เงินเฟ้อเดือนตุลาคม 2569 ขยายตัว 3.90% เพิ่มขึ้น 7 เดือนติด ขยายตัวสูงสุดในรอบ 44 เดือน และทะลุกรอบของแบงก์ชาติที่กำหนดไว้ 1% – 3% กระทรวงพาณิชย์ชี้ราคาพลังงานปัจจัยหลักที่ที่หนุนเงินเฟ้อ มองเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ช่วยลดเงินเฟ้อได้โดยอ้อม
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (6 พฤศจิกายน) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของไทย เดือนตุลาคม 2569 สูงขึ้น 3.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน และเป็นการขยายตัวสูงที่สุดในรอบ 44 เดือนนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566
ทั้งนี้ การขยายตัวของเงินเฟ้อไทยระดับ 3.90% เป็นระดับที่สูงกว่ากรอบเงินเฟ้อเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำหนดไว้ที่ 1% – 3%
นันทพงษ์ระบุว่าราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น 29.18% เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้นในเดือนตุลาคม 2569 โดยมีส่วนผลักดันเงินเฟ้อ 2.18 จุดเปอร์เซ็นต์ (percentage point) หรือประมาณ 56% ของอัตราเงินเฟ้อทั้งหมด
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น เป็นการปรับตัวตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก ประกอบกับฐานราคาน้ำมันในช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ในระดับต่ำ
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก สูงขึ้นเพียง 1.58% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YoY) สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงของอัตราเงินเฟ้อในเดือนตุลาคม 2569 มีปัจจัยสำคัญจากราคาพลังงานและอาหารบางกลุ่ม
เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเร่งตัวขึ้นที่ 0.94% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน (MoM) และเฉลี่ย 10 เดือน (มกราคม – ตุลาคม) ของปี 2569 สูงขึ้น 1.77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (AoA)
คาดการณ์เงินเฟ้อเดือนพฤศจิกายนยังเป็นบวก
สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2569 ทาง สนค.คาดว่าจะเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น ได้แก่
- แม้ว่ากระทรวงพลังงานจะมีมาตรการปรับลดองค์ประกอบของโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ แต่ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงอยู่ในระดับสูง ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง
- ราคาอาหารสำเร็จรูปมีแนวโน้มทยอยปรับสูงขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากต้นทุนการประกอบอาหารที่เพิ่มขึ้นในหลายด้าน
- อัตราค่าโดยสารบางประเภทมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ตามต้นทุนเชื้อเพลิง
- ราคาอาหารสดบางชนิดที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพอากาศมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากอุปทานบางส่วนอาจได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน
ส่วนปัจจัยสนับสนุนให้เงินเฟ้อปรับตัวลดลงมาจาก
- ค่ากระแสไฟฟ้าในรอบเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 อยู่ที่หน่วยละ 3.86 บาท ต่ำกว่ารอบก่อนหน้าที่หน่วยละ 3.95 บาท ซึ่งช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน
- สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลายส่งผลให้การผลิตและการขนส่งสินค้าเกษตรทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเฉพาะราคาผักสดบางชนิดที่มีแนวโน้มปรับลดลงสู่ระดับปกติ
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 อยู่ในช่วง 1.8% – 2.2% โดยมีค่ากลาง 2.0%
มองเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ช่วยลดเงินเฟ้อ
นอกจากนี้ สนค. ยังประเมินอีกด้วยว่า ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อไทยผ่านราคาพลังงานเป็นสำคัญ หลังชัยชนะของพรรคเดโมแครตช่วยลดความเสี่ยงและโอกาสการขยายวงของสงครามในตะวันออกกลาง
ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยช่วยลดต้นทุนนำเข้า อย่างไรก็ตาม ผลยังจำกัดเนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาทยังมีขนาดไม่มากพอที่จะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ ส่วนราคาทองคำไม่มีผลโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากไม่ได้ถูกนำมาคำนวณในตะกร้าเงินเฟ้อ
ยังไม่ประเมินเงินเฟ้อปี 70
ทั้งนี้ นันทพงษ์ระบุว่า ทาง สนค. จะยังไม่ประเมินแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ในปี 2570 เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่นิ่ง โดยยังมี 2 ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่
- นโยบายการลดราคาน้ำมัน
- การส่งผ่านราคาของพลังงานไปยังสินค้าอื่นๆ
โดยปัจจัยเหล่านี้ ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการยืดเยื้อของราคาพลังงาน
ส่องเงินเฟ้อไทยเทียบอาเซียน
เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ จากข้อมูลล่าสุดเดือนกันยายน 2569 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ 2.82% ซึ่งอยู่ในระดับต่ำอันดับที่ 37 จาก 139 เขตเศรษฐกิจทั่วโลกที่ประกาศข้อมูล และอยู่ในระดับต่ำอันดับที่ 5 จาก 10 ประเทศอาเซียน โดยต่ำกว่าอินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และ สปป.ลาว สะท้อนภาพรวมว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยที่อยู่ในระดับไม่สูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค
- 🇹🇱ติมอร์-เลสเต -0.1%
- 🇧🇳บรูไน -0.1%
- 🇲🇾มาเลเซีย 1.8%
- 🇸🇬สิงคโปร์ 2.2%
- 🇹🇭ไทย 2.82%
- 🇮🇩อินโดนีเซีย 3.28%
- 🇻🇳เวียดนาม 5.08%
- 🇰🇭กัมพูชา 5.32%
- 🇵🇭ฟิลิปปินส์ 7.2%
- 🇱🇦สปป.ลาว 7.8%

