่หลายชั่วโมง สุดท้ายเรื่องดูเหมือนจะค้างคาอยู่กับการไม่ได้คำตอบของคำถามแรก นั่นคืองบประมาณหลายร้อยล้านบาทที่ใช้ไปทุกปี ทำให้การทุจริตลดลงอย่างไรบ้าง แต่เราก็ได้เห็นกระบวนการใช้เงินของงบต้านโกงที่ชัดขึ้น
เทคโนโลยีล้าหลัง หรือเพราะรัฐไม่กล้าเปิดข้อมูลกันแน่?
หลายคนเคยพูดไว้ว่าการเปิดเผยข้อมูลคือวิธีป้องกันการทุจริตที่ต้นทุนต่ำที่สุด เพราะไม่ต้องตั้งคณะทำงาน ไม่ต้องจัดอบรม และไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เพียงแค่เปิดข้อมูล ประชาชน สื่อมวลชน นักวิชาการ ก็สามารถช่วยกันสอดส่องได้ทันที แต่จนถึงตอนนี้ข้อมูลจำนวนมากก็ยังเข้าถึงได้ยากอยู่ดี
รักชนกยกตัวอย่างการเข้าถึงบัญชีทรัพย์สินนักการเมือง ดูเผินๆ เหมือนเปิดเผยหมดแล้ว แต่พอจะเข้าไปดูรายละเอียดกลับไม่ง่ายแบบนั้น เพราะข้อมูลจะอยู่บนเว็บไซต์แค่ 180 วัน หลังจากนั้นถ้าอยากรู้ เราต้องเดินทางไปสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อขอดูข้อมูลเพิ่มเติม
เธอจึงถามย้ำว่าทำไมหลังพ้น 180 วัน ถึงไม่สามารถส่งเป็นไฟล์ให้ได้ ทำไมต้องให้ประชาชนไปยืนจดหน้าห้อง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากต้องการเปรียบเทียบบัญชีทรัพย์สินย้อนหลังหลายปี ก็ต้องนั่งคัดทีละหน้า และหน่วยงานไม่สามารถส่งไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ให้ผู้ร้องขอได้เลย
ที่เป็นแบบนั้นเพราะระเบียบของ ป.ป.ช. อนุญาตแค่เปิดให้ ‘คัด’ แต่ไม่ได้เปิดให้ ‘คัดถ่าย’ หรือรับเป็นไฟล์ดิจิทัล รักชนกจึงเสนอให้ ป.ป.ช. แก้ไขระเบียบดังกล่าว เพื่อให้ผู้ขอข้อมูลหลังพ้น 180 วัน สามารถรับเอกสารหรือไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ได้ ไม่ต้องเสียเวลาคัดข้อมูลด้วยตัวเองทุกครั้ง
นอกจากบัญชีทรัพย์สินนักการเมือง กลุ่มเครือญาติหรือผู้ใกล้ชิดของนักการเมืองที่ถูกจัดกลุ่มว่ามีความเสี่ยงสูงตามหลักเกณฑ์สากลด้านการป้องกันการฟอกเงิน ก็ควรจะทำข้อมูลเชื่อมโยงกันทั้งหมด ทั้งผู้ดำรงตำแหน่ง คู่สมรส บุตร ผู้ถือหุ้น บริษัท และความสัมพันธ์ทางธุรกิจไว้ในระบบเดียว หากบริษัทที่เข้าประมูลงานรัฐมีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลใกล้ชิดของผู้มีอำนาจ ระบบก็จะช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงได้ตั้งแต่ก่อนลงนามในสัญญา แทนที่จะรอให้เกิดคดีแล้วค่อยย้อนกลับมาตรวจสอบ
กลายเป็นว่าเวลานี้ ต่อให้รัฐมีงบต้านโกงทุกปี แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ก็ยังเรียกได้ว่า ‘อ่านได้ แต่ใช้ต่อยาก’ เพราะมักมาในรูปแบบเอกสารที่ห้ามถ่ายภาพ ห้ามถ่ายเอกสาร บางอันที่ไม่ลับมากมาเป็น PDF หรือภาพสแกน ทั้งที่ควรอยู่ในรูปแบบ Open Data หรือ Machine-readable ที่สามารถค้นหา เชื่อมโยง และนำไปวิเคราะห์ต่อได้ง่ายกว่านี้ ยิ่งหลายหน่วยงานกำลังของบประมาณเพื่อพัฒนาระบบ AI และฐานข้อมูลดิจิทัล ปัญหาเรื่องเอกสาร PDF หรือภาพสแกนก็ควรเป็นเรื่องที่แก้ไขได้แล้ว
รักชนกยังเสนอว่า ป.ป.ช. เองก็ควรเปิดข้อมูลการทำงานขององค์กรให้มากขึ้นด้วยเหมือนกัน ทั้งรายงานการประชุม หลักเกณฑ์การพิจารณาคดี ระยะเวลาและความคืบหน้าของคดีสำคัญ เพื่อให้สังคมติดตามการทำงานขององค์กรได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเปิดเผยรายละเอียดในสำนวนคดี
ในระหว่างการชี้แจงถามตอบกันไปมา คณะกรรมาธิการยังตั้งข้อสังเกตอีกเรื่องหนึ่ง ว่าวิธีวัดผลแผนต่อต้านการทุจริตอาจกำลังเดินผิดทาง เพราะถ้าใช้จำนวนคดีที่ลดลงเป็น KPI ในความเป็นจริงถ้าประชาชนเชื่อมั่นในระบบ เชื่อมั่นว่าร้องเรียนแล้วคนผิดจะถูกลงโทษตามกฎหมาย และเชื่อมั่นว่าหากร้องเรียนไปแล้วตัวเองจะปลอดภัย คดีมันควรจะเยอะเพราะคนกล้าแจ้งเบาะแส รวมถึงอีกมุมหนึ่งที่ว่าถ้าหน่วยงานทำงานตรวจสอบอย่างจริงจัง จำนวนคดีมันก็ควรจะเพิ่มขึ้นหรือเปล่า สุดท้ายคำถามนี้ก็ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าจำนวนคดีลดลงยังเหมาะเป็นตัวชี้วัดหรือไม่ และรัฐจะเปลี่ยน KPI หรือเปล่า
ประเด็นทั้งหมดถูกเชื่อมโยงไปถึงเป้าหมายใหญ่ของรัฐบาล เพราะประเทศไทยกำลังเดินหน้าสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งให้ความสำคัญกับการประเมินธรรมาภิบาล การต่อต้านการทุจริต
ตอนนี้ไทยอยู่ระหว่างการปรับกฎหมาย และแผนแม่บทด้านการต่อต้านการทุจริตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งอนุสัญญาต่อต้านการให้สินบนเจ้าหน้าที่ต่างประเทศของ OECD และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต (UNCAC) เพราะการประเมินดูตั้งแต่การบังคับใช้กฎหมาย การเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ ไปจนถึงผลลัพธ์ของมาตรการป้องกันการทุจริต ไม่ได้ดูแค่ว่าประเทศนั้นมีกฎหมายหรือแผนงานครบถ้วนรึเปล่า
และก่อนจะไปถึงมาตรฐานระดับนานาชาติ เราอาจต้องกลับมาตอบคำถามพื้นฐานของตัวเองให้ได้ก่อนว่า งบต้านโกงกำลังถูกใช้ไปกับสิ่งที่แก้ปัญหาจริงหรือไม่ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เงินจำนวนไม่น้อยถูกใช้กับการอบรม การรณรงค์ การผลิตสื่อ และกิจกรรมสร้างการรับรู้ ขณะที่การทำฐานข้อมูล การเปิดข้อมูลแบบ Open Data การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน หรือการสร้างระบบที่ทำให้ประชาชนตรวจสอบได้ง่ายขึ้น กลับยังไม่ใช่ภาพของการลงทุนที่เห็นอย่างเด่นชัดจากงบประมาณก้อนนี้
ถ้าใช้งบไม่ถูกจุด ก็จะไม่มีวันหยุดการโกงได้?
หลังไล่เรียงไปทีละเรื่องตั้งแต่งบประมาณ โครงการอบรมต่างๆ ตัวชี้วัดหน่วยงานรัฐที่สวนทางกับตัวชี้วัดระดับโลก การเปิดเผยข้อมูล รักชนกเลิกถามผู้ชี้แจงระดับบริหาร แล้วหันไปเรียกผู้อำนวยการสำนักและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตอบคำถามทีละคน
“ถ้าให้แก้ ป.ป.ช. ได้ 3 เรื่อง จะเริ่มจากอะไร ไล่ไปทีละคนเลยนะคะ ท่านตอบให้ครบนะคะ ดิฉันนับอยู่”
เมื่อคำถามถูกโยนไปยังคนที่อยู่กับระบบทุกวัน คำตอบคือไม่มีใครขอประมาณเพิ่ม ไม่มีใครเสนอเพิ่มการอบรมหรือกิจกรรมรณรงค์ ที่งบต้านโกงถูกใช้กับเรื่องเหล่านี้มาตลอดหลายปี พวกเขาพูดถึงการปรับโครงสร้างองค์กรที่ทำให้งานหลายส่วนสะดุด การโยกย้ายบุคลากร ระบบถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ยังไม่ทันกับการรับข้าราชการรุ่นใหม่ รวมถึงการสื่อสารจากผู้บริหารที่ลงมาถึงผู้ปฏิบัติไม่ตรงกัน แต่ละสำนักตีความนโยบายคนละแบบทั้งที่ทำงานภายใต้แผนเดียวกัน ส่งผลให้งานต้องเริ่มต้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก
เจ้าหน้าที่จากส่วนภูมิภาคพูดถึงอีกหนึ่งปัญหา ที่แทบไม่เคยเห้นในรายงานผลการดำเนินงาน นั่นคือเรื่องกำลังคนไม่พอ หลายจังหวัดมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันเพียงไม่กี่คน แต่ต้องรับผิดชอบทั้งจังหวัด ตั้งแต่ลงพื้นที่ ประเมินความเสี่ยง สร้างเครือข่าย ไปจนถึงติดตามหน่วยงานรัฐ
อีกเรื่องที่หลายคนพูดตรงกันคือข้อมูลที่กระจัดกระจาย พอจะดึงข้อมูลจากหลายหน่วยงานมาวิเคราะห์ร่วมกันก็ติดทั้งข้อกฎหมาย ข้อมูลส่วนบุคคล และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี หลายคนเห็นตรงกันว่า หากลดงานเอกสาร ใช้ระบบดิจิทัลและเชื่อมโยงข้อมูลกันได้มากกว่านี้ งานป้องกันการทุจริตจะเดินหน้าได้เร็วกว่าเดิมและมีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่
สุดท้ายแล้วประเทศไทยคงยังต้องมีการเบิกใช้งบประมาณเพื่อต่อต้านการทุจริตต่อไป แต่สิ่งที่ควรถูกทบทวน คือเงินก้อนนั้นกำลังถูกใช้กับปัญหาที่ถูกจุดหรือไม่ เพราะสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นไม่ใช่จำนวนครั้งของการอบรม หรือจำนวนกิจกรรมที่จัดได้ แต่พวกเราอยากเห็นหลักฐานว่าเงินภาษีที่จ่ายไปทำให้การโกงลดลงอย่างไร และถ้ายังไร้คำตอบที่ชัดเจน พิสูจน์ได้ เป็นรูปธรรม ความคุ้มค่าของการใช้งบต้านโกง ก็จะคงยังถูกตั้งคำถามต่อไปแบบไม่มีวันสิ้นสุด


