×

‘เอกนิติ’ ชี้ใช้เครื่องมือภาษีสร้างความเป็นธรรม ยันไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะ

โดย THE STANDARD TEAM
04.11.2026
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กล่าวปาฐกถาบนเวที The Standard Economic Forum 2026

วันนี้ (4 พฤศจิกายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน The Standard Economic Forum 2026 บนเวที “Thailand’s Path to High-Income Status / เส้นทางไทยสู่ประเทศรายได้สูง”

 

 
 

โดยยืนยันว่า การรักษาวินัยทางการคลังยังเป็นหัวใจสำคัญ พร้อมชี้ผลสัมฤทธิ์จากการปิดปีงบประมาณล่าสุดว่า ไทยขาดดุลการคลังลดลงเหลือ 3.4% ของ GDP จากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 4.4% ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้ง 3 แห่งปรับมุมมองความน่าเชื่อถือจากเชิงลบ (Negative Outlook) มาเป็นมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) และทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของไทยอยู่ในระดับต่ำที่ราว 2%

 

ในระยะข้างหน้า ดร.เอกนิติ ระบุเป้าหมายลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 67-68% และยืนยันว่าจะไม่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะเกินกว่า 70% ของ GDP โดยจะมุ่งเน้นการปฏิรูปรายได้เพื่อความเป็นธรรม เช่น การบังคับใช้ Global Minimum Tax ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้เข้ารัฐราว 10,000 ล้านบาท การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์นำเข้าเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ผลิตที่ลงทุนในประเทศ และการนำระบบดิจิทัลมาดึงธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษี ส่วนภาษีเดินทางออกนอกประเทศได้ตัดสินใจชะลอออกไปก่อนเพื่อไม่ให้กระทบภาคการท่องเที่ยวที่เผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าโดยสารเครื่องบิน

 

เปลี่ยนโจทย์ BOI ดึงลงทุนต้องพ่วงพัฒนาทักษะคนไทย

 

ดร.เอกนิติ ชี้แจงถึงภาพเศรษฐกิจแบบ K-Shape โดยระบุว่าหน้าที่หลักด้านเศรษฐกิจคือการเปลี่ยน K ให้เป็น V เพื่อดึงกลุ่มที่อยู่ขาล่างขึ้นมา ผ่านการปรับยุทธศาสตร์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จากเดิมที่วัดเพียงมูลค่าคำขอรับการส่งเสริม เปลี่ยนมาวัดจากมูลค่าการลงทุนจริงและการสร้างประโยชน์ต่อคนไทย

 

โดยกำหนดเงื่อนไขให้นักลงทุนต่างชาติต้องทำโครงการ Skill Bridge ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทยในการวิจัยและพัฒนา รวมถึงจ้างงานและถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อุตสาหกรรมสายส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transfer) สำหรับห่วงโซ่อุปทาน AI ซึ่งปัจจุบันเกิดการจ้างงานทักษะใหม่ไปแล้วราว 120,000 ตำแหน่ง

 

นอกจากนี้ ยังขับเคลื่อนร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กรอ.) 7 สาขา ซึ่งให้เอกชนทำหน้าที่เป็นแนวหน้านำเสนอความต้องการ ขณะที่ภาครัฐเป็นกองกลางคอยปลดล็อกกฎเกณฑ์และสนับสนุน เพื่อยกระดับทั้งอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, เซมิคอนดักเตอร์, EV และอุตสาหกรรมเดิมอย่างเกษตรแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยง ตลอดจนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสมุนไพร

 

‘พ.ร.ก. 2 แสนล้าน’ โฟกัสไฟฟ้าสะอาด ขนส่งชีวภาพ อัพสกิลแรงงาน

 

ในการจัดสรรกรอบวงเงิน พ.ร.ก. 200,000 ล้านบาท ดร.เอกนิติ อธิบายว่ามุ่งเป้า 3 ด้านหลัก ดังนี้

 

  1. การเปลี่ยนผ่านด้านไฟฟ้า โดยอนุมัติไปแล้วราว 70,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินอุดหนุนโซลาร์เซลล์ครัวเรือน 50,000 ล้านบาทเพื่อลดรายจ่ายและเปิดโอกาสให้ประชาชนขายไฟคืน และงบพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Smart Grid) อีก 20,000 ล้านบาท ซึ่งรวมแล้วการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกริดไฟฟ้าสะอาดจะมีสัดส่วนแตะ 100,000 ล้านบาท
  2. การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานขนส่ง โดยสนับสนุนการใช้น้ำมันชีวภาพที่ผลิตในประเทศ เช่น E20 และ B20 ร่วมกับรถกระบะและภาคขนส่ง
  3. การพัฒนาคน โดยนำฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยในระบบสวัสดิการแห่งรัฐกลุ่มอายุ 20-60 ปี ราว 6 ล้านคน เข้าสู่โครงการอบรมทักษะใหม่ เช่น ช่างติดตั้งโซลาร์และทักษะยานยนต์

 

เป้าหมายประเทศและยุทธศาสตร์ ‘สติดี’ ปฏิรูปคลัง

 

ดร.เอกนิติ ระบุเป้าหมายขับเคลื่อนระยะ 3-4 ปีข้างหน้า ได้แก่ การดัน GDP ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3% (3 Plus), การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจาก 22% เป็น 30% ของ GDP และผลักดันอันดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศจากอันดับ 26 ขึ้นสู่ Top 20 ของโลก

 

เพื่อเป็นต้นแบบการทำงาน ภาครัฐจะขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ ‘สติดี’ ประกอบด้วย STI คือ Stabilize today (รักษาเสถียรภาพการคลัง), Transition (สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน) และ Invest (ขับเคลื่อนการเติบโตด้วยการลงทุน) ควบคู่กับ DEE ของกระทรวงการคลัง ได้แก่ Disclosure (เปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างย้อนหลัง 5 ปี และข้อมูลงบประมาณในรูปแบบที่เครื่องประมวลผลได้), Easy (นำระบบดิจิทัลมาอำนวยความสะดวกบริการประชาชน) และ Efficiency & Effectiveness (ภาครัฐเน้นทำงานเฉพาะจุดที่มีประสิทธิภาพและไม่แย่งบทบาทเอกชน)


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories