×

เดลต้าเสนอพลิก Global Minimum Tax เป็นโอกาส เสนอโมเดล ‘1 รายใหญ่ พา 5–10 รายย่อย’ ขอสิทธิประโยชน์เป็นแพ็กเกจ ดันซัพพลายเออร์ไทยเข้าห่วงโซ่ FDI

โดย THE STANDARD TEAM
05.11.2026
ผู้บริหารเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ ร่วมเสวนาบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026

บนเวที ‘Global Investment, Local Value: Making FDI Work for Thailand / ทุนโลก มูลค่าไทย ทำอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์จริง’ ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ยงยุทธ ภักตร์ดวงจันทร์ ผู้ช่วยประธานบริหาร ด้านกลยุทธ์การลงทุนและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าที่ผ่านมา เดลต้าพยายามเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศมาตลอด เช่น ชิ้นส่วนไดคาสติง (Die Casting) อะลูมิเนียมที่เคยขาดแคลนช่วงโควิดจนต้องหาผู้ผลิตไทยมาทดแทน

 

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังติดเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ มีผู้ผลิตในประเทศหรือไม่ ผ่านมาตรฐานของลูกค้าหรือไม่ และระดับราคาสามารถแข่งขันกับการนำเข้าได้หรือไม่

 

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ยงยุทธ เสนอให้ใช้กลไกภาษีเป็นเครื่องมือเชื่อมโยง โดยเฉพาะการเปลี่ยนความท้าทายของเกณฑ์ภาษีขั้นต่ำระดับโลก (Global Minimum Tax) ให้เป็นโอกาส ด้วยการเปิดทางให้บริษัทข้ามชาตินำค่าใช้จ่ายที่ใช้พัฒนาซัพพลายเออร์ท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์ทางภาษีได้

 

พร้อมเสนอโมเดลการให้สิทธิประโยชน์แบบแพ็กเกจ “1 รายใหญ่ 5 รายย่อย หรือ 10 รายย่อย แล้วขอสิทธิ์ด้วยกัน เป็นชุด มันก็คือการ reference จากรายใหญ่ ทำให้คุณมั่นใจมากขึ้น” ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการตรวจสอบและคัดกรองผู้ประกอบการที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบ

 

ดร.สันติธาร เสนอเกณฑ์วัดมูลค่าเพิ่มที่แท้จริง

 

ด้าน ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวทีเดียวกันว่า การหลั่งไหลเข้ามาของเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในปัจจุบันมีทั้งปัจจัยผลักจากภูมิรัฐศาสตร์โลกที่บีบให้ธุรกิจต้องกระจายความเสี่ยง และปัจจัยดึงดูดจากโครงสร้างพื้นฐานเดิมของไทย แต่โจทย์สำคัญที่สุดหลังจากนี้คือ การเปลี่ยนตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนให้ออกมาเป็นเงินลงทุนจริง และต้องเปลี่ยนวิธีประเมินผลสำเร็จใหม่ทั้งหมด

 

“เราอยากจะวัดว่าสุดท้ายแล้วมูลค่าเพิ่มที่จะสร้างในเศรษฐกิจไทย อาจจะไม่ใช่ภายในปีแรก อาจจะใช้เวลา 3 ปี 5 ปี มูลค่าแค่ไหนที่อยู่ในของไทย” ดร.สันติธาร กล่าว พร้อมระบุว่าเกณฑ์ชี้วัดใหม่จะไม่ดูเพียงยอดเงินดอลลาร์หรือบาท แต่จะถามนักลงทุนในทุกอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งยานยนต์ ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และการแพทย์ ว่าสร้างงานที่มีคุณภาพให้คนไทยกี่ตำแหน่ง พัฒนาซัพพลายเออร์ไทยให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานกี่ราย และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยพัฒนาทักษะแห่งอนาคตเท่าใด โดยสิทธิประโยชน์หลังจากนี้จะต้องปรับเป็นการเจรจาแบบเฉพาะเจาะจง (Customize) ไม่ใช่สูตรสำเร็จแบบเดิม

 

ดร.วีระยุทธ เตือนไทยอย่ากลัวตกขบวนเกินเหตุ

 

ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประธานกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สะท้อนภาพการจัดการ FDI ของไทยในอดีตผ่านการเปรียบเทียบกับ 4 เสือเศรษฐกิจเอเชีย

 

โดยระบุว่าเกาหลีใต้และไต้หวันเปรียบเหมือน ‘พ่อแม่สายโหด’ ที่ให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแต่มีเงื่อนไขบีบให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและตั้งเป้าส่งออกอย่างเข้มงวด ขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซียเป็น ‘พ่อแม่สายเปย์’ ที่ยอมช่วยออกค่าใช้จ่ายเพื่อดึงดูดบุคลากรทักษะสูง หรือดึงบริษัทท้องถิ่นเข้าไปประกบในทุกช่วงของห่วงโซ่อุปทาน แต่ไทยที่ผ่านมากลับมีพฤติกรรมแบบ ‘พ่อแม่สาย FOMO’ (Fear of Missing Out) ที่กลัวตกขบวนจนยอมทุกเงื่อนไข

 

“เรากลัวตกขบวนมากเกินไป รถไฟความเร็วสูงจะผ่านหน้าบ้านเรา เราก็ยอมทุกอย่าง ขอหน่อย ขอถ่ายเซลฟี่ด้วยหน่อย แต่ไม่ค่อยได้เข้าไปมีส่วนร่วม” ดร.วีระยุทธ กล่าว และชี้ให้เห็นว่าไทยไม่เคยมียุทธศาสตร์ยกระดับทรัพยากรมนุษย์อย่างเป็นระบบเหมือนสิงคโปร์ หรือการแบ่งช่วงซัพพลายเชนให้บริษัทท้องถิ่นเข้าไปเรียนรู้เหมือนมาเลเซีย

 

ดร.วีระยุทธ ยกตัวอย่างนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่าที่ผ่านมาเป็นการอัดฉีดเฉพาะฝั่งอุปสงค์ด้วยเงินกว่า 20,000 ล้านบาท ผ่านการอุดหนุนราคาซื้อรถยนต์สูงสุดคันละ 150,000 บาท แต่งบประมาณสำหรับการรีสกิลแรงงานกลับมีเพียงปีละ 50-60 ล้านบาทเท่านั้น

 

พร้อมเสนอให้รัฐปรับยุทธศาสตร์ Local Content ใหม่ โดยเปิดทางเลือกให้ผู้ผลิตเดิมปรับปรุงเครื่องยนต์สันดาปให้สะอาดขึ้น ผลิตชิ้นส่วนร่วม (Common Part) หรือข้ามสายการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ (Medical Device) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเชื่อมโยง (Nexus Industry) ที่สามารถรองรับทั้งสิ่งทอ ยางพารา และชิ้นส่วนยานยนต์ได้

 

ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง 3C และหลักนิติธรรมที่ไทยต้องระวัง

 

ในช่วงท้ายของการเสวนา วิทยากรทั้ง 3 ท่านได้เตือนถึงสิ่งที่ไทยต้องระมัดระวังในการขับเคลื่อนนโยบาย FDI โดย ดร.สันติธาร เน้นย้ำหลัก ‘3C’ ได้แก่ Clarity (ความชัดเจนของทิศทางนโยบาย ไม่เปลี่ยนไปมาตามกระแส), Coordination (การประสานงานร่วมกันอย่างแท้จริงทั้งระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกันเอง และรัฐกับเอกชน) และ Continuity (ความต่อเนื่องในการลงมือปฏิบัติอย่างอดทน เพราะการสร้างมูลค่าเพิ่มต้องใช้เวลา)

 

ขณะที่ ดร.วีระยุทธ เตือนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยหลังปี 2565 ที่การบริโภคและการผลิตภาคอุตสาหกรรมแยกตัวขาดจากกัน จนกลายเป็นภาวะ ‘นำเข้าทดแทนการผลิต’ จากสินค้าราคาถูก โดยเฉพาะจากประเทศจีน การกระตุ้นการบริโภคโดยไม่ระวังอาจซ้ำเติมภาคการผลิตในประเทศ พร้อมย้ำว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาวไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำศัพท์ใหม่ๆ แต่ขึ้นอยู่กับรากฐานของหลักนิติธรรม (Rule of Law) และการแข่งขันที่เป็นธรรม (Fair Game)

 

เช่นเดียวกับ ยงยุทธ ที่ย้ำว่าผู้ประกอบการไทยต้องปรับวิธีคิดให้เป็นสากลเพื่อก้าวออกไปแข่งขันในระดับภูมิภาค ไม่จำกัดตัวเองอยู่แค่ตลาดภายในประเทศ


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories