×

เบื้องหลังวิกฤตผู้อพยพ ‘เซวตา’ ทำไมผู้คนนับหมื่นแห่ทะลักข้ามพรมแดน สเปน-โมร็อกโก ภายใน 2 วัน?

01.08.2026
  • LOADING...
ภาพผู้อพยพจำนวนมากกำลังว่ายน้ำและปีนข้ามแนวรั้วจากโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตาของสเปน

สเปนกำลังเผชิญวิกฤตคลื่นผู้อพยพครั้งใหญ่ หลังปรากฏภาพผู้คนนับหมื่นข้ามน้ำข้ามทะเลมายังเซวตา เมืองชายฝั่งทางแอฟริกาเหนือของสเปน จนทางการต้องระดมทหารและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเข้าควบคุมสถานการณ์

 

 
 

ภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน มีผู้อพยพราว 5-6 หมื่นคนเดินทางเข้าสู่เมืองที่มีประชากรเพียง 8.3 หมื่นคน ส่งผลให้ระบบควบคุมชายแดนและพื้นที่รองรับผู้อพยพตกอยู่ในภาวะเกินกำลัง หลายคนขาดอาหาร น้ำดื่ม และที่พัก ขณะที่มีผู้เสียชีวิตระหว่างพยายามข้ามเข้าสู่ดินแดนสเปนหลายสิบคน ก่อนที่ผู้เดินทางเข้ามาส่วนใหญ่จะตัดสินใจกลับโมร็อกโก

 

จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่า อะไรเป็นชนวนให้ผู้คนจำนวนมหาศาลมารวมตัวและข้ามพรมแดนพร้อมกัน บางฝ่ายกล่าวโทษนโยบายเปิดกว้างต่อผู้อพยพของรัฐบาลสเปนภายใต้ เปโดร ซานเชซ ขณะที่บ้างมองว่า ข่าวลือบนโซเชียลมีเดียเรื่องการเปิดชายแดนเป็นแรงกระตุ้น ส่วนผู้อพยพก็ระบุว่า เจ้าหน้าที่โมร็อกโกปล่อยหรือสนับสนุนให้พวกเขาเดินทางข้ามไป

 

เหตุการณ์นี้จึงกำลังลุกลามจากวิกฤตมนุษยธรรมบริเวณชายแดน ไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองภายในยุโรป ท่ามกลางข้อสงสัยว่า โมร็อกโกกำลังใช้การควบคุมผู้อพยพเป็นเครื่องมือต่อรองกับสเปนหรือไม่

 

THE STANDARD อธิบายว่า เหตุใดเซวตาจึงกลายเป็นประตูเข้าสู่ยุโรป คลื่นผู้อพยพครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และเหตุการณ์ที่ชายแดนโมร็อกโก-สเปนกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงการเมืองยุโรปอย่างไร

 

เซวตาคือพื้นที่อะไร ทำไมจึงเป็นจุดข้ามพรมแดนสำคัญของผู้อพยพ

 

เซวตาเป็นดินแดนของสเปนที่ตั้งอยู่บนคาบสมุทรความยาวประมาณ 6 ไมล์ บริเวณชายฝั่งตอนเหนือของโมร็อกโกในทวีปแอฟริกา โดยอยู่ภายใต้การปกครองของสเปนมานานหลายศตวรรษ เช่นเดียวกับเมลียา เมืองปกครองตนเองอีกแห่งของสเปน ซึ่งตั้งอยู่ไกลออกไปทางตะวันออกตามแนวชายฝั่งเดียวกัน

 

เซวตาและเมลียาถือเป็นพรมแดนทางบกเพียงสองแห่งของสหภาพยุโรปที่เชื่อมต่อกับทวีปแอฟริกาโดยตรง แม้จะตั้งอยู่บนแผ่นดินแอฟริกา แต่ในทางการเมืองและกฎหมาย เมืองแห่งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสเปนและสหภาพยุโรป (EU) ทำให้เมืองแห่งนี้กลายเป็นจุดหมายสำคัญของผู้ที่ต้องการแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจ ยื่นขอลี้ภัย หรือเดินทางต่อไปยังแผ่นดินใหญ่ของสเปน

 

อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่เซวตาไม่ได้หมายความว่า ผู้อพยพจะสามารถเดินทางต่อไปยังยุโรปได้อย่างเสรีในทันที เพราะพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษที่กำหนดให้ผู้เดินทางไปยังแผ่นดินใหญ่ของสเปน ต้องผ่านการตรวจหนังสือเดินทางหรือเอกสารประจำตัวอีกครั้ง

 

แต่ถึงกระนั้น เซวตายังคงเป็นเส้นทางที่ดึงดูดผู้คนจำนวนมาก เพราะระยะทางบางช่วงค่อนข้างสั้น ผู้อพยพจึงพยายามว่ายน้ำจากเมืองชายแดนของโมร็อกโกเข้าสู่เซวตา ขณะที่บางส่วนใช้เรือขนาดเล็ก ปีนข้ามรั้ว หรือตัดแนวรั้วชายแดนเพื่อเข้าสู่พื้นที่ แต่แนวชายแดนแห่งนี้ก็ถูกคุมกันด้วยกล้องตรวจการณ์ เครื่องตรวจจับความเคลื่อนไหว และหอสังเกตการณ์ ขณะที่เจ้าหน้าที่สเปนประจำการอยู่ตลอดแนว

 

ที่ผ่านมา เซวตาและเมลียาเคยเผชิญการข้ามพรมแดนครั้งใหญ่มาแล้วหลายครั้ง เช่น ในปี 2021 มีผู้คนมากกว่า 1 หมื่นคนเดินทางเข้าสู่เซวตาภายในเวลาเพียง 2 วัน หลังการควบคุมชายแดนจากฝั่งโมร็อกโกอ่อนกำลังลง ท่ามกลางความขัดแย้งทางการทูตระหว่างโมร็อกโกกับสเปน

 

ส่วนในปี 2022 มีผู้อพยพ 2,000 คนเข้าสู่เมลียา โดยผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 23 คน ซึ่งอาจเกิดจากการเหยียบกัน การปะทะกับเจ้าหน้าที่ การตกจากรั้วสูง หรือการจมน้ำระหว่างว่ายข้ามชายแดนทางทะเล

 

นอกจากนี้ สถานะของเซวตายังเป็นประเด็นอ่อนไหวในความสัมพันธ์ระหว่างสเปนกับโมร็อกโก แม้สเปนจะปกครองพื้นที่แห่งนี้มานานหลายศตวรรษ แต่โมร็อกโกไม่ได้ยอมรับอย่างเป็นทางการว่า เซวตาและเมลียาเป็นดินแดนของสเปน และมักมองว่าเมืองทั้งสองเป็นดินแดนที่ยังถูกยึดครองอยู่

 

เกิดอะไรขึ้นกับเซวตาในช่วงที่ผ่านมา

 

ระหว่างวันที่ 30-31 กรกฎาคมที่ผ่านมา เซวตาต้องเผชิญกับคลื่นผู้อพยพครั้งใหญ่ หลังมีผู้คนราว 5-6 หมื่นคนหลั่งไหลข้ามพรมแดนจากโมร็อกโก เข้าสู่พรมแดนของสเปนภายในเวลาเพียง 2 วัน ทั้งด้วยการว่ายน้ำข้ามแนวชายแดนทางทะเล เดินเลียบชายฝั่ง และฝ่าแนวรั้วเข้าสู่ตัวเมือง

 

ตัวเลขดังกล่าวถือว่าสูงผิดปกติอย่างมาก เมื่อเทียบกับเซวตาที่มีประชากรอยู่ประมาณ 8.3-8.4 หมื่นคน ซึ่งหมายความว่า ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เมืองต้องรองรับผู้เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นในจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรเดิม จนพื้นที่ไม่สามารถรองรับผู้อพยพ ทำให้มีผู้คนจำนวนมากกระจายตัวอยู่ตามถนน สวนสาธารณะ และชายหาด

 

ภาพเหตุการณ์เผยให้เห็นผู้คนส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่มชาวโมร็อกโก บางส่วนปีนข้ามรั้วหรือแนวกันคลื่น ขณะที่อีกจำนวนมากว่ายน้ำเข้าสู่ชายฝั่งเซวตา ท่ามกลางความโกลาหลบริเวณชายแดน โดยปัจจุบันมีรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 57 คนในฝั่งสเปน บางส่วนจมน้ำหรือเสียชีวิตจากการเบียดเสียดระหว่างข้ามแนวกันคลื่น ขณะที่ยังมีความเป็นไปได้ว่าอาจพบผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมในฝั่งโมร็อกโก

 

ขณะที่ฝั่งโมร็อกโกมีทั้งรายงานว่า เจ้าหน้าที่ปล่อยให้ประชาชนเข้าใกล้ชายแดน และภาพเจ้าหน้าที่ปราบจลาจลใช้แก๊สน้ำตาและรถฉีดน้ำสลายกลุ่มคนที่ยังพยายามเดินทางเข้าสู่เซวตา

 

รัฐบาลสเปนจึงส่งทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเพิ่มเติมเข้าสู่พื้นที่ พร้อมเพิ่มการลาดตระเวนทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล โดย เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน เดินทางไปยังเซวตาเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมเรียกเหตุการณ์นี้ว่า เป็น ‘การละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนของสเปน’ รวมถึงประกาศว่า จะเร่งฟื้นฟูการควบคุมชายแดนและดำเนินกระบวนการส่งตัวผู้ที่ไม่มีสิทธิอยู่ในประเทศกลับโมร็อกโก

 

จนถึงช่วงเย็นวันที่ 31 กรกฎาคม สถานการณ์เริ่มผ่อนคลายลง หลังผู้เดินทางเข้ามาส่วนใหญ่ทยอยกลับไปยังโมร็อกโก โดยกระทรวงความมั่นคงภายในสเปนระบุว่า ในจำนวนผู้ที่ข้ามเข้ามาราว 5 หมื่นคน มีอย่างน้อย 3.75 หมื่นคนเดินทางกลับแล้ว ขณะที่รายงานในเวลาต่อมาระบุว่า จำนวนผู้กลับโมร็อกโกเพิ่มเป็นมากกว่า 4.8 หมื่นคน

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากตัดสินใจกลับ คือภายในเซวตาแทบไม่มีอาหาร น้ำดื่ม หรือที่พักรองรับ ร้านค้าหลายแห่งปิดให้บริการเพราะกังวลต่อความปลอดภัย ผู้อพยพบางคนให้สัมภาษณ์ว่า พวกเขาไม่ได้รับประทานอาหารมานานถึง 2 วัน และไม่พบหนทางที่จะเดินทางต่อไปยังแผ่นดินใหญ่ของสเปน

 

นอกจากนี้ ผู้อพยพไม่สามารถข้ามไปยังแผ่นดินใหญ่ของสเปนหรือประเทศอื่นในยุโรปได้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากเมืองอยู่ภายใต้กฎตรวจคนเข้าเมืองเป็นกรณีพิเศษ โดยเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรประบุว่า จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม ยังไม่มีรายงานว่าผู้อพยพจากเหตุการณ์ครั้งนี้สามารถเดินทางต่อไปยังแผ่นดินใหญ่ของยุโรปได้

 

อะไรเป็นชนวนทำให้เกิดวิกฤตผู้อพยพในเซวตา

 

จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่า เหตุใดผู้อพยพนับหมื่นจึงมารวมตัวกันที่เซวตาภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียง 2 วัน แต่ตามรายงานของ New York Times, Reuters และ The Guardian มีข้อสันนิษฐานจากผู้เชี่ยวชาญและหลักฐานที่ปรากฏอย่างน้อย 2 ทฤษฎี

 

  • 1. ปัญหาปากท้องในโมร็อกโก และข่าวลือบนโซเชียลมีเดีย ต้องเข้าใจก่อนว่า โมร็อกโกเผชิญปัญหาความยากจนและการบริหารราชการแผ่นดินที่ไร้ประสิทธิภาพมาเนิ่นนาน โดยข้อมูลจากทางการระบุว่า 1 ใน 4 ของชาวโมร็อกโกอายุระหว่าง 15-24 ปี ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ไม่มีงานทำ และไม่ได้เข้ารับการฝึกอบรมใดๆ

 

ฉะนั้น คนหนุ่มสาวจำนวนมากใช้เวลาหลายปี เฝ้ารอโอกาสข้ามพรมแดนเพื่อแสวงหาอนาคตที่ดีกว่าในยุโรป ประกอบกับมีข่าวลือบนโซเชียลถึงคำตัดสินของศาลฎีกาสเปนว่า ทางการสเปนไม่มีสิทธิผลักดันผู้อพยพออกจากเซวตา คนจำนวนมากจึงมองเห็นโอกาสในการเดินทางมายังเซวตา

 

ทั้งนี้ ผู้อพยพบางส่วนให้สัมภาษณ์กับ New York Times ว่า โมร็อกโกไม่มีงานทำ ขณะที่มีข่าวลือบนโซเชียลฯ ว่า ชายแดนสเปนเปิดแล้ว แต่จากการตรวจสอบ ยังไม่มีใครรู้ว่า ข้อความดังกล่าวมีต้นตอจากไหน

 

เช่น โมฮัมเหม็ด อาห์มิดโฮ ชายโมร็อกโกวัย 37 ปี เล่าว่า เขารู้ข่าวการหลั่งไหลเข้าสเปนเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมผ่านโซเชียลมีเดีย พอเมื่อเดินทางเข้าใกล้ชายแดน ตำรวจโมร็อกโกพูดสนับสนุนให้เขาเดินทางต่อ โดยกล่าวว่า ‘ไปสเปนสิ’ แต่ภายหลัง เขาตัดสินใจกลับบ้านเนื่องจากเซวตาไม่มีทั้งอาหาร น้ำดื่ม หรือสถานที่นอน

 

  • 2. โมร็อกโกอยู่เบื้องหลัง ใช้ผู้อพยพกดดันสเปน นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า โมร็อกโกอาจจงใจผ่อนปรนการควบคุมชายแดน เพื่อใช้คลื่นผู้อพยพเป็นเครื่องมือต่อรองกับสเปน หลังรัฐบาลกรุงราบัตอาจไม่พอใจที่ซานเชซเดินทางเยือนแอลจีเรีย และฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศคู่แข่งของโมร็อกโก

 

เบื้องหลังความขัดแย้งดังกล่าวคือข้อพิพาท ‘ซาฮาราตะวันตก’ ที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ โดยโมร็อกโกอ้างอธิปไตยเหนือพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่แนวร่วมโปลิซาริโอ ซึ่งเป็นขบวนการของชาวซาห์ราวีที่ได้รับการสนับสนุนจากแอลจีเรีย ต้องการจัดตั้งซาฮาราตะวันตกเป็นรัฐเอกราช

 

แม้ในปี 2022 สเปนจะหันไปสนับสนุนแผนให้ซาฮาราตะวันตกปกครองตนเองภายใต้อธิปไตยของโมร็อกโก แต่ล่าสุด ซานเชซเดินทางเยือนแอลจีเรียเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดมานาน 4 ปี

 

ขณะเดียวกัน สเปนเพิ่งเห็นชอบร่างกฎหมายเปิดทางให้ชาวซาห์ราวีที่เกิดในยุคที่ซาฮาราตะวันตกที่ยังอยู่ภายใต้การปกครองของสเปน สามารถขอสัญชาติสเปนได้ แม้ร่างกฎหมายยังต้องผ่านขั้นตอนของรัฐสภาอีกหลายขั้น แต่นักวิเคราะห์มองว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจสร้างความไม่พอใจให้แก่โมร็อกโก

 

ผู้สังเกตการณ์ยังตั้งข้อสังเกตว่า จำนวนผู้ข้ามพรมแดนพุ่งสูงที่สุดตรงกับวันราชบัลลังก์ ซึ่งเป็นวันหยุดสำคัญที่รำลึกถึงการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 6 และเป็นช่วงที่สำนักงานรัฐบาลส่วนใหญ่ของโมร็อกโกปิดทำการ

 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า รัฐบาลโมร็อกโกเป็นผู้สั่งผ่อนปรนชายแดนโดยตรง ขณะที่ฝ่ายโมร็อกโกปฏิเสธว่า ปัจจัยทางการเมืองอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ โดยให้เหตุผลว่า กระแสผู้อพยพเกิดจากข้อมูลคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำตัดสินของศาลฎีกาสเปน

 

จากสเปนถึงยุโรป วิกฤตผู้อพยพสั่นคลอนภูมิภาค

 

สเปนปกครองด้วยรัฐบาลฝ่ายซ้ายของซานเชซมานานหลายปี เขาเป็นผู้นำที่แตกต่างจากผู้นำยุโรปส่วนใหญ่ คือ เป็นนักการเมืองเสรีนิยมที่สนับสนุนผู้อพยพ ขณะที่เป็นหนึ่งในผู้วิจารณ์แนวทางแข็งกร้าวต่อผู้อพยพของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่โดดเด่นที่สุดในยุโรป

 

ในปี 2026 ซานเชซเคยเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก หลังเปิดทางให้ผู้อพยพที่อาศัยอยู่ในสเปนอย่างผิดกฎหมายมากกว่า 1 ล้านคน สามารถยื่นขอปรับสถานะให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ผู้นำในยุโรปต่างลุกขึ้นมาวิจารณ์ เช่น จอร์แดน บาร์เดลลา ผู้นำฝ่ายขวาจัดในฝรั่งเศสระบุว่า ซานเชซกำลังเปิดประตูยุโรปให้ผู้อพยพ

 

ขณะที่ ซานติอาโก อาบาสกัล ผู้นำพรรค Vox หรือพรรคขวาจัดของสเปน วิจารณ์ว่า รัฐบาลซานเชซมีเจตนาเชื้อเชิญผู้อพยพเข้าประเทศ โดยกล่าวหาว่า คนเหล่านี้เป็นอาชญากร ผู้ข่มขืน และอาจกลายเป็นฐานเสียงของฝ่ายซ้ายในอนาคต

 

อย่างไรก็ดี ซานเชซได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวว่า จำนวนผู้อพยพผิดกฎหมายที่เดินทางเข้าสเปนยังต่ำกว่าอิตาลีและกรีซ ขณะที่ระบุต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า ขบวนการค้ามนุษย์เผยแพร่การตีความคำตัดสินของศาลสเปนอย่างคลาดเคลื่อน

 

สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ จอร์จา เมโลนี นายกฯ อิตาลี เรียกร้องให้ระงับสเปนออกจากเขตเชงเกน โดยระบุว่า ภาพจากเซวตาสะท้อนว่า การอพยพผิดกฎหมายที่ไร้การควบคุมเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของพรมแดนยุโรป

 

ส่วนฝรั่งเศสสั่งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราชายแดนที่ติดกับสเปนทันที ขณะที่นักการเมืองฝ่ายขวาจัดในหลายประเทศนำเหตุการณ์นี้ไปใช้เรียกร้องให้ปิดพรมแดนและเพิ่มมาตรการควบคุมผู้อพยพ

 

ในด้านของเยอรมนี อลิซ ไวเดล ผู้นำร่วมพรรคขวาจัดอย่าง AfD ระบุว่า เหตุการณ์คลื่นผู้อพยพเหมือนปี 2015 ต้องไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ยังเข้าร่วมโจมตีสเปน โดยกล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นผลจากนโยบายฝ่ายซ้าย และแนวคิดโลกาภิวัตน์ที่เปิดทางให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่

 

ภาพ: Jon Nazca / Reuters

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising