×

340 ปีไทย-ฝรั่งเศส สานต่อมิตรภาพและความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ บนกระดานภูมิรัฐศาสตร์โลกยุคใหม่

10.07.2026
  • LOADING...
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ทรงได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ (State Visit) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยและฝรั่งเศส โดยถือเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ที่ 3 ที่เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่ครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2440 และครั้งที่ 2 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อปี พ.ศ. 2503

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

การเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 340 ปี การติดต่อสัมพันธ์ครั้งแรกระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2568 และ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส ปี พ.ศ. 2569 โดยเป็นการสืบสานและต่อยอดสัมพันธไมตรีอันมั่นคงและยาวนาน ระหว่างทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น และนับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของทั้งสองประเทศในการยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่ความร่วมมือในฐานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ที่มีมิติครอบคลุม ตั้งแต่เรื่องการพัฒนาบ้านเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เทคโนโลยี ไปจนถึงด้านความมั่นคง

 

นักการทูตและผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส มองการเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้งนี้ ว่าไม่ใช่ ‘เรื่องบังเอิญ’ หรือเป็นเพียงพิธีการทางการทูต หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์และการเตรียมงานอย่างละเอียดที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อยกระดับความร่วมมือและเสริมสร้างผลประโยชน์ร่วมของทั้งสองประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และระเบียบโลกที่กำลังผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงจากความขัดแย้ง การแข่งขันและการแบ่งขั้วระหว่างประเทศมหาอำนาจ

 

ขณะที่ผู้นำฝรั่งเศสยังแสดงออกถึงมิตรไมตรีที่มีต่อไทย ด้วยการจัดพิธีต้อนรับที่มี ‘ความพิเศษ’ และ ‘สมพระเกียรติสูงสุด’ โดยมีหลายนัยที่น่าสนใจ

 

340 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส

 

สำหรับไทยกับฝรั่งเศส เริ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างกันตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีชาวต่างชาติจำนวนมากเดินทางเข้ามาในกรุงศรีอยุธยา เพื่อการค้าขาย แสวงโชค และเผยแผ่คริสต์ศาสนา โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ส่งราชทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยาม เมื่อปี พ.ศ. 2228

 

ต่อมา คณะราชทูตสยาม นำโดยเจ้าพระยาโกษาธิบดี (โกษาปาน) ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระราชวังแวร์ซายส์ เมื่อปี พ.ศ. 2229 พร้อมด้วยเครื่องบรรณาการจำนวนมาก ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากฝรั่งเศสและประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี

 

 

ความสำเร็จในการเจริญพระราชไมตรี ทำให้ไทยและฝรั่งเศส กลายเป็นมิตรประเทศกันเรื่อยมา

 

กระทั่งในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับฝรั่งเศสได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการลงนามในสนธิสัญญาทางไมตรี การค้า และการเดินเรือ (Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2399

 

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังมีการแลกเปลี่ยนเยือนในระดับต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งระดับพระราชวงศ์ ภาครัฐและเอกชน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศสดำเนินมาอย่างราบรื่นและไม่มีปัญหาที่เป็นอุปสรรคระหว่างกัน

 

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามุมหนึ่งฝรั่งเศสเมื่อครั้งอดีต คือหนึ่งในประเทศนักล่าอาณานิคมที่เข้ามาในภูมิภาค ทำให้ความสัมพันธ์และการติดต่อทางการทูตระหว่างฝรั่งเศสกับประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นไปในลักษณะของการเจรจาเพื่อรักษาอธิปไตย และอาจจะมีการกระทบกระทั่งกันอยู่บ้าง ก่อนที่จะค่อยๆ พัฒนาขึ้น

 

โดยในปี พ.ศ.2503 ซึ่งเป็นช่วงสงครามเย็น และแนวคิดแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เริ่มแพร่กระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ เพื่อเน้นย้ำจุดยืนของประเทศไทยที่เชื่อมั่นในเสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตย สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับฝรั่งเศส

 

การเสด็จฯ เยือนครั้งนั้น เป็นไปด้วยความประทับใจในมิตรไมตรีของฝรั่งเศสที่มีต่อพระมหากษัตริย์ไทย โดย ชาร์ล เดอ โกล ประธานาธิบดีฝรั่งเศสในขณะนั้น ได้ถวายการต้อนรับอย่างอบอุ่น ด้วยการส่งเครื่องบินประจำตำแหน่งไปรับทั้งสองพระองค์ จากกรุงโลซานน์ ของสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเสด็จฯ ไปยังกรุงปารีส และผู้นำฝรั่งเศสยังได้รอรับเสด็จที่สนามบิน โดยมีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีในพิธีต้อนรับ

 

เกียรติยศสูงสุดจากฝรั่งเศส

 

สำหรับไฮไลต์หรือสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของการเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในครั้งนี้ คือระดับของพิธีต้อนรับที่รัฐบาลฝรั่งเศสมอบให้แก่ประเทศไทย ซึ่งมีความพิเศษหลายอย่าง

 

นิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส หนึ่งในผู้จัดเตรียมและประสานงานกับทางการฝรั่งเศส ในการถวายการต้อนรับและเตรียมกำหนดการต่างๆ ให้สัมภาษณ์ THE STANDARD เล่าถึงที่มาที่ไปของการเสด็จฯ เยือน และไฮไลต์ของการต้อนรับแบบพิเศษ (Special Treatment) จากรัฐบาลฝรั่งเศส

 

โดยการเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นจากการที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ได้มาเยือนประเทศไทยในฐานะผู้เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC) ในปี พ.ศ. 2565 และได้ทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศส แต่กว่าที่การเสด็จฯ เยือนจะเกิดขึ้นจริง ก็ใช้เวลาเตรียมการถึง 4 ปีเต็ม เนื่องจากสถานการณ์และเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลกที่ฝรั่งเศสต้องเผชิญ รวมถึงฝ่ายไทยเองก็มีภารกิจสำคัญมากมาย จนในที่สุดกำหนดการเสด็จฯ เยือน ก็ลงตัวระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึง 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

 

ความพิเศษต่างๆ ในพิธีต้อนรับที่จัดขึ้นอย่างเป็นทางการตามโบราณราชประเพณี เริ่มตั้งแต่การเลือกสถานที่จัดพิธีต้อนรับ ณ เล แซงวาลีด (Les Invalides) ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญสูงสุดที่รัฐบาลฝรั่งเศสใช้ในการต้อนรับประมุขแห่งรัฐ (Head of State)

 

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เปิดเผยว่า จริงๆ แล้วรัฐบาลฝรั่งเศสสามารถเลือกสถานที่จัดพิธีต้อนรับได้หลายแห่ง เช่น บริเวณฝั่งเหนือหรือฝั่งใต้ของแม่น้ำแซน หรือจะจัดพิธีต้อนรับที่พระราชวังเอลิเซ่ (Palais de l’Élysée) ซึ่งเป็นทำเนียบประธานาธิบดีก็ได้ แต่การที่เลือก เล แซงวาลีด เป็นสถานที่ต้อนรับในครั้งนี้ ถือเป็นการให้เกียรติสูงสุด เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ โดยเป็นสถานที่ฝังพระศพของจักรพรรดินโปเลียน และเป็นอนุสรณ์สถานแห่งสงคราม ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเสียสละ การอุทิศตน และการรับใช้ชาติของทหารและประชาชนชาวฝรั่งเศส

 

ขณะที่การตั้งแถวกองทหารเกียรติยศเพื่อตรวจพลสวนสนามในพิธี ประกอบด้วยกำลังพลจากทั้ง 4 เหล่าทัพของฝรั่งเศส ได้แก่ ทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศ

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดและถือเป็นความพิเศษอย่างยิ่ง คือการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในฐานะแขกของรัฐบาลฝรั่งเศส ได้รับการต้อนรับโดยตัวของประธานาธิบดีมาครง และมาดามบริจิตต์ มาครง ภริยาและสตรีหมายเลขหนึ่ง ที่เดินทางมาให้การต้อนรับและร่วมเดินพลสวนสนามด้วยตนเอง

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสยังชี้ว่า การที่ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสและสตรีหมายเลขหนึ่ง ให้การต้อนรับด้วยตนเองนั้น มีนัยทางการเมืองระหว่างประเทศที่สูงมาก โดยจากบันทึกสถิติที่ผ่านมา กว่า 90% ของการต้อนรับประมุขและผู้นำต่างประเทศ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสจะไม่ได้มาต้อนรับด้วยตนเองในขั้นตอนแรก แต่จะมอบหมายให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตามวาระของประเทศนั้นๆ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เป็นผู้ต้อนรับแทน

 

การที่ประธานาธิบดีมาครงและภริยาเดินทางมาต้อนรับด้วยตนเอง จึงสะท้อนถึงการให้เกียรติสูงสุดและระดับความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ใกล้ชิดอย่างยิ่ง

 

กำหนดการต่อมา คือการเสด็จพระราชดำเนินต่อไปยังพระราชวังเอลิเซ่ (Élysée Palace) ซึ่งในระหว่างการเสด็จฯ นั้น รัฐบาลฝรั่งเศสได้จัดเตรียมพิธีต้อนรับขั้นสูงสุด ด้วยการจัดขบวนทหารม้าเกียรติยศ จำนวน 146 นาย ล้อมรอบรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์นำขบวนอีก 28 คัน และรถอารักขาเป็นขบวนยาว โดยขบวนรถยนต์พระที่นั่งได้เคลื่อนผ่านถนนฌ็องเซลิเซ่ (Champs Elysees) ซึ่งเป็นถนนสายหลักของฝรั่งเศส ที่เปรียบเสมือนถนนราชดำเนินของไทยอย่างช้าๆ เพื่อให้ประชาชนสองข้างทางรวมถึงคนไทยที่ไปรอเฝ้าฯ รับเสด็จ ได้โบกธงและบันทึกภาพประวัติศาสตร์อันน่าประทับใจ

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสกล่าวว่า การที่รัฐบาลฝรั่งเศสจัดทหารม้าอารักขาจำนวนถึง 146 นายล้อมรอบรถยนต์พระที่นั่ง ถือเป็นสิทธิพิเศษระดับสูงที่มอบให้เฉพาะประมุขแห่งรัฐเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น โดยเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความใกล้ชิดทางประวัติศาสตร์และความเป็นพี่น้องระหว่างไทยและฝรั่งเศส

 

ฝรั่งเศสยินดีในหลวงเสด็จฯ เยือนเป็นประเทศแรกในยุโรป สะท้อนความเป็น ‘มหามิตร’

 

หลังเสด็จพระราชดำเนินถึงพระราชวังเอลิเซ่ รถยนต์พระที่นั่งได้จอดเทียบพรมแดง โดยมีประธานาธิบดีมาครงและภริยา รอรับเสด็จทั้งสามพระองค์เพื่อนำเสด็จเข้าสู่ภายในทำเนียบ ซึ่งมีการบันทึกภาพร่วมกัน ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการแลกเปลี่ยนของขวัญระหว่างกัน

 

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้ประธานาธิบดีมาครงและภริยาเข้าเฝ้าฯ เพื่อหารือร่วมกันอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเองในห้องรับรองพิเศษ โดยการหารือดำเนินไปด้วยภาษาอังกฤษโดยไม่มีการใช้ล่าม ครอบคลุมเรื่องราวมิตรภาพทางประวัติศาสตร์อันยาวนานและความร่วมมือในอนาคต

 

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ยังอธิบายให้เห็นถึงภาษากาย (Body Language) ของประธานาธิบดีมาครง ในระหว่างพิธีต้อนรับ ว่าแสดงถึงความเคารพและให้เกียรติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยอย่างมาก ทั้งวิธีการเดินออกมารับที่พรมแดงและการยืนเคียงข้างทุกพระองค์ด้วยความนอบน้อม

 

ในช่วงค่ำ ประธานาธิบดีมาครงและภริยาได้เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการระดับรัฐพิธี (State Banquet) ณ พระราชวังเอลิเซ่ โดยประธานาธิบดีมาครง ได้กล่าวสุนทรพจน์ เน้นย้ำถึงมิตรภาพอันยาวนาน 340 ปี ระหว่างไทยและฝรั่งเศส ตลอดจนความสัมพันธ์ในศตวรรษที่ 19 และประวัติศาสตร์การเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสของพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต

 

ประธานาธิบดีมาครง ยังกล่าวอย่างชัดเจนว่า “เขารู้สึกตื้นตันใจและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเลือกประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกในยุโรป สำหรับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนอย่างเป็นทางการในลักษณะ State Visit”

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส กล่าวว่า “สิ่งนี้มีความหมายอย่างมากต่อรัฐบาลและประชาชนฝรั่งเศส เพราะสะท้อนว่า ฝ่ายไทยผ่านกระบวนการคิดและพิจารณามาเป็นอย่างดีแล้วว่า ต้องการสื่อสารถึงความเป็น ‘มหามิตร’ ที่หยั่งรากลึกของทั้งสองประเทศ” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชดำรัสตอบไปในทิศทางเดียวกันถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและแสดงความเชื่อมั่นว่ามิตรภาพในอนาคตจะเติบโตงอกงามยิ่งขึ้น

 

 

ทั้งนี้ ในงานเลี้ยงอาหารค่ำประธานาธิบดีมาครงได้เชิญบุคคลสำคัญและผู้มีบทบาทและอิทธิพลในสังคมฝรั่งเศสในมิติต่างๆ ทั้งฝ่ายการเมือง เช่น คณะรัฐมนตรี และด้านเศรษฐกิจและการค้า อย่างผู้บริหารระดับสูงและนักลงทุนรายใหญ่ เช่น ประธานกลุ่มแบรนด์หรู LVMH และภริยา, ผู้บริหารระดับสูงของยาง Michelin และผู้บริหารจากสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส ส่วนมิติด้านวัฒนธรรมและสังคม มีการเชิญประธานพิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่ง (Musée des Arts Décoratifs : MAD) และประธานพิพิธภัณฑ์กีเมต์ (Guimet) รวมถึงผู้บริหารโรงเรียนสอนภาษาไทยในฝรั่งเศสเข้าร่วมด้วย รวมแขกเหรื่อทั้งสิ้นเกือบ 200 คน

 

นอกจากนี้ ในระหว่างงานเลี้ยง วงดนตรีออร์เคสตราของกองทหารเกียรติยศ (Republican Guard) ยังได้รับคำสั่งพิเศษจากประธานาธิบดีมาครงให้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาบรรเลงหลายบทเพลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงเพลงเดียวหรือท่อนเดียว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนความใส่ใจในรายละเอียดและเป็นการให้เกียรติขั้นสูงสุดของรัฐบาลฝรั่งเศส

 

เปิดเอกสารล้ำค่าถวายให้ทอดพระเนตร

 

อีกเรื่องที่สำคัญ คือทางการฝรั่งเศสยังได้นำเอกสารทางประวัติศาสตร์ล้ำค่ามาจัดแสดงถวายให้ทอดพระเนตร โดยเป็นเอกสารที่เก็บรักษาอย่างดีและแทบไม่มีใครเคยได้เห็นมาก่อน

 

เอกสารชิ้นแรกคือ ‘พระราชสาส์นทองคำ’ จากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ส่งถึงจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ซึ่งเป็นการส่งพระราชสาส์นครั้งแรกจากไทยไปยังฝรั่งเศส พร้อมทั้งสนธิสัญญาทางไมตรีและการค้าฉบับประวัติศาสตร์ที่มีการลงพระปรมาภิไธยร่วมกัน

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เล่าถึงความสำคัญของพระราชสาส์นทองคำแผ่นนี้ โดยเจ้าหน้าที่หอจดหมายเหตุของฝรั่งเศสเปิดเผยว่า ฝรั่งเศสรักและหวงแหนพระราชสาส์นทองคำแผ่นนี้มาก โดยเก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยอย่างดีที่สุดและมีกฎเหล็กว่าจะไม่มีการนำออกนอกหอจดหมายเหตุนี้เด็ดขาด แต่ปรากฏว่า ในคราวเสด็จฯเยือนครั้งนี้ ฝ่ายไทยไม่ได้มีการร้องขอ แต่รัฐบาลฝรั่งเศสกลับเป็นผู้จัดเตรียมนำออกมาตั้งแสดงถวายให้ทอดพระเนตรด้วยตนเอง และมีการออกข่าวประกาศทางหนังสือพิมพ์อย่างเปิดเผย

 

“การทำเช่นนั้นย่อมมีนัยลึกซึ้งว่า ฝรั่งเศสพร้อมเปิดเผยเอกสารและร่วมมือกับไทยอย่างโปร่งใสที่สุด” เขากล่าว และชี้ว่าประธานาธิบดีมาครง ซึ่งเป็นนักการทูตที่เจนจัดและมีประสบการณ์สูงย่อมไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้วว่า ต้องการสื่อสารนัยเชิงสัญลักษณ์นี้ออกสู่สายตาของประชาคมระหว่างประเทศ

 

เซอร์ไพรส์ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เล่าถึงไฮไลต์สำคัญที่สุดในงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งไม่ได้ระบุไว้ในกำหนดการล่วงหน้า เนื่องจากรัฐบาลฝรั่งเศสต้องการเก็บไว้เป็นความลับ เพื่อเซอร์ไพรส์และสร้างความประทับใจสูงสุด คือ ประธานาธิบดีมาครงได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้น Grand-Croix ในตระกูล Légion d’Honneur (Legion of Honour) ซึ่งเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของฝรั่งเศส แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้น Grand-Croix ของเครื่องอิสริยาภรณ์แห่งชาติว่าด้วยความดีความชอบ Ordre national du Mérite แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

 

เครื่องอิสริยาภรณ์ชั้น Grand-Croix ในตระกูล Légion d’Honneur นั้นจะมอบให้เฉพาะประมุขแห่งรัฐเท่านั้น โดยพระมหากษัตริย์ไทยที่เคยได้รับก่อนหน้านี้คือพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

 

สำหรับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา รัฐบาลฝรั่งเศสได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้น Grand Officier ของเครื่องอิสริยาภรณ์ตระกูล Légion d’Honneur (Legion of Honour) ล่วงหน้าไปแล้วเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา

 

การทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ดังกล่าวทำให้ ราชวงศ์ไทยทั้งสามพระองค์ทรงได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดครบทุกพระองค์ ซึ่งถือเป็นอีกเกียรติประวัติอันสูงสุดทางการทูตระหว่างไทยและฝรั่งเศส

 

ปารีสสู่กรุงเทพฯ การทูตเพื่อการพัฒนา

 

การเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ ยังมีอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจ คือการวางกำหนดการที่ให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้ความสำเร็จในการพัฒนาของฝรั่งเศส

 

โดยกำหนดการวันที่สอง มีการเสด็จฯ เยือนศาลาว่าการกรุงปารีส (Hôtel de Ville) สะท้อนแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยมีนายกเทศมนตรี และรองนายกเทศมนตรีกรุงปารีส พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรุงปารีส ร่วมรับเสด็จและถวายการบรรยายสรุปเกี่ยวกับนโยบาย ‘ปารีสสีเขียว’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการกรุงปารีสในปัจจุบัน ที่เน้นการพัฒนาการขนส่งมวลชนสีเขียว การลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว การขยายเส้นทางจักรยาน และผังเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

 

กำหนดต่อมาซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องกัน คือ การล่องเรือในแม่น้ำแซน (River Seine) ซึ่งเปรียบเสมือนแม่น้ำเจ้าพระยาของไทย โดยแม่น้ำแซนแบ่งปารีสออกเป็นฝั่งซ้ายและฝั่งขวา

 

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจคือ แม่น้ำแซนเคยประสบปัญหาสกปรกและเป็นมลพิษอย่างรุนแรงในอดีต แต่ด้วยนวัตกรรมและการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบของรัฐบาลและกรุงปารีส ทำให้ปัจจุบันแม่น้ำแซนได้รับการฟื้นฟูจนกลายเป็นแม่น้ำที่สะอาดที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปที่ประชาชนสามารถลงไปเล่นน้ำได้จริง เช่นในช่วงสัปดาห์ก่อนการเสด็จฯ เยือน ซึ่งปารีสเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรง รัฐบาลก็เปิดให้ประชาชนลงไปเล่นน้ำในแม่น้ำแซนเพื่อคลายร้อน

 

โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ประทับเรือไฟฟ้าและล่องเรือไปตามแม่น้ำแซน ซึ่งรองนายกเทศมนตรีกรุงปารีสเป็นผู้ถวายการบรรยายสรุปด้านการบำบัดรักษาคุณภาพน้ำและการจัดการน้ำตลอดเส้นทางล่องเรือประมาณ 40 นาที

 

 

ทั้งนี้ เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เปิดเผยว่า กำหนดการเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนพระทัยและพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการนำความสำเร็จของฝรั่งเศสมาปรับใช้และพัฒนาคุณภาพน้ำและผังเมืองของประเทศไทย เช่น การบำบัดน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและลำคลองสายต่างๆ ในกรุงเทพฯ

 

เสด็จฯ เยือนสำนักงาน Airbus โอกาสความร่วมมือด้านการบิน

 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการเสด็จฯ เยือนเมืองตูลูส ศูนย์กลางอุตสาหกรรมการบินของยุโรป และที่ตั้งสำนักงานใหญ่และโรงงานประกอบอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดของ Airbus

 

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เปิดเผยว่า ฝรั่งเศสเสนอกำหนดการเยือนสำนักงาน Airbus โดยศึกษาจากความสนพระทัยและพระอัจฉริยภาพด้านการบินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการศึกษาดูงานระบบการขนส่งทางอากาศยานและการบินของไทย รวมถึงเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้กิจกรรมทวิภาคีในการเสด็จฯ เยือนตูลูส บรรลุผลสำเร็จอย่างงดงาม

 

ระหว่างการเสด็จฯ เยือน Airbus ยังเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้เชี่ยวชาญของ Airbus คือการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ทรงทดลองเครื่องจำลองการบิน (Flight Simulator) ของเครื่องบินแบบ A350 ซึ่งเป็นเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ทั้งสองพระองค์ไม่เคยขับจริงมาก่อน แต่ด้วยพระปรีชาสามารถสูงยิ่งในฐานะนักบินอาชีพ ทั้งสองพระองค์สามารถบังคับเครื่องบินขึ้นบินและลงจอดได้อย่างสมบูรณ์แบบปราศจากข้อผิดพลาด จนเจ้าหน้าที่ Airbus ทั้งโรงงานต่างยืนปรบมือชื่นชมในพระอัจฉริยภาพ

 

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสชี้ว่า การเสด็จฯ เยือน Airbus ยังสะท้อนโอกาสทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยความสัมพันธ์ทวิภาคีทางด้านการบินระหว่างไทยและ Airbus นั้นมีมานานแล้ว ซึ่ง Airbus มีสำนักงานสาขาในไทย และกำลังให้ความสนใจอย่างยิ่งในการเข้ามาจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และสนามบินอู่ตะเภา เนื่องจากศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานเดิมของ Airbus ที่สิงคโปร์เริ่มประสบปัญหาความคับแคบและขยายพื้นที่ไม่ได้

 

ประกอบกับในแง่ของภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยมีนโยบายต่างประเทศที่เป็นมิตรและเป็นกลางอย่างเด่นชัด ไม่เลือกข้างมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งอย่างสุดโต่งเหมือนสิงคโปร์ ความมีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้ของไทย น่าจะทำให้นักลงทุนและรัฐบาลฝรั่งเศสมีความสบายใจและมั่นใจที่จะย้ายฐานการผลิตหรือสร้างห่วงโซ่อุปทานร่วมกับประเทศไทยในระยะยาว

 

ซีรีส์ความร่วมมือไทย-ฝรั่งเศส ความสำเร็จที่ไม่ได้เกิดโดยบังเอิญ

 

หากมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทางของความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะพบว่าการเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นเพียงเหตุการณ์เดียว

 

ภาพความร่วมมือและการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศส ปรากฏชัดเจนขึ้นผ่านหลายเหตุการณ์ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ยืนยันว่าทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีคำว่าบังเอิญ และผ่านการออกแบบและวางแผนร่วมกันอย่างประณีตและเป็นขั้นเป็นตอน

 

ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2569 ที่ฝรั่งเศสได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในฐานะผู้นำด้านการออกแบบแฟชั่น ซึ่งเป็นการยอมรับศักยภาพด้านวัฒนธรรมและแฟชั่นของไทย

 

 

ตามด้วยการจัดแสดงนิทรรศการ ‘ราชพัสตราสู่สากล (La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity)’ ณ พิพิธภัณฑ์ MAD ที่นำเสนอความงดงามของมรดกภูมิปัญญาไทย ผ่านฉลองพระองค์ ผ้ายกโบราณ งานหัตถศิลป์ชั้นสูง และผลงานร่วมสมัยจากนักออกแบบไทย ซึ่งดึงดูดผู้ชมแล้วกว่า 4 หมื่นคน

 

“สิ่งเหล่านี้ได้สร้างการรับรู้ ความเป็นเลิศทางวัฒนธรรมและความผูกพันที่แนบแน่นระหว่างสองประเทศอย่างลึกซึ้งในหัวใจของประชาชนฝรั่งเศส” เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสกล่าว

 

 

จากนั้นสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับขนาดใหญ่ เชิญแขกสำคัญกว่า 250 คน ทั้งคณะทูต นักการเมือง และบรรณาธิการแฟชั่น สื่อสารมวลชน เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ประเทศไทย

 

ต่อเนื่องมาด้วยการเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ (Official Visit) ของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระหว่างวันที่ 22–26 พฤษภาคม 2569 ซึ่งได้พบหารือกับประธานาธิบดีมาครง

 

 

โดยในการเยือนครั้งนี้ ยังมีรองนายกรัฐมนตรีถึง 5 คนร่วมทริป ได้แก่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา และซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม 

 

การไปเยือนฝรั่งเศสพร้อมกันของทั้ง 4 กระทรวงนี้ สะท้อนเป้าหมายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนทั้งในมิติด้านการเมือง การค้า การศึกษา และวัฒนธรรม

 

 

นอกจากนี้ ในมิติความร่วมมือทางการเมือง ไทยและฝรั่งเศสยังได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่เป้าหมายคือการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์

 

ภายหลังจากเสร็จสิ้นการเยือน สีหศักดิ์ และฌ็อง โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ยังได้ร่วมกันลงนามในแผนปฏิบัติการ (Plan of Action) เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายนี้ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

 

 

อย่างไรก็ตาม เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสยืนยันว่า แผนงานเพื่อเดินหน้าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศสจะยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ ซึ่งในช่วงปลายปีนี้ สถานทูตฯ จะจัดงานเทศกาลไทย (Thai Festival) ครั้งยิ่งใหญ่ที่ปารีสเพื่อนำเสนอวัฒนธรรมและผ้าไทย สอดรับกับเป้าหมายสำคัญที่ประเทศไทยกำลังยื่นขอขึ้นทะเบียนผ้าไทยเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในปารีส

 

ด้าน ผศ.คัคนางค์ คันธสายบัว หัวหน้าสาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า การที่ฝรั่งเศสหันมาหาไทยมากขึ้นจากหลายความร่วมมือที่เกิดขึ้นดังกล่าว ถือเป็นความพยายามเพื่อชูบทบาทของฝรั่งเศสให้กลับมาสู่สายตานานาชาติ โดยเป็นไปตามนโยบายของมาครง ที่ต้องการให้ฝรั่งเศสกลับมามีพื้นที่ในเวทีระหว่างประเทศ

 

เธอมองว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ผลจากการเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ จะส่งผลให้ไทยกับฝรั่งเศสมีความร่วมมือกันมากขึ้นในอนาคต โดยฝรั่งเศสน่าจะเป็นประเทศยุโรปที่ชัดเจนที่สุดแล้วในการแสดงออกถึงความร่วมมือที่มีต่อไทย

 

ไทยและฝรั่งเศสในฐานะ ‘ประเทศอำนาจกลาง’ ของโลกใหม่

 

ในโลกปัจจุบัน ที่กำลังเผชิญการแข่งขันและแบ่งขั้วระหว่างมหาอำนาจ ส่งผลให้หลายประเทศต้องเผชิญกับแรงกดดันในการเลือกข้าง และหลายประเทศรวมถึงไทยต้องพยายามรักษาพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของตนเองผ่านแนวคิดการทูตแบบ ‘ประเทศอำนาจกลาง’ หรือ Middle Power Diplomacy

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ให้ความเห็นว่า ท่ามกลางสภาวะที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความไม่แน่นอนและผันผวน และระเบียบโลกเก่าเริ่มไร้ประสิทธิภาพ ล้าสมัย และไม่สามารถตอบสนองความต้องการของโลกปัจจุบันได้ ความร่วมมือระหว่างไทยกับฝรั่งเศสที่เด่นชัดมากขึ้นครั้งนี้ คือ ‘โอกาสทอง’ ของทั้งไทยและฝรั่งเศส

 

เขามองว่า ทั้งสองประเทศต่างมีสถานะของ ‘ประเทศอำนาจกลาง’ ที่มีความคิดเห็นและจุดยืนสอดคล้องกันในหลายมิติ ซึ่งควรจะก้าวเข้ามาจับมือเป็นพันธมิตรเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและเขียนระเบียบโลกใหม่ โดยมีศักยภาพที่สามารถจะพึ่งพาและเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ บนสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกัน (Level Playing Field)

 

 

ขณะที่ผศ.คัคนางค์ ให้ความเห็นว่า ฝรั่งเศสนั้นสามารถเป็นพันธมิตรชาติตะวันตกที่เข้ามามีบทบาทกับไทยในการคานอำนาจจากการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐฯ ได้ โดยมีข้อดีคือทั้งไทยและฝรั่งเศสเองก็จะได้ประโยชน์จากความร่วมมือกันทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งฝรั่งเศสก็จะได้พื้นที่ในการส่งออกสินค้าเพิ่มมากขึ้นด้วย

 

ความเป็นกลางของฝรั่งเศสและนัยต่อข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

 

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากชาวไทย คือท่าทีของฝรั่งเศสต่อข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสกล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า แม้ฝรั่งเศสจะเคยเป็นเจ้าอาณานิคมของกัมพูชาและมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์การกำหนดเขตแดนในภูมิภาค แต่จากท่าทีที่ปรากฏตลอดช่วงการเสด็จฯ เยือนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของปารีสที่จะรักษาบทบาทความเป็นกลาง

 

“รัฐบาลฝรั่งเศสไม่ได้เพิ่งมาให้ความมั่นใจกับไทยแต่แสดงท่าทีที่ชัดเจนและรักษาสัจจะร่วมกับไทยมาโดยตลอด ซีรีส์ของกิจกรรมที่เกิดขึ้นในการเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ ก็เป็นการตอกย้ำให้เห็นเด่นชัดขึ้นไปอีกว่า ไทยและฝรั่งเศสสามารถเชื่อมั่นในความเป็น ‘มหามิตร’ ระหว่างกันได้”

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสมองว่า ในทางปฏิบัติจริง ที่ผ่านมารัฐบาลฝรั่งเศสได้ตัดประเด็นความสัมพันธ์กับกัมพูชาในฐานะเจ้าอาณานิคมทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง และประกาศจุดยืนความเป็นกลางอย่างเคร่งครัดในประเด็นปัญหาข้อพิพาทเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา

 

โดยฝรั่งเศสสนับสนุนแนวทางทวิภาคีให้ทั้งสองประเทศพูดคุยเจรจาหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ และสิ่งที่ฝรั่งเศสทำคือการให้สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลและเอกสารแผนที่ประวัติศาสตร์ในหอจดหมายเหตุแก่ทั้งไทยและกัมพูชาอย่างเท่าเทียมและโปร่งใสที่สุด

 

“การที่ฝรั่งเศสรักษาความเป็นกลางอย่างเป็นรูปธรรมนี้ ในทางยุทธศาสตร์ถือเป็นความสำเร็จอันงดงามยิ่งของการต่างประเทศไทย ซึ่งในฐานะเอกอัครราชทูตและสถานเอกอัครราชทูต มีหน้าที่สำคัญคือการดำรงรักษาความเชื่อมั่นและมิตรภาพอันต่อเนื่องนี้ไว้ให้มั่นคงที่สุด” เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสกล่าว

 

สำหรับประเทศไทย นี่ถือเป็นพัฒนาการที่มีนัยสำคัญ เพราะจะช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับบทบาทของฝรั่งเศสในประเด็นที่อ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ และสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า ฝรั่งเศสพร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกสันติและการเจรจาระหว่างคู่กรณี

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising