วันนี้ (7 พฤศจิกายน) พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ความเห็นถึงความคืบหน้ากระบวนการตรวจสอบกรณีข้อกังขาในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยระบุว่า คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ล่าสุดได้สร้างความเปลี่ยนแปลงสำคัญต่อทิศทางของคดี เนื่องจากมีการนิยามและรับรองให้ ประชาชนคนไทยทุกคนมีสถานะเป็นผู้เสียหาย ซึ่งเปิดทางให้ประชาชนสามารถยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้ด้วยตนเอง
พริษฐ์ระบุว่า ก่อนหน้านี้ กกต. เสียงข้างมากมีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 77 คน เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งทางพรรคประชาชนมองว่าคดีนี้ไม่ควรยุติลงเพียงการดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลดังกล่าว เนื่องจากยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับความเป็นขบวนการจัดตั้งขนาดใหญ่ รวมถึงข้อสงสัยเรื่องความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง
การที่ประธานศาลอุทธรณ์ให้นิยามผู้เสียหายครอบคลุมถึงประชาชน ถือเป็นการปลดล็อกข้อกังวลทางกฎหมายที่เดิมทีต้องพึ่งพากระบวนการตรวจสอบผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพียงช่องทางเดียว
โดยพริษฐ์ประเมินว่า หาก กกต. เปิดเผยคำวินิจฉัยฉบับเต็มอย่างเป็นทางการภายในกรอบเวลา 60 วัน (ภายในวันที่ 13 พฤศจิกายน) เอกสารดังกล่าวอาจถูกใช้เป็นพยานหลักฐานเบื้องต้นให้ประชาชนนำไปประกอบการยื่นฟ้อง กกต. ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อไป
นอกจากนี้ ในส่วนของการขยายผลถึงกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลัง พริษฐ์อธิบายว่า เมื่อ กกต. ยื่นคำร้องสั่งฟ้องกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาไปยังศาลฎีกาภายในวันที่ 12 มกราคม 2570 ศาลฎีกาจะมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ในการสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงและแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งหากกระบวนการไต่สวนปรากฏหลักฐานความเชื่อมโยงไปถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง กกต. จะมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องสั่งฟ้องบุคคลเหล่านั้นเพิ่มเติม
พริษฐ์ประเมินทิ้งท้ายว่า หาก กกต. ต้องเผชิญกับการถูกประชาชนฟ้องร้องต่อศาลคดีทุจริตฯ การพิจารณาดำเนินการใดๆ ที่อาจเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง พร้อมย้ำจุดยืนว่ากระบวนการตรวจสอบอาชญากรรมทางประชาธิปไตยในครั้งนี้จะต้องขยายผลให้ครอบคลุม และไม่จำกัดอยู่เพียงผู้ถูกกล่าวหา 77 คนแรกเท่านั้น

