ที่อาคารรัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, วสวรรธน์ พวงพรศรี สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ ในสัดส่วนของฝ่ายค้าน ร่วมกันแถลงข่าวถึงกรณีที่พบความพยายามในการสกัดกั้นและลดบทบาทการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน ผ่านกลไกต่างๆ ของรัฐสภา
ณัฐพงษ์กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในระบอบประชาธิปไตยคือการตรวจสอบถ่วงดุลผู้ใช้อำนาจรัฐ แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาได้เกิดหลายเหตุการณ์ขึ้นพร้อมกัน ซึ่งทำให้ฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยว่ารัฐบาลหรือกลุ่มผู้มีอำนาจในเครือข่ายระบอบสีน้ำเงิน กำลังใช้ทุกกลไกที่สามารถควบคุมได้เข้ามาสกัดกั้น แทรกแซง และคุกคามการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
ประเด็นแรก คือความพยายามสกัดกั้นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จากกรณีที่ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความเห็นชอบแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ โดยกำหนดว่าต่อไปนี้การดำเนินงานใดๆ ของคณะกรรมาธิการจะต้องผ่านมติที่ประชุมเสมอ ซึ่งการกำหนดแนวทางเช่นนี้ถือเป็นการสกัดกั้นการทำหน้าที่ของกลไกสภาฯ ในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะบทบาทของฝ่ายค้านอย่างชัดเจน
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาฝ่ายค้านได้ใช้กลไกกรรมาธิการเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบโครงการต่างๆ ของรัฐบาลที่มีข้อสงสัยเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน หรือการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ หากมีการวางแนวปฏิบัติให้ทุกเรื่องต้องใช้มติเสียงข้างมาก ซึ่งฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้ถือเสียงข้างมากในเกือบทุกคณะอยู่แล้ว ย่อมเท่ากับว่าสภาฯ ไม่จำเป็นต้องมี สส. ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบอีกต่อไปแล้วใช่หรือไม่ และจะทำให้คณะกรรมาธิการกลายเป็นเพียง ‘ตรายาง’ คอยประทับรับรองความถูกต้องให้กับโครงการที่มีข้อครหาของรัฐบาล เพียงแค่ฝ่ายรัฐบาลใช้เสียงข้างมากลากไปและลงมติรับรองว่าโครงการโปร่งใส ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ควรเกิดขึ้นในระบบรัฐสภา
ประเด็นที่สอง คือ ความพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีทุจริตเลือก สว. จากกรณีที่ กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจหน้าที่ระหว่าง กกต. กับศาลฎีกา ซึ่งฝ่ายค้านมองว่าเป็นความพยายามใช้กลไกองค์กรอิสระที่เสียงข้างมากมีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจ ไปร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า แม้ในชั้นการไต่สวนของศาลฎีกาจะพบพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่ชี้ว่ามีบุคคลอื่นร่วมกระทำความผิดในขบวนการทุจริตเลือก สว. แต่หากบุคคลนั้นไม่ได้อยู่ในรายชื่อ 77 คนตามคำร้องเดิมของ กกต. ก็จะไม่สามารถเอาผิดบุคคลเหล่านั้นในกระบวนการของศาลยุติธรรมได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่ามีความพยายามใช้กลไกองค์กรอิสระเข้าไปก้าวก่ายและแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
ส่วนประเด็นที่สาม คือ ความพยายามคุกคามการทำหน้าที่ของ สส. ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะตนเองและ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งต่างได้รับข้อความแจ้งเตือนความปลอดภัยจากบริษัทแอปเปิลบนโทรศัพท์มือถือว่าอุปกรณ์มีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยสปายแวร์ขั้นสูง โดยข้อความระบุชัดเจนว่าเครื่องมือจารกรรมประเภทนี้มักถูกนำมาใช้โดยหน่วยงานภาครัฐในระดับประเทศเท่านั้น ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่ากำลังมีความพยายามจากหน่วยงานความมั่นคงของรัฐบาลไทยในการโจมตีและคุกคามการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านหรือไม่ ซึ่งฝ่ายค้านยืนยันว่าจะไม่ยอมรับการใช้อำนาจรัฐในลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการรวบอำนาจในสภาฯ การใช้มติ กกต. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ หรือการใช้สปายแวร์สอดแนม
อภิสิทธิ์ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้านหลายสมัย กล่าวว่า แม้การทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้านในทุกยุคทุกสมัยมักเผชิญกับอุปสรรค เนื่องจากรัฐบาลส่วนใหญ่มักไม่ต้องการถูกตรวจสอบ แต่ในระบบรัฐสภาตามมาตรฐานสากลทั่วโลก จะมีประเพณีและวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยอมรับและเคารพการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย โดยไม่ยึดเพียงแต่การใช้เสียงข้างมาก
อภิสิทธิ์ระบุว่า จากกรณีที่ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความเห็นชอบและออกหนังสือเวียนเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานของ กมธ. ทั้ง 35 คณะ โดยกำหนดให้การดำเนินงานต่างๆ ต้องผ่านมติที่ประชุมนั้น เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามรวบอำนาจและลดบทบาทฝ่ายค้าน
นอกจากนี้ ยังมีความพยายามดำเนินการคู่ขนานผ่านการแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาฯ โดย สส. พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีเนื้อหาที่น่ากังวลกว่าหนังสือเวียน เนื่องจากเปิดช่องให้ใช้เสียงข้างมากในการเสนอ ‘ยุบคณะกรรมาธิการ’ และเปลี่ยนวิธีการเลือกประธาน กมธ.
จากเดิมที่จัดสรรตามสัดส่วนจำนวน สส. ของแต่ละพรรค ให้กลายเป็นการใช้เสียงข้างมากเป็นตัวตัดสิน ซึ่งความพยายามอย่างต่อเนื่องเหล่านี้จะส่งผลให้กลไกการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติทำงานได้ยากขึ้น หรือแทบจะไม่สามารถทำงานได้เลย
ด้วยเหตุนี้ อภิสิทธิ์จึงเสนอแนะให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเรียกประชุมประธาน กมธ. ทั้ง 35 คณะ อีกครั้ง เพื่อหาแนวทางปฏิบัติที่เป็นธรรมและตกผลึกร่วมกัน เช่น ในประเด็นการบรรจุระเบียบวาระการประชุม อาจใช้วิธีหารือเพื่อแจ้งต่อที่ประชุมและเปิดโอกาสให้มีการทักท้วงหรือตั้งข้อสังเกตได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงมติ
พร้อมกันนี้ ขอให้ประธานสภาฯ ส่งสัญญาณไปยังพรรคภูมิใจไทยว่า หากจะมีการแก้ไขข้อบังคับใดๆ ควรคำนึงถึงศักดิ์ศรีและหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติด้วย






