×

กมธ. ป.ป.ช. เปิดช่องโหว่โกงสอบท้องถิ่น แฟลชไดรฟ์ ‘ลับสุดยอด’ ไร้รหัสผ่าน ก่อน กสถ. ชี้ขาด 5,925 ราย 5 ส.ค.นี้

โดย THE STANDARD TEAM
31.07.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ กมธ. ป.ป.ช. เปิดช่องโหว่โกงสอบท้องถิ่น พบแฟลชไดรฟ์ ‘ลับสุดยอด’ ไร้รหัสผ่าน

ปัญหาการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการไทยมานานกว่า 1 เดือน และยังคงเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีการแก้ไขคะแนนสอบเพื่อช่วยให้ผู้สอบไม่ผ่านเกณฑ์ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้เข้าสอบทั่วประเทศ

 

 

ล่าสุด อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ เข้าพบนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี มครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการจัดสอบ การเก็บรักษาข้อมูล การประมวลผลคะแนน ไปจนถึงขั้นตอนการประกาศผลสอบ

 

ก่อนที่คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) จะประชุมในวันที่ 5 สิงหาคม เพื่อพิจารณาเพิกถอนการบรรจุผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการแก้ไขคะแนน และส่งเรื่องให้ ก กลาง ก จังหวัด รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายในวันที่ 6 สิงหาคม

 

ประเด็นสำคัญที่สุดของการชี้แจงครั้งนี้ คือ ผลการตรวจสอบคะแนนสอบ โดย สถ. ระบุว่า ใช้กระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบทั้งหมดกว่า 270,000 คน ซึ่งผ่านการสแกนและจัดเก็บไว้ตั้งแต่วันสอบ เป็นข้อมูลอ้างอิงหลักในการตรวจสอบ แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลคะแนนที่ใช้ประกาศผลสอบ

 

กลับพบว่าข้อมูลไม่ตรงกัน และพบผู้ที่มีคะแนนถูกแก้ไขระหว่าง 5,925-5,960 ราย ซึ่งความแตกต่างของตัวเลขเกิดจากฐานข้อมูลและพยานหลักฐานที่แต่ละหน่วยงานใช้ในการตรวจสอบ

 

จากการตรวจสอบ สถ. แบ่งผู้ที่เกี่ยวข้องออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

 

  • กลุ่มแรก คือผู้ที่สอบไม่ผ่านเกณฑ์ แต่ถูกแก้ไขคะแนนจนได้รับการบรรจุ จำนวน 5,129 คน สถ. เห็นว่าบุคคลกลุ่มนี้ไม่มีสิทธิได้รับการบรรจุตั้งแต่ต้นตามกฎหมาย จึงเตรียมเสนอให้ กสถ. มีมติให้พ้นจากตำแหน่ง
  • กลุ่มที่สอง คือผู้ที่สอบผ่านเกณฑ์อยู่แล้ว แต่ถูกแก้ไขคะแนนเพื่อให้ลำดับดีขึ้น จำนวน 790 คน ในจำนวนนี้ได้รับการบรรจุแล้ว 565 คน โดย กสถ. จะพิจารณาในวันที่ 5 สิงหาคมว่าจะใช้แนวทางใด ระหว่างการปรับคะแนนกลับตามข้อเท็จจริง ตั้งกรรมการสอบสวน หรือสั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนระหว่างสอบสวน

 

นอกจากนี้ ความผิดปกติยังส่งผลกระทบต่อผู้สอบผ่านโดยสุจริตจำนวนมาก โดย สถ. ระบุว่า มีผู้สอบผ่านด้วยคะแนนจริง 279,949 คน และมีผู้เสียโอกาสจากการประมวลผลคะแนนผิดพลาดกว่า 5,900 คน ซึ่งหาก กสถ. เห็นชอบให้ประกาศผลสอบใหม่ ผู้ที่มีคะแนนตามสิทธิที่แท้จริงอาจได้รับการบรรจุกลับคืนมา

 

หากที่ประชุม กสถ. มีมติในวันที่ 5 สิงหาคม สถ. จะส่งรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมสำเนากระดาษคำตอบและพยานหลักฐานไปยัง ก กลาง ก จังหวัด รวมถึงหน่วยงานที่ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ได้แก่ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ดีเอสไอ และ ปปง. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อในวันที่ 6 สิงหาคม

 

2 จุดต้องสงสัย ยังไม่สรุปต้นตอการแก้ไขข้อมูล

 

อาสพลธ์ กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับฟังจากการชี้แจงของ สถ. ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า ความผิดปกติของข้อมูลคะแนนอาจเกิดขึ้นได้จาก 2 จุด

 

จุดแรก คือฝั่งผู้รับจ้างจัดสอบ ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินการสอบและจัดส่งข้อมูลคะแนน

 

จุดที่สอง คือแฟลชไดรฟ์ต้นฉบับที่จัดเก็บไว้ภายใน สถ. ซึ่งเป็นข้อมูลที่ใช้ในกระบวนการตรวจสอบภายหลัง

 

อย่างไรก็ตาม รองอธิบดี สถ. ชี้แจงว่า ทั้งสองประเด็นยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าความผิดปกติของข้อมูลเกิดขึ้นจากจุดใด

 

อาสพลธ์ ระบุว่า สิ่งที่ปรากฏชัดในวันนี้คือมีการแก้ไขคะแนนสอบเกิดขึ้นจริง และส่งผลให้ผู้เข้าสอบจำนวนมากสูญเสียโอกาสในการได้รับการบรรจุ หากมีการประกาศผลสอบใหม่ในสัปดาห์หน้า ผู้ที่เสียสิทธิกว่า 5,900 คนอาจได้รับสิทธิตามคะแนนที่แท้จริงกลับคืนมา

 

พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งอุดช่องโหว่ของกฎหมายและระบบการสอบ เพราะหากผู้กระทำผิดไม่ได้รับผลกระทบอย่างจริงจัง ก็อาจทำให้เกิดการกระทำในลักษณะเดียวกันซ้ำอีกในการสอบครั้งต่อไป

 

แฟลชไดรฟ์ ‘ลับสุดยอด’ ไร้รหัสผ่าน

 

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก คือระบบการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสอบ แม้ในเอกสารขอบเขตของงาน (TOR) จะกำหนดให้ข้อมูลในแฟลชไดรฟ์เป็น ‘ความลับสุดยอด’ แต่จากการตรวจสอบกลับพบว่าไม่มีการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) แต่อย่างใด

 

แฟลชไดรฟ์ต้นฉบับถูกเก็บไว้ภายในตู้นิรภัยในห้องทำงานอธิบดี สถ. โดยมีผู้ถือกุญแจตามที่กำหนดไว้ แต่จากการตรวจสอบพบว่ามีการเปิดไฟล์ข้อมูลถึง 115 ครั้ง ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล เพื่อระบุว่าแต่ละครั้งเปิดจากคอมพิวเตอร์เครื่องใด และเป็นการดำเนินการของบุคคลใด

 

นอกจากนี้ ยังพบว่าคอมพิวเตอร์ที่ใช้ติดต่อประสานงานกับ มศว และใช้ประมวลผลคะแนนก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กสถ. เป็นเครื่องของผู้อำนวยการกลุ่มงานสรรหาและเลือกสรรบุคคลส่วนท้องถิ่น โดย สถ. ชี้แจงว่า ไฟล์ดังกล่าวเป็นคนละชุดกับแฟลชไดรฟ์ที่เก็บไว้ในตู้นิรภัย และจัดทำขึ้นเพื่อใช้ตรวจสอบข้อมูลระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม ยังต้องตรวจสอบต่อว่าข้อมูลที่ใช้ประกาศผลถูกเปลี่ยนแปลงในขั้นตอนใด

 

สถ. ชี้ช่องโหว่อาจอยู่ที่ผู้รับจ้าง ขณะ มศว ปฏิเสธ

 

ระหว่างการหารือ ตัวแทนกรรมาธิการฯ ได้สอบถามว่า สถ. เคยวิเคราะห์หรือไม่ว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นจากจุดใด

 

เจ้าหน้าที่ สถ. ชี้แจงว่า จากการประเมินเบื้องต้น อนุมานได้ว่าช่องโหว่ที่ทำให้ปัญหาบานปลายอาจอยู่ที่ฝั่งผู้รับจ้างจัดสอบ อย่างไรก็ตาม ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อเท็จจริง จึงยังไม่สามารถสรุปความรับผิดชอบได้

 

ทั้งนี้ เพื่อรักษาสิทธิของทางราชการ สถ. จึงชะลอการจ่ายค่าจ้างงวดสุดท้ายให้ มศว จำนวน 32 ล้านบาท จากวงเงินสัญญารวม 143 ล้านบาท พร้อมหารือกรมบัญชีกลางถึงแนวทางบอกเลิกสัญญา การขึ้นบัญชีเป็นผู้ทิ้งงาน และการเรียกค่าเสียหาย หากผลสอบสวนพบความผิด

 

อย่างไรก็ตาม มศว ได้ออกมายืนยันก่อนหน้านี้ว่า ข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากฝั่งมหาวิทยาลัย ทำให้ประเด็นดังกล่าวยังคงเป็นข้อพิพาทที่ต้องรอผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

ส่วนกรณีคลิปเสียงเรียกรับเงิน 350,000 บาทต่อคน แลกกับการสอบผ่าน ซึ่งมีบุคคลชื่อ ส้ม และ กิต ถูกกล่าวถึงนั้น สถ. ระบุว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น บุคคลดังกล่าวไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของกรม แต่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับบริษัทเอกชน และอยู่ระหว่างการขยายผลทางคดี

 

บททดสอบความเชื่อมั่นของระบบราชการ

 

สรอรรถ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า วันนี้ สถ. และ กสถ. กลายเป็นจำเลยของสังคม ที่ต้องเร่งอธิบายข้อเท็จจริงทั้งหมดให้ประชาชนได้รับทราบอย่างตรงไปตรงมา พร้อมยอมรับข้อบกพร่องของระบบ หากพบว่ามาตรการใดไม่รัดกุมก็ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสอบ

 

สรอรรถ ยังสะท้อนว่า กระแสสังคมที่ตั้งคำถามว่า “สอบไปก็ไม่ต้องอ่านหนังสือ แค่หาทางแก้คำตอบก็พอ” เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าความเชื่อมั่นต่อระบบราชการกำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก และยิ่งทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา

 

หลังเสร็จสิ้นการหารือ รองอธิบดี สถ. ได้นำคณะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบตู้นิรภัยภายในห้องอธิบดี ซึ่งเดิมใช้เก็บแฟลชไดรฟ์ต้นฉบับ แต่ปัจจุบันได้ส่งมอบให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้ว พร้อมยอมรับว่าหลังจากนี้จำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลใหม่ทั้งหมด จากนั้นคณะได้เข้าตรวจสอบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ประมวลผลคะแนนและติดต่อประสานงานกับ มศว เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานประกอบการขยายผลการสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising