ไทยจะเป็นครัวของโลกต่ออย่างไร เมื่อมูลค่าอาหารไม่ได้จบที่แปลงเกษตร
ประเด็นสำคัญ
จากการเปิดทางวัตถุดิบ ถึงการแชร์หลักฐานวิทยาศาสตร์ ประเทศไทยต้องสร้างระบบที่ทำให้โรงงาน เกษตรกร และ SME เพิ่มรายได้ไปด้วยกัน
ประเทศไทยต้องทบทวนวิธีคิดเรื่อง ‘ครัวของโลก’ ครั้งใหญ่
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราพูดถึงการเพิ่มผลผลิต การขยายตลาดส่งออก และการพัฒนาอาหารแห่งอนาคต แต่คำถามที่ยังต้องตอบให้ชัดคือ ประเทศไทยจะเก็บมูลค่าจากอาหารแต่ละหน่วยไว้ได้มากขึ้นอย่างไร และรายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นจะเดินทางกลับไปถึงเกษตรกร คนทำงาน และผู้ประกอบการรายเล็กได้แค่ไหน
คำถามนี้เร่งด่วนขึ้นเมื่อข้อมูลสถาบันอาหารระบุว่า ปี 2568 ไทยส่งออกอาหารประมาณ 1.504 ล้านล้านบาท ลดลง 7.6% จากปีก่อน ขณะที่รายงานสถานการณ์ไตรมาสสองปี 2569 ยังสะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขัน ต้นทุน และความไม่แน่นอนของตลาดโลก สะท้อนให้เห็นว่า การรอให้คำสั่งซื้อฟื้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอสำหรับการเติบโตรอบถัดไป
บนเวที Thai Food’s Next Move: New Markets, Higher Value ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ทำให้เห็นโจทย์สองด้านที่ต้องแก้พร้อมกัน ด้านหนึ่งคือโรงงานต้องเข้าถึงวัตถุดิบ อีกด้านคือประเทศไทยต้องเปลี่ยนวัตถุดิบให้กลายเป็นสินค้าที่ลูกค้ายอมจ่ายมากขึ้น
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เสนอให้แยกการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อแปรรูปส่งออกออกจากการแข่งขันในตลาดภายในประเทศ พร้อมย้ำหน้าที่ของผู้ประกอบการในการดูแลเกษตรกร
ส่วน ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ชี้ว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้องเดินไปพร้อมกับความเข้าใจผู้บริโภค ทั้งรสชาติ ราคา และการตลาด
เมื่อนำสองโจทย์มาวางร่วมกัน สิ่งที่ประเทศไทยต้องการจึงเป็นระบบเพิ่มมูลค่าที่เชื่อมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การพิสูจน์คุณประโยชน์ ไปจนถึงการขายสินค้า และมีเงื่อนไขให้ประโยชน์กระจายตลอดห่วงโซ่
วัตถุดิบขาดบางชนิด ไม่ได้แปลว่าเกษตรไทยไม่มีอนาคต
เริ่มตั้งแต่การนำเข้าวัตถุดิบมักถูกมองผ่านคำถามว่าจะกระทบเกษตรกรหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่จำเป็น แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับชนิด คุณภาพ ฤดูกาล และต้นทุนของวัตถุดิบที่โรงงานต้องใช้
ซึ่งผลผลิตที่มีอยู่ในประเทศอาจไม่ตรงกับคำสั่งซื้อทุกประเภท การขาดแคลนจึงเกิดขึ้นได้แม้ในช่วงที่สินค้าอีกชนิดหนึ่งล้นตลาด และประเทศไทยต้องเริ่ม “เปิดนำเข้าเพื่อส่งออก” จากศูนย์ก็คลาดเคลื่อน เพราะกรมศุลกากรมีทั้งระบบคืนอากรสำหรับวัตถุดิบนำเข้าที่ใช้ผลิตสินค้าส่งออก และระบบคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้าอยู่แล้ว
งานที่ต้องทำต่อจึงควรลงไปถึงรายละเอียดว่า วัตถุดิบชนิดใดติดข้อจำกัดอะไร หน่วยงานใดรับผิดชอบ และข้อจำกัดนั้นยังจำเป็นเพียงใด การลดภาษีอย่างเดียวอาจช่วยไม่ได้ หากโรงงานยังติดใบอนุญาตหรือการรับรองด้านสุขอนามัย
สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายที่ควรพิจารณาคือ ข้อตกลงวัตถุดิบเพื่อเพิ่มมูลค่าในประเทศ ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับความสะดวกในการนำเข้ามีหน้าที่ตรวจสอบย้อนกลับ แสดงบัญชีการใช้วัตถุดิบ และรายงานผลต่อการซื้อผลผลิตไทยอย่างโปร่งใส
ส่วนเกษตรกรควรได้รับเครื่องมือเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เช่น พันธุ์ การจัดการโรค น้ำ มาตรฐาน และสัญญาซื้อขายที่เป็นธรรม โดยออกแบบตามปัญหาของสินค้าแต่ละชนิด
ความสำเร็จต้องวัดว่าทั้งโรงงานและฟาร์มมีอนาคตดีขึ้นหรือไม่ เพราะการส่งออกที่โตขึ้นพร้อมกับฐานการผลิตในประเทศที่อ่อนแอลง ย่อมสร้างความเปราะบางรูปแบบใหม่
การปลดล็อกครั้งสำคัญอาจอยู่บนฉลากอาหาร
ความเปลี่ยนแปลงอีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังควรติดตามว่าช่วยผู้ประกอบการได้มากน้อยแค่ไหน นั่นคือระบบ Positive Lists และการกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหาร
ไทยมีกติกาการกล่าวอ้างทางสุขภาพบนฉลากตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 447 ซึ่งมีผลใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 ต่อมา อย. รายงานในเดือนกรกฎาคม 2569 ว่ามีข้อความกล่าวอ้างด้านประสิทธิภาพที่ประกาศใช้งานแล้ว 16 ข้อความ และมีเป้าหมายขยายเป็น 150 ข้อความภายในปี 2570
โดยสาระทางเศรษฐกิจของเรื่องนี้อยู่ที่ การนำหลักฐานวิทยาศาสตร์มาใช้ร่วมกัน
พร้อมอธิบายว่า เมื่อรายการผ่านการพิจารณาและประกาศแล้ว ผู้ประกอบการสามารถนำข้อความกล่าวอ้างไปใช้ตามเงื่อนไขและปริมาณที่กำหนด โดยไม่ต้องยื่นขออนุมัติข้อความนั้นใหม่เป็นรายกรณี กลไกนี้จึงช่วยลดการทำงานซ้ำในการเปลี่ยนความรู้ให้เป็นผลิตภัณฑ์
สำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก ความต่างอาจอยู่ระหว่างการมีสูตรอาหารที่น่าสนใจกับการมีสินค้าที่สามารถสื่อสารคุณประโยชน์ได้อย่างถูกต้อง
แต่ต้องแยกให้ชัดว่า การใช้ส่วนประกอบได้อย่างปลอดภัย การกล่าวอ้างคุณประโยชน์ และการอนุญาตด้านอื่นของผลิตภัณฑ์ เป็นคนละขั้นตอน การมีสมุนไพรอยู่ในสูตรไม่ได้ทำให้กล่าวอ้างรักษาโรคหรือใช้ข้อความสุขภาพได้โดยอัตโนมัติ
ก้าวถัดไปจึงควรขยายจากการนับจำนวนข้อความที่อนุญาต ไปสู่การสร้าง ฐานหลักฐานกลางสำหรับธุรกิจอาหารไทย ที่ผู้ประกอบการค้นได้ว่าควรใช้วัตถุดิบอย่างไร ต้องทดสอบอะไร ใช้ข้อความใดได้ และต้องเตรียมเอกสารเพิ่มอย่างไรสำหรับตลาดปลายทาง
เมื่อใช้เงินสาธารณะสร้างหลักฐานแล้ว ควรมีช่องทางให้ SME เข้าถึงความรู้นั้นได้จริง พร้อมหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิใช้ข้อมูล
อาหารสัตว์เลี้ยงบอกอะไรเกี่ยวกับอนาคตอาหารไทย
ยกตัวอย่างที่เห็นผลแล้วคืออาหารสัตว์เลี้ยง ปี 2568 ไทยส่งออกสินค้ากลุ่มนี้มูลค่า 107,470 ล้านบาท ตามข้อมูลสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ซึ่งชี้ถึงความสำคัญของคุณภาพ ความปลอดภัย โภชนาการ และสินค้าที่ตอบโจทย์สุขภาพเฉพาะด้าน
บทเรียนจึงกว้างกว่าการนำผลพลอยได้จากการผลิตมาใช้ให้คุ้มค่า
ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นสูตรที่ตอบความต้องการ มีคุณภาพสม่ำเสมอ และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อได้ นั่นคือความสามารถที่ช่วยให้ขายสินค้าได้สูงกว่าราคาวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว
แนวคิดเดียวกันสามารถใช้ตั้งโจทย์กับอาหารคนได้ เช่น อาหารสำหรับผู้สูงอายุที่มีข้อจำกัดด้านการเคี้ยว ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มโปรตีนโดยรักษารสชาติ หรืออาหารที่ลดน้ำตาลและโซเดียมได้โดยผู้บริโภคยังต้องการซื้อซ้ำ
ทั้งหมดเป็นโอกาสที่ต้องทดสอบกับผู้ใช้จริง ความเป็นนวัตกรรมจะมีมูลค่าทางธุรกิจเมื่อผลิตได้ในต้นทุนเหมาะสม ผ่านมาตรฐาน และมีคนยอมจ่าย
ปี 2570 ควรพิสูจน์ด้วยสินค้าที่ขายได้และรายได้ที่ถึงฟาร์ม
หากต้องการให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นจริง รัฐและเอกชนควรเริ่มจากโครงการนำร่องที่มีขอบเขตชัด เลือกวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จำนวนจำกัด แล้วแก้ปัญหาตลอดเส้นทาง ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ ห้องทดลอง โรงงาน ไปจนถึงผู้ซื้อ
นอกจากนี้ ตัวชี้วัดควรประกอบด้วยระยะเวลาที่ลดลงในการอนุญาต จำนวนสินค้าที่ออกขายจริง การซื้อซ้ำของลูกค้า มูลค่าเพิ่มที่เกิดในประเทศ และรายได้สุทธิของเกษตรกรที่เข้าร่วม
โรงงานที่ได้รับการสนับสนุนควรแสดงผลว่าการลงทุนช่วยเพิ่มผลิตภาพ การจ้างงาน และการซื้อวัตถุดิบไทยอย่างไร ส่วนทุนวิจัยเชิงพาณิชย์ควรมีผู้ใช้ประโยชน์และโจทย์ตลาดชัดเจนตั้งแต่ต้น โดยยังรักษาพื้นที่สำหรับงานวิจัยพื้นฐานระยะยาว
ประเทศไทยมีทั้งฐานเกษตร ความชำนาญด้านอาหาร และโครงสร้างการผลิตที่สามารถต่อยอดได้ งานใหญ่จากนี้คือเชื่อมสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็นรายได้อย่างต่อเนื่อง
ความสำเร็จของครัวไทยในอนาคตจึงควรวัดถึงมูลค่าที่สร้างได้จากวัตถุดิบแต่ละหน่วย และส่วนแบ่งที่ย้อนกลับไปถึงคนในห่วงโซ่
เพราะครัวของโลกจะมีความหมายต่อคนไทยมากขึ้น เมื่อเกษตรกรอยู่ได้ โรงงานลงทุนต่อ และผู้ประกอบการรายเล็กมีโอกาสเป็นเจ้าของสินค้ามูลค่าสูงด้วยตนเอง

