บนเวทีเสวนา ‘The Next Political Crossroads ทางแยกใหม่การเมืองไทย’ ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และ ภัณฑิรา มั่นสัมฤทธิ์ อดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ได้ร่วมสะท้อนวิกฤตและความท้าทายของระบบการเมืองไทยในปัจจุบัน โดยชี้ว่าประเทศกำลังเผชิญกับการเมืองที่ใช้ผลประโยชน์และอำนาจครอบงำ จนทำให้ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอ่อนแอลง ทั้งสองฝ่ายจึงมองว่าทางออกของประเทศต้องเริ่มจากการรื้อฟื้นอุดมการณ์ ความโปร่งใส และการไม่ยอมจำนนต่ออำนาจเงิน
การเมืองอามิสกัดกร่อนประเทศ: พงศกร ขวัญเมือง ชี้ซื้อเสียงคือต้นตอคุมเบ็ดเสร็จ
พงศกรระบุว่า ตลอดหน้าประวัติศาสตร์การเมืองมักวนเวียนอยู่กับ 3 สิ่งตามคำกล่าวของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมทย์ ผู้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ คือ อำนาจ อามิส และอุดมการณ์ ซึ่งการเมืองที่มาด้วยอำนาจหรืออามิสเมื่อหมดไปก็ต้องถูกโค่นล้ม สิ่งเดียวที่อยู่ได้คืออุดมการณ์ แต่ในช่วง 10–15 ปีที่ผ่านมา ปัญหา ‘Money Politics’ หรือการเมืองเชิงอามิสรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการเลือกตั้งปี 2566
พงศกรยกตัวอย่างประสบการณ์การลงพื้นที่ภาคใต้ในเขตเลือกตั้งหนึ่ง ซึ่งผู้สมัครที่ต้องคดีบ่อนออนไลน์และฟอกเงินชนะการเลือกตั้ง สส. เขต ด้วยคะแนนสูงถึง 45,000 คะแนน แม้คะแนนบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ในเขตนั้นจะได้กว่า 60,000 คะแนนก็ตาม ประชาชนในพื้นที่ให้เหตุผลว่า “เข้าใจนะว่าเขาโกงแต่เขาช่วยเหลือเรา” ซึ่งสะท้อนว่าระบบภาครัฐอ่อนแอจนประชาชนยังต้องพึ่งพานักการเมืองเพื่อเข้าถึงบริการสาธารณะพื้นฐาน
พงศกรเตือนว่า เมื่อการเมืองเริ่มต้นด้วยการซื้อเสียง สส. ที่เข้ามาจะเข้าไปตั้งรัฐบาล ควบคุมอำนาจนิติบัญญัติ และฮั้วการเลือก สว. จนลามไปถึงการควบคุมองค์กรอิสระ กลายเป็นการกินรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ ดังนั้นทางออกสำคัญคือต้องเอาเงินออกจากการเมือง นำอุดมการณ์กลับมา และสร้างสวัสดิการที่ทั่วถึงเพื่อไม่ให้ประชาชนถูกซื้อได้
เจาะระบบปิด: ภัณฑิรา มั่นสัมฤทธิ์ เสนอปลดล็อกประเทศด้วยการเปิดเผยข้อมูลรัฐ
ด้านภัณฑิรามองว่า ปัญหาเร่งด่วนที่สุดที่ต้องแก้ไขคือ ‘การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ’ เพื่อตัดวงจรการทุจริตคอร์รัปชันตั้งแต่ต้นทาง โดยเล่าประสบการณ์สมัยทำงานภาคประชาสังคมที่เคยยื่นขอข้อมูลงบประมาณกรรมาธิการสามัญ 35 คณะตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร แต่กลับถูกปฏิเสธโดยอ้างเรื่องความมั่นคง และเมื่ออุทธรณ์จนได้ข้อมูลมา ก็ได้เอกสารเพียง 4–5 แผ่นที่ไม่บอกรายละเอียดการใช้จ่ายจริง
ภัณฑิราระบุว่า ความพยายามในการปกปิดข้อมูลสะท้อนถึงช่องโหว่ที่เอื้อต่อการทุจริต หากรัฐสามารถทำให้ข้อมูลเป็นแบบ ‘Open by Default’ ให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้โดยตรง จะช่วยกระตุ้นการมีส่วนร่วมทางการเมืองและทำให้ประชาธิปไตยเติบโตอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ภัณฑิรา มั่นสัมฤทธิ์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ในปัจจุบันที่พยายามขยายอำนาจแทรกซึมไปในฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ตลอดจนองค์กรอิสระ เปรียบเสมือนการพยายาม ‘แฮ็กระบบ’ ของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับรายงาน Democracy Index ของ EIU ที่จัดให้ไทยเป็นประชาธิปไตยที่มีข้อบกพร่อง (Flawed Democracy) ดังนั้นพรรคฝ่ายค้านจึงต้องทำงานหนักเพื่อนำข้อเท็จจริงมาเปิดเผยให้ประชาชนเห็นและตัดสินใจในวันเลือกตั้ง
ฝ่ายค้านเหมือนคนโสด: ร่วมมือเพื่ออุดมการณ์ แตกต่างได้แต่ไม่แตกแยก
ในการทำงานร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ทั้งสองฝ่ายเปรียบเทียบตรงกันโดยอ้างอิงคำกล่าวของ พริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ว่า “ฝ่ายค้านเปรียบเสมือนคนโสด รัฐบาลเหมือนคนแต่งงานกัน” ฝ่ายค้านไม่ได้อยู่ด้วยกันเพราะความรัก แต่ต้องมารวมตัวกันเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบ โดยพงศกรย้ำว่าอะไรที่เห็นตรงกันก็พร้อมร่วมมือ เช่น การเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่หากเป็นเรื่องความไม่ถูกต้อง เช่น กรณีข้อกล่าวหา สก. พรรคประชาชนเสียบบัตรแทนกัน ประชาธิปัตย์ก็ยืนยันให้ใช้มาตรฐานเดียวกับ สส. และดำเนินคดีตามกฎหมาย
ในช่วงท้าย ทั้งสองฝ่ายทิ้งท้ายถึงความหวังในการเมืองไทย พงศกรชี้ว่าหลักการประชาธิปไตยคือการอยู่ร่วมกันบนความคิดที่แตกต่างได้ เช่นเดียวกับบนโต๊ะอาหารที่คนในครอบครัวไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันแต่ยังกินข้าวด้วยกันได้ พร้อมเปรียบความเกลียดชังเหมือนไฟที่ลุกลามเร็ว แต่ความหวังเหมือนฝนที่แม้สั่งไม่ได้แต่จะตกลงมาชะโลมความเย็นในที่สุด
ขณะที่ ภัณฑิรา มั่นสัมฤทธิ์ เสริมว่าความขัดแย้งทางความคิดเป็นเรื่องปกติ สังคมต้องเรียนรู้ที่จะ “แตกต่างอย่างไม่แตกแยก” และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าโดยไม่ละทิ้งความหวัง

