กลุ่มบริษัทบางจาก หรือ BCP ประกาศปิดดีลเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ Chevron Hong Kong Limited (CHK) จาก Chevron Companies (Greater China) Limited (CCGC) ด้วยมูลค่าประมาณ 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยปิดดีลเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 พร้อมเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Bangchak Hong Kong (BHK) เป็นกลยุทธ์ที่ปูทางบุกตลาดพลังงานเอเชียเหนือ โดยเงินลงทุนที่จะคืนทุนภายใน 5 ปี
ประเด็นสำคัญ
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า การตัดสินใจลงทุนในฮ่องกงครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำกลยุทธ์ของบริษัทที่มักเลือกลงทุนในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีกฎระเบียบชัดเจน และเป็นตลาดเสรี เช่นเดียวกับการลงทุนในนอร์เวย์ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งฮ่องกงสามารถตอบโจทย์ในฐานะเมืองท่า และประตูการค้า (Gateway) สู่ภูมิภาคเอเชียเหนือ (North Asia) ทั้งจีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แม้ในการประมูลแข่งขันจะมีผู้เสนอราคาสูงกว่าบางจากถึงเกือบ 35% แต่สุดท้ายบริษัทก็สามารถเจรจาตกลงกับผู้ขายและคว้าดีลนี้มาได้สำเร็จ โดยมองว่าตลาดค้าปลีก (Retail) ในฮ่องกงเป็นตลาดเสรีที่สามารถสร้างผลตอบแทนในระดับที่ดีเยี่ยม แม้ราคาหน้าปั๊มจะค่อนข้างสูงเนื่องจากต้องสะท้อนต้นทุนราคาที่ดิน แต่บางจากเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองที่จะเข้าไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม ดั่งที่เคยพิสูจน์ให้เห็นแล้วจากการเข้าซื้อแหล่งน้ำมันในนอร์เวย์จาก Shell ที่เดิมคาดว่าจะหมดอายุในปี 2027 แต่บางจากสามารถบริหารจัดการจนยืดอายุการผลิตไปได้ถึงปี 2040 รวมถึงความสามารถในการบริหารค่าการกลั่นในช่วงวิกฤต

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP
ปูพรมขยาย ‘เชื้อเพลิงชีวภาพ-SAF’ รุกเอเชียเหนือ
อีกหนึ่งแผนสำคัญ คือ การนำจุดแข็งด้านพลังงานสีเขียวของประเทศไทยเข้าไปขยายตลาดในต่างแดน นายชัยวัฒน์ให้มุมมองว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วโลก ทั้งปั๊ม ถัง ท่อ และเรือขนส่ง ล้วนถูกสร้างมาเพื่อรองรับเชื้อเพลิงเหลว บางจากจึงเตรียมนำเสนอทางเลือกพลังงานที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน โดยที่ผู้บริโภคไม่ต้องเปลี่ยนรถใหม่และไม่ต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิม
โดยบริษัทมีแผนที่จะนำเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น การนำน้ำมัน B10 ไปผสม รวมถึงผลิตภัณฑ์อย่างไบโอดีเซลและไบโอเอทานอล ส่งจากโรงกลั่นในประเทศเข้าไปทำตลาดที่ฮ่องกง
นอกจากนี้ บางจากยังมีความพร้อมจากการเป็นผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) รายแรกในไทยด้วยงบลงทุนกว่าหมื่นล้านบาท และมีน้ำมันเชื้อเพลิงทางทะเลแบบผสมไบโอฟิวเอล (B24) ซึ่งทำให้บางจากมีผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวภาพครอบคลุมทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ สอดรับกับเทรนด์ของภูมิภาคเอเชียเหนือ ทั้งฮ่องกง จีน และเกาหลีใต้ ที่มีแนวโน้มจะบังคับใช้ (Mandate) มาตรฐาน SAF ในช่วงปี 2028-2029
ใช้จุดแข็งฮ่องกง ฮับโลจิสติกส์-Financial Hub ต่อยอดธุรกิจพลังงาน
ปัจจุบัน บางจากมีศูนย์กลางการค้า (Trading) น้ำมันอยู่ที่สิงคโปร์และดูไบ ซึ่งเน้นการซื้อมาขายไป (Trading) แต่สำหรับการขยายฐานสู่ฮ่องกงในครั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าใช้ความได้เปรียบของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ และการเงิน (Financial Hub) เพื่อมาต่อยอดธุรกิจการค้าน้ำมัน เนื่องจากมูลค่าการเคลื่อนย้ายน้ำมันทั่วโลกนั้นสูงถึง 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นมูลค่าเกือบ 3 แสนล้านบาทต่อวัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งเข้ามารองรับ
สำหรับการลงทุนเพื่อขยายเข้าสู่เอเชียเหนือในครั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นแบบ Cherry-picking หรือเลือกลงทุนในสินทรัพย์เฉพาะที่ให้ผลตอบแทนดี มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดธุรกิจ
ชัยวัฒน์ เปรียบเทียบปรัชญาการบริหารความผันผวนของราคาน้ำมันไว้ว่า ในช่วงที่เป็นขาลงต้องรัดเข็มขัดให้รอด ส่วนช่วงที่เป็นขาขึ้นหรือ ‘ปีที่ฝนดีน้ำดี’ บริษัทต้องเร่งเก็บเกี่ยวผลกำไรเข้า ‘ยุ้งฉาง’ เพื่อกักตุนไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงที่ตลาดผันผวน
ส่วนข้อสงสัยที่ว่าการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ฮ่องกงเป็นพลังงานฟอสซิลอาจสวนทางกับเป้าหมาย Net Zero หรือไม่นั้น
ชัยวัฒน์ชี้แจงว่า สินทรัพย์เดิมที่มีอยู่ในโลกล้วนเป็นโครงสร้างฟอสซิล หากต้องการพลังงานสีเขียวล้วนจะต้องสร้างใหม่ทั้งหมด ดังนั้น การเข้าซื้อสินทรัพย์ฟอสซิลเดิมแล้วนำมาปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดการใช้ไฟ ลดต้นทุนพลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอนให้ต่ำที่สุด จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนได้เช่นกัน

สถานีบริการน้ำมันของ Bangchak Hong Kong (BHK)
ด้านจิราพรรณ เปาวรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท Bangchak Hong Kong Limited (BHK) เปิดเผยว่า ข้อมูลผลประกอบการที่น่าสนใจคือ รายได้ของ CHK ในปี 20225 อยู่ที่ประมาณ 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโตขึ้น 2-3% จากปี 2024 การเข้าซื้อกิจการที่มีกระแสเงินสดและรายได้มั่นคงในครั้งนี้ จึงเป็นการวางหมากตัวสำคัญเพื่อใช้ฮ่องกงเป็นประตู สู่ภูมิภาคเอเชียเหนือในอนาคต
สำหรับทิศทางธุรกิจที่น่าสนใจของ BHK ผ่าน 4 ประเด็นยุทธศาสตร์หลัก ดังนี้
1.สปริงบอร์ดสู่เอเชียเหนือและ Greater Bay Area
แม้ตลาดฮ่องกงอาจจะไม่ได้มีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับที่อื่น แต่มีความสำคัญในระดับยุทธศาสตร์ เพราะเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าที่สำคัญของภูมิภาคเอเชีย บางจากมองว่าการตั้งฐานที่ฮ่องกงคือประตูไปสู่เอเชียเหนือ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับพื้นที่ Greater Bay Area (GBA) ซึ่งครอบคลุม 9 มณฑลในจีนตอนใต้ มีประชากรกว่า 88 ล้านคน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถเสริมสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ รู้จักคู่ค้าในระดับสากลมากขึ้น และเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ในอนาคต
- สร้าง ‘ยอดขาย’ อยู่ที่น้ำมันเครื่องบิน-เดินเรือ แต่ค้าปลีกมี ‘มาร์จิ้นสูง’
เมื่อกางพอร์ตโฟลิโอยอดขายของ BHK ในปัจจุบัน จะพบว่าสัดส่วนยอดขายหลักมาจาก ธุรกิจน้ำมันอากาศยาน (Aviation) ประมาณ 40% และน้ำมันเชื้อเพลิงเรือเดินสมุทร (Marine) ประมาณ 35% ตามมาด้วยธุรกิจเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม (C&I) 23% ขณะที่ธุรกิจค้าปลีก (Retail) มีสัดส่วนเพียง 2% เท่านั้น
แต่เมื่อเจาะลึกถึง อัตรากำไร(Margin) ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ กลับพบภาพที่สวนทางกับปริมาณยอดขาย โดยสามารถจัดเรียงลำดับกลุ่มธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูงที่สุด 4 อันดับ ดังนี้
- อันดับ 1 ธุรกิจค้าปลีก (Retail) แม้สัดส่วนยอดขายจะน้อยที่สุด แต่เป็นกลุ่มที่สร้างรายได้หลักและมาร์จิ้นได้สูงที่สุด เนื่องจากโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการในฮ่องกงเป็นแบบตลาดกลไกเสรี (Free Market) ทำให้มีอัตรากำไรค่อนข้างดี
- อันดับ 2 ธุรกิจเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม (Commercial and Industrial : C&I) กลุ่มนี้มีความได้เปรียบสูงจากการที่ BHK เป็น 1 ใน 4 ผู้เล่นในตลาดค้าปลีกฮ่องกงที่มี ‘คลังน้ำมัน’ เป็นของตัวเอง ทำให้มีศักยภาพในการแข่งขันสูง
- อันดับ 3 ธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินสมุทร (Marine) ตลาดน้ำมันเรือเดินสมุทรในฮ่องกงมีความต้องการสูงถึงราว 6,000 ล้านลิตรต่อปี มาร์จิ้นอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่อาจมีความผันผวนตามปัจจัยโลจิสติกส์โลก
- อันดับ 4 ธุรกิจน้ำมันอากาศยาน (Aviation) ทำยอดขายได้สูงที่สุด แต่อัตรากำไรอยู่ในลำดับสุดท้ายและมีความผันผวน

จิราพรรณ เปาวรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท Bangchak Hong Kong Limited (BHK)
- ธุรกิจปั๊มน้ำมัน 31 แห่ง ไม่เน้นขยายสาขา แต่ลุยทยอยติดจุดชาร์จ EV
ปัจจุบัน BHK มีการดำเนินการธุรกิจค้าปลีกน้ำมันผ่านสถานีบริการในฮ่องกง รวม 31 แห่ง คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 17% จากสถานีบริการทั้งหมดราว 130-150 แห่งในฮ่องกง มียอดขายเฉลี่ยสูงถึง 380,000 ลิตรต่อปั๊มต่อเดือน ในด้านการสร้างแบรนด์ บริษัทมีแผนที่จะใช้แบรนด์ Chevron และ Techron ไปก่อนในช่วง 2-5 ปีแรก เพื่อศึกษาการยอมรับของผู้บริโภค ก่อนจะนำแบรนด์บางจากเข้าไปทำตลาด
ทั้งนี้ บริษัทยืนยันชัดเจนว่า ‘ไม่มีแผนที่จะเพิ่มจำนวนสถานีบริการ’ ที่มีอยู่รวม 31 แห่ง เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่และต้นทุนการเช่าที่ดินจากรัฐบาลที่สูงมาก แต่เป้าหมายการเติบโตจะมาจากการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Add value) ให้กับสถานีบริการเดิมที่มีอยู่
โดยเฉพาะการรับมือกับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มียอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่เป็น EV สูงถึงเกือบ 70% รัฐบาลฮ่องกงเองก็สนับสนุนให้มีการติดตั้ง EV อย่างจริงจัง บริษัทจึงมี แผนที่จะทยอยติดตั้งจุดชาร์จ EV เข้าไปในสถานีบริการ ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มนำร่องเปิดให้บริการสถานีที่มีทั้งหัวจ่ายน้ำมันและจุดชาร์จ EV อยู่ในพื้นที่เดียวกันเป็นเจ้าแรกๆ ในตลาดแล้ว

สถานีชาร์จรถ EV ของ Bangchak Hong Kong (BHK) ในฮ่องกง
- ปักธง ‘พลังงานสีเขียว’ รับนโยบายฮับเชื้อเพลิงเรือรักษ์โลก
อีกทั้งทิศทางที่สอดคล้องกันอย่างลงตัวกับบางจากฯ คือ รัฐบาลฮ่องกงได้ประกาศเป้าหมายที่จะเป็น ‘ฮับภูมิภาคของเชื้อเพลิงเรือเดินสมุทรสีเขียว’ บริษัทจึงมีแผนที่จะนำผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่เป็นจุดแข็งจากโรงกลั่นในไทย เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ B24 สำหรับเรือเดินสมุทร (Marine Biofuel) เข้าไปบุกตลาดในฮ่องกง
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ซึ่งคาดว่าจะมีการกำหนดข้อบังคับ (Mandate) ในเร็วๆ นี้ โดยฮ่องกงมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ผลิตจึงต้องอาศัยการนำเข้าเป็นหลัก นี่จึงเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ BHK จะกลายเป็นช่องทางระบายผลิตภัณฑ์จากโรงกลั่นบางจาก ศรีราชา ในอนาคต หากมีปริมาณการผลิตที่ล้นตลาดในประเทศ รวมถึงการต่อยอดธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (Trading) ของกลุ่ม BCPT สู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในฮ่องกงอีกด้วย
DBS-OCBC ปล่อยกู้ 60% ชู IRR 15% คาดคืนทุนใน 5 ปี
ด้านภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยรายละเอียดโครงสร้างทางการเงินสำหรับการเข้าลงทุนซื้อหุ้นกิจการบริษัท Chevron Hong Kong Limited (CHK) มูลค่ารวม 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยระบุว่าบริษัทได้เตรียมความพร้อมด้านแหล่งเงินทุนไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเงินกู้ยืมสถาบันการเงินและกระแสเงินสดของบริษัท
สำหรับการเข้าทำรายการในครั้งนี้ BCP ได้วางสัดส่วนแหล่งเงินทุน แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้
บริษัทใช้เงินกู้ยืมจำนวนประมาณ 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 60% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด โดยได้รับการสนับสนุนวงเงินกู้ร่วมกันจาก 2 ธนาคารชั้นนำ ได้แก่ ธนาคาร DBS และ ธนาคาร OCBC
โดยวงเงินดังกล่าวเป็นสินเชื่อระยะยาว (Term Loan) อายุ 5 ปี ซึ่งจะใช้วิธีการทยอยผ่อนชำระคืน โดยไม่ได้ใช้รูปแบบสินเชื่อระยะสั้น (Bridge Loan) แต่อย่างใด ในขณะที่ต้นทุนทางการเงิน (Cost of Funds) ถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ (Competitive) โดยมีอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 5%
สำหรับวงเงินส่วนที่เหลือ บริษัทจะใช้กระแสเงินสด (Cash) ของบริษัทเองในการเข้าลงทุน โดยภัทร์ภูรีย้ำว่าดีลนี้บริษัท ไม่มีความจำเป็นต้องออกหุ้นกู้ ในอนาคตเพื่อมาใช้เป็นแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม
ทั้งนี้การลงทุนในครั้งนี้ผลตอบแทนทางการเงิน (Financial Returns) จากการเข้าซื้อกิจการ CHK ในครั้งนี้ ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี โดยดีลนี้มีมูลค่าคิดเป็นอัตราส่วน EV/EBITDA ที่ 5 เท่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทจะสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น
อีกทั้งทีมลงทุนของ BCP ประเมินว่าโครงการนี้จะให้อัตราผลตอบแทนค่อนข้างสูง โดยมี IRR อยู่ที่ประมาณ 15% ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานผลตอบแทนที่บางจากมักจะมองหาในการลงทุนส่วนใหญ่
สำหรับระยะเวลาคืนทุน 5 ปีที่ประเมินไว้นั้น เป็นเพียงการคำนวณขั้นต่ำจากฐานธุรกิจสถานีบริการน้ำมันที่มีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น หากในอนาคตบริษัทมีการต่อยอดขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจโลจิสติกส์อื่นๆ เพิ่มเติม ก็อาจทำให้ระยะเวลาคืนทุนรวดเร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้

คณะผู้บริหาร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เดินทางไปเปิดสำนักงาน Bangchak Hong Kong Limited (BHK) หลังปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong Limited (CHK)

