มิโฮ มาเซเรอูว์ (Miho Mazereeuw) ผู้อำนวยการ Urban Risk Lab และรองศาสตราจารย์ด้านสถาปัตยกรรมและการวางผังเมืองจาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) กล่าวบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ในหัวข้อ Design Before Disaster: Building Resilient Cities ถึงแนวทางออกแบบเมืองให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มาเซเรอูว์เสนอให้ประเทศไทยปรับเปลี่ยนแนวทางจากการฟื้นฟูความเสียหายหลังเกิดภัยพิบัติ ไปสู่การวางแผนป้องกันล่วงหน้า ผ่านการใช้เทคโนโลยี การออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน และการมีส่วนร่วมของประชาชน
มาเซเรอูว์เริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องเทศกาลชมดอกซากุระของญี่ปุ่นว่า มีความเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาการป้องกันน้ำท่วมในอดีต เนื่องจากชาวญี่ปุ่นนิยมปลูกต้นซากุระตามริมแม่น้ำ เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ดินจะเริ่มอ่อนตัวลงและน้ำแข็งละลาย ส่งผลให้คันกั้นน้ำมีความแข็งแรงลดลง
อย่างไรก็ตาม การที่ผู้คนจำนวนมากออกมารวมตัวกันเพื่อชมดอกซากุระ จัดงานเลี้ยง และเต้นรำริมแม่น้ำ มีส่วนทำให้ดินริมตลิ่งให้อัดแน่นขึ้น ลดการกัดเซาะ และช่วยเสริมความแข็งแรงให้คันกั้นน้ำ
“แม้แต่การเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมก็สามารถกลายเป็นงานเฉลิมฉลองได้ หากเราเชื่อมโยงมันเข้ากับวัฒนธรรมของพื้นที่และผู้คน” มาเซเรอูว์กล่าว
เธอมองว่า เรื่องราวดังกล่าวสะท้อนถึงแนวทางที่ญี่ปุ่นพัฒนาขึ้นจากประสบการณ์รับมือภัยพิบัติตลอดหลายร้อยปี โดยการเตรียมพร้อมสามารถผสานเข้ากับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คนได้ ขณะที่ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลให้เมืองทั่วโลกเผชิญกับสภาพอากาศรุนแรง ทั้งคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก และน้ำท่วม
น้ำท่วมไทยสะท้อนปัญหาการพัฒนาเมืองที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ
สำหรับประเทศไทย มาเซเรอูว์ยกเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาเป็นตัวอย่าง โดยชี้ว่า ความเสียหายจากน้ำท่วมที่มองเห็นได้ เช่น บ้านเรือน ทรัพย์สิน และธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหา เนื่องจากยังมีผลกระทบต่อสุขภาพ การเข้าถึงอาหาร ห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนเศรษฐกิจในระยะยาว
เธอตั้งข้อสังเกตว่า การพัฒนาเมืองในหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังไม่ได้คำนึงถึงทิศทางการไหลของน้ำตามธรรมชาติอย่างเพียงพอ โดยโครงสร้างพื้นฐานบางประเภทอาจกีดขวางทางน้ำ ขณะที่คันกั้นน้ำคอนกรีตบางรูปแบบ อาจทำให้น้ำไหลเร็วขึ้นและเพิ่มการกัดเซาะ
ขณะเดียวกัน คนในชุมชนจำนวนมากมีความรู้เกี่ยวกับทิศทางการไหลของน้ำตามธรรมชาติ แต่ข้อจำกัดด้านกรรมสิทธิ์ที่ดินและเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจบางครั้งกลับขัดแย้งกับระบบธรรมชาติ
มาเซเรอูว์จึงเสนอให้ประเทศไทยเพิ่มการลงทุนด้านการจำลองสถานการณ์น้ำท่วม (Flood Modeling) และการวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศในอนาคต เพื่อให้สามารถออกแบบเมืองและวางแผนจัดการน้ำได้อย่างเหมาะสม โดยนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาประกอบกับความรู้ของประชาชนในพื้นที่
ใช้ AI และข้อมูลชุมชน วางแผนรับมือน้ำท่วมก่อนเกิดเหตุ
มาเซเรอูว์อธิบายว่า การรับมือภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับชุมชน เนื่องจากประชาชนในพื้นที่มีข้อมูลและความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่อาจไม่ปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐ
เธอยกตัวอย่างโครงการ CoPin และ CoPlan ที่ทีมงานพัฒนาร่วมกับเครือข่ายในประเทศไทย โดย CoPin เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเก็บข้อมูลเกี่ยวกับน้ำในพื้นที่แบบเรียลไทม์ ก่อนนำข้อมูลมาประกอบการจัดทำแผนที่น้ำและจำลองสถานการณ์น้ำท่วมในระดับชุมชน
ส่วน CoPlan เป็นกระบวนการวางแผนร่วมกับประชาชน เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการอพยพ การดูแลกลุ่มเปราะบาง และการกำหนดหน้าที่รับผิดชอบเมื่อเกิดภัยพิบัติ
นอกจากนี้ ทีมงานยังพัฒนาเครื่องมือ AI เพื่อช่วยเติมเต็มช่องว่างของข้อมูล และสนับสนุนการจำลองสถานการณ์น้ำท่วม โดยนำมาใช้ควบคู่กับการตรวจสอบข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่
สำหรับตัวอย่างในต่างประเทศ มาเซเรอูว์กล่าวถึงโครงการในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ซึ่งนำข้อมูลมาจำลองสถานการณ์น้ำท่วมภายใต้เงื่อนไขต่างๆ รวมถึงระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและคลื่นพายุซัดฝั่ง เพื่อช่วยให้หน่วยงานและประชาชนสามารถประเมินได้ว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยงน้ำท่วม ถนนเส้นไหนอาจได้รับผลกระทบ และสถานที่ใดเหมาะสำหรับใช้เป็นศูนย์อพยพ
เธอเน้นว่า ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ข้อมูลที่มีความซับซ้อนสามารถนำไปใช้งานได้จริง โดยเฉพาะการช่วยให้ผู้คนมองเห็นผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสถานที่ที่ตนเองคุ้นเคย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างเหมาะสม
ญี่ปุ่นออกแบบโรงเรียน ห้างสรรพสินค้า และสวนสาธารณะ ให้รับมือภัยพิบัติได้
อีกหนึ่งแนวทางที่มาเซเรอูว์ให้ความสำคัญคือการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถใช้งานได้ทั้งในชีวิตประจำวันและในสถานการณ์ฉุกเฉิน (Dual-use Infrastructure) โดยยกตัวอย่างโครงการจากประเทศญี่ปุ่นที่นำแนวคิดดังกล่าวมาใช้จริง
หนึ่งในนั้น คือ โรงเรียนในกรุงโตเกียวที่ออกแบบให้สามารถเปลี่ยนเป็นศูนย์อพยพได้ โดยจัดให้โรงยิมอยู่บนชั้นสอง และมีระบบรองรับการใช้งานในกรณีไฟฟ้าดับ รวมถึงการนำระบบน้ำจากสระว่ายน้ำมาใช้กับห้องน้ำในสถานการณ์ฉุกเฉิน
นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างห้างสรรพสินค้าของกลุ่ม AEON ที่ออกแบบพื้นที่ให้ประชาชนสามารถอพยพขึ้นสู่ที่สูง และจัดเตรียมจุดแจกจ่ายอาหารและสิ่งของจำเป็นเมื่อเกิดภัยพิบัติ ซึ่งช่วยให้ห้างสรรพสินค้าสามารถทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบช่วยเหลือประชาชนได้
เธอยังกล่าวถึงแนวทางการใช้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการน้ำ เช่น การปรับปรุงแม่น้ำที่เคยถูกจำกัดด้วยโครงสร้างคอนกรีตให้มีพื้นที่รองรับน้ำมากขึ้น รวมถึงการออกแบบสวนสาธารณะที่สามารถเปลี่ยนเป็นพื้นที่รับน้ำเมื่อเกิดฝนตกหนัก
ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนถึงความเป็นไปได้ในการผสานระบบป้องกันภัยพิบัติเข้ากับการออกแบบเมือง โดยประชาชนยังสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้ตามปกติในช่วงที่ไม่มีภัยพิบัติ
เปลี่ยนงบฟื้นฟูซ้ำซาก สู่การลงทุนป้องกันภัยพิบัติล่วงหน้า
ในด้านเศรษฐกิจ มาเซเรอูว์ชี้ว่า การรับมือภัยพิบัติจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนก่อนเกิดความเสียหาย โดยอ้างอิงข้อมูลจากหอการค้าสหรัฐฯ ที่ระบุว่า การไม่ลงทุนด้านความสามารถในการรับมือภัยพิบัติทุก 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันนี้ อาจทำให้ชุมชนสูญเสียกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคตได้สูงถึง 33 ดอลลาร์สหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน เธอยังอ้างถึงการประเมินของธนาคารโลกที่ระบุว่า หากประเทศไทยไม่มีมาตรการปรับตัวเพิ่มเติม ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ GDP ในปี 2050 ต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็นตามกรณีฐานประมาณ 7-14%
มาเซเรอูว์จึงเสนอให้ประเทศไทยปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้งบประมาณ จากการฟื้นฟูความเสียหายและตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน ไปสู่การวางแผนรับมือล่วงหน้า พร้อมสนับสนุนมาตรการปรับตัวที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน
นอกจากนี้ เธอยังมองว่าการลงทุนเพื่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยภาคเอกชนจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเติมเต็มข้อจำกัดด้านเงินทุนและสนับสนุนโครงการปรับตัวในระดับท้องถิ่น
ในช่วงท้าย มาเซเรอูว์ย้ำว่า การสร้างเมืองที่สามารถรับมือภัยพิบัติได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักออกแบบ ไปจนถึงประชาชนทั่วไป โดยทุกคนสามารถเริ่มต้นจากการเตรียมความพร้อมของตนเองและช่วยเหลือคนรอบข้าง
“พวกเราเป็นคนสร้างเมืองนี้ขึ้นมา ดังนั้น เราก็สามารถปรับเปลี่ยนเมืองให้ดีขึ้นเพื่ออนาคตได้เช่นกัน” มาเซเรอูว์กล่าว


