×

ถอดรหัส 3 มุมมองโลกอนาคตสองขั้ว “AI Dystopia vs AI Utopia” ประเทศไทยต้องปรับตัวอย่างไร?

โดย THE STANDARD TEAM
05.11.2026
ภาพมุมกว้างเวทีเสวนา X Stage ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 มีวิทยากรและผู้ดำเนินรายการรวม 4 คน

เมื่อ AI เริ่มทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้น โลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ทางแยกสองขั้ว ที่ประเทศไทย ธุรกิจ และคนทำงานต้องปรับตัว

 

 

บทสรุป 3 มุมมองจากเวที ‘Between AI Dystopia & Utopia: เมื่อ AI อาจครองโลก เราจะอยู่อย่างไร’ เวทีปิดท้าย X Stage วันแรกของ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026

 

🟡 เมื่อ AI ทำงานแทนได้ “ผลประโยชน์จะไหลไปหาใคร”

 

บริษัทที่มีผู้ใช้ 2 ล้านคนแต่มีพนักงานแค่ 15 คน และรายงานวิเคราะห์ข้อมูลที่เคยเป็นงานของน้องจูเนียร์ แต่วันนี้ใช้เงินเพียง 50 สตางค์ ทั้งสองเรื่องไม่ใช่ภาพอนาคต แต่เกิดขึ้นแล้ว

 

เวทีนี้ชวน จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา (ท๊อป) ผู้ก่อตั้ง Bitkub Capital Group Holdings, กษิดิศ สตางค์มงคล (ทอย) เจ้าของเพจ DataRockie และ ณภัทร แพทยานันท์ (ปอนด์) ผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มคุยเอไอ (Khui AI) มามองภาพอนาคตทั้งฉากร้ายและฉากดีของโลก AI ดำเนินรายการโดย รัฐโรจน์ จิตรพนา

 

ความเสี่ยงที่ทั้งสามท่านเน้นย้ำไม่ใช่ภาพหุ่นยนต์ยึดโลก แต่เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวกว่า คือรายได้ งาน การเรียนรู้ และความหมายของการตื่นมาทำงาน

 

🟡 AI Dystopia: ความเหลื่อมล้ำและอนาคตของงาน

 

ด้านจิรายุส ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมคริปโตที่ถูกโจมตีทางไซเบอร์แทบทุกวัน มองว่าความเหลื่อมล้ำแบบ K-shape กำลังมา เมื่อหุ่นยนต์และ AI agent เข้ามาแทนแรงงาน รายได้จากแรงงาน (labor income) จะหดลง ขณะที่ผลประโยชน์ไหลไปเป็นรายได้จากทุน (capital income) ของเจ้าของเทคโนโลยี เขาประเมินว่าใน 5 ปี คน 1 ใน 2 อาจไม่มีงานทำ หากรัฐเก็บภาษีจาก AI ไม่ทัน ก็จะไม่มีเงินพอดูแลคนกลุ่มนี้ ขณะเดียวกัน เด็กจบใหม่จะขาดพื้นที่เรียนรู้งาน และมนุษย์อาจกลายเป็นผู้บริโภคอย่างเดียวจนสูญเสียเป้าหมายในชีวิต

 

ทางฝั่งกษิดิศมองว่าเด็กจบใหม่จะหางานยากขึ้น เพราะงานระดับเริ่มต้น เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลและทำรายงาน ถูก AI ทำแทนได้ในราคาไม่กี่สตางค์ แต่เขามองว่าสิ่งที่ควรกลัวกว่า AI คือคนมีอำนาจที่นำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด

 

ส่วนณภัทรมองว่าในกรณีเลวร้ายที่สุด งานในโลกจะน้อยลง และเพราะคำตอบของ AI มักถูกใจและตามใจผู้ใช้ ผู้คนอาจมีปฏิสัมพันธ์กันน้อยลง

 

🟡 AI Utopia: ปลดล็อกศักยภาพทุกระดับตั้งแต่ธุรกิจถึงระดับประเทศ

 

จุดที่ทั้งสามมองคล้ายกันคือ AI ลดต้นทุนการผลิตและการบริการลงอย่างมาก จนทีมขนาดเล็กหรือแม้แต่คนคนเดียวสร้างคุณค่าได้มากกว่าเดิม

 

ในภาพใหญ่ จิรายุสมองว่าแม้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนทั่วไปจะกว้างขึ้น แต่ความเป็นอยู่โดยรวมจะดีขึ้น เพราะสินค้าและบริการจะถูกลงจนล้นตลาด เข้าสู่ยุคที่ Elon Musk เรียกว่า World of Abundance (โลกแห่งความอุดมสมบูรณ์) เขายังอ้างการพูดคุยที่ Davos ว่า AI อาจเร่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ได้ราว 10 เท่า เช่น หากสมมุติว่าการรักษามะเร็งต้องใช้เวลา 300 ปี ก็อาจเหลือเพียง 30 ปี และนิยามใหม่ของ GDP ประเทศอาจเปลี่ยนเป็นจำนวนหุ่นยนต์คูณผลิตภาพต่อหุ่นยนต์ ที่มีข้อจำกัดเดียวที่เหลือคือพลังงานและน้ำ

 

ในระดับธุรกิจ ณภัทรเล่าว่าเทคโนโลยีเอไอทำให้แพลตฟอร์ม Khui AI แชทบอทบทบาทสมมติที่เขาร่วมก่อตั้ง สามารถเติบโตจนมีผู้ใช้งานกว่า 2 ล้านราย ด้วยทีมงานเพียง 15 คน ภายในระยะเวลา 1 ปีครึ่ง ทั้งยังมีการใช้ AI ช่วยสรุปวิเคราะห์ฟีดแบ็กผู้ใช้วันละหลายร้อยโพสต์ได้ ทำให้ feedback loop ในการพัฒนาโปรดักต์เร็วขึ้น และคนที่ไม่มีทุนหรือทีมใหญ่ก็สร้างธุรกิจได้

 

ส่วนในระดับบุคคล กษิดิศเล่าว่าอยากสร้างธุรกิจคนเดียวที่เข้าถึงลูกค้าทั่วโลก หากมีลูกค้าเพียง 1,000 คนที่ยอมจ่ายเดือนละ 100 บาท ก็จะมีรายได้ 1.2 ล้านบาทต่อปี เขามองว่า “บริษัทควรจะกลัวพนักงานด้วย ไม่ใช่ว่าพนักงานกลัวว่าอนาคตจะไม่มีงานทำ” เพราะวันนี้พนักงานมี AI ตัวเดียวกับที่ใช้กันในระดับโลก แต่เขาย้ำว่านี่คือโอกาสในระยะสั้น และไม่ใช่ทุกคนจะได้ประโยชน์

 

🟡 AI Survival Toolkit: ข้อเสนอแนะในระดับประเทศและคนทำงาน

 

ในระดับประเทศ จิรายุสเสนอให้ไทยเร่งตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ หรือ Sovereign Wealth Fund เพื่อไปถือหุ้นบริษัทเทคโนโลยีให้ส่วนแบ่งกำไรไหลกลับมา เหมือน Danantara ของอินโดนีเซียหรือ Temasek ของสิงคโปร์ พร้อมวางระบบ ‘Automatic Tax’ เพื่อเก็บภาษีหุ่นยนต์และ AI agent ให้ทัน นอกจากนี้ เขาเห็นว่าไทยไม่ควรแข่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์หรือชิป แต่ควรเล่นในชั้นแอปพลิเคชันโดยใช้ความเชี่ยวชาญทางธุรกิจที่มีอยู่

 

ในระดับคนทำงาน ผู้พูดทั้งสามเห็นร่วมกันว่าคุณค่าของคนกำลังย้ายจากการลงมือทำไปสู่การคิดและการตัดสินใจ

 

ณภัทรเสนอว่าทุกองค์กรควรเริ่มจากจ่ายค่า subscription ให้พนักงานได้ใช้ AI และเริ่มมองหาคนที่ทำหน้าที่เป็น ‘Human as a Director’ ที่รู้ว่าเมื่อไรควรเชื่อ AI และกำกับงานได้

 

กษิดิศอ้างอิง Ethan Mollick ว่าคนทำงานที่จะอยู่รอดในอนาคตต้องมี 4 ทักษะ ได้แก่ รู้ลึก รู้กว้าง มีวิจารณญาณ และมี agency พร้อมย้ำว่า AI เป็นแค่ตัวขยายความสามารถของเรา หากตัวเราเป็นศูนย์ คูณอะไรก็ได้ศูนย์

 

ปิดท้าย จิรายุสชวนให้ทั้งองค์กรและตัวบุคคลลดต้นทุนคงที่ (fixed cost) เพื่อรับมือความไม่แน่นอน ฝึกถามคำถามที่ถูก และเปิดใจเรียนรู้แบบแก้วเปล่า เพราะหากผู้บริหารไม่ยอมเรียนรู้ ก็จะกลายเป็นเพดานขององค์กร


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories