ทุกเช้าของกรุงเทพมหานคร เด็กจำนวนมากต้องตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเพื่อเดินทางไปโรงเรียน บางคนใช้เวลาอยู่บนท้องถนนวันละ 3-4 ชั่วโมง ขณะที่ผู้ปกครองต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ค่าเดินทาง และต้นทุนการเลี้ยงดูที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี รวมถึงความเสี่ยงจากมลพิษทางอากาศอย่าง PM2.5 ทั้งหมดนี้อาจไม่ใช่ภาษีที่ถูกเรียกเก็บโดยรัฐ แต่เป็น ‘ภาษีสังคม’ ที่เด็กและครอบครัวในเมืองหลวงต้องจ่ายเพื่อแลกกับโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ประเด็นสำคัญ
หากถามว่าอะไรคือมาตรวัดความสำเร็จของเมืองหลวง คำตอบของนักผังเมืองอาจเป็นจำนวนกิโลเมตรของรถไฟฟ้า คำตอบของนักเศรษฐศาสตร์อาจเป็นตัวเลข GDP ที่เติบโต แต่สำหรับ ศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าราชการ กทม. และผู้ช่วยหาเสียงทีมชัชชาติ คำตอบคือ ‘ชีวิตของเด็กกรุงเทพฯ’
ขณะที่ ผศ.ดร.เดชรัต สุขกำเนิด จากพรรคประชาชน มองว่า คุณภาพชีวิตของเด็กไม่ได้ถูกกำหนดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ยังรวมถึงเวลาในการเดินทาง พื้นที่เรียนรู้ และต้นทุนในการเติบโตในเมืองหลวง
เมื่อการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครปี 2569 กำลังใกล้เข้ามา คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่าใครจะสร้างเมืองที่ทันสมัยกว่าเดิม แต่คือใครจะทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตในกรุงเทพฯ ได้โดยต้องจ่าย ‘ภาษีสังคม’ น้อยลงกว่าเดิม
จาก Education สู่ Learning
ศานนท์อธิบายว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา กทม. พยายามปรับแนวคิดด้านการศึกษา จากการมองเพียงเรื่อง Education หรือการเรียนในห้องเรียน ไปสู่ Learning หรือการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการลดความเหลื่อมล้ำ เปิดโอกาสให้เด็กทุกคนเข้าถึงการพัฒนา และสร้างเมืองที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการปรับหลักสูตรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการออกแบบนโยบายใหม่ทั้งระบบ ผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาเด็กปฐมวัย การศึกษาภาคบังคับ การพัฒนาทักษะอาชีพ และการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านพื้นที่สร้างสรรค์ทั่วเมือง
หนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญที่สุดคือการดูแลเด็กปฐมวัย อายุ 0-6 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สมองและพัฒนาการเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อ 4 ปีก่อน พบว่าการดูแลเด็กเล็กกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักการศึกษา สำนักพัฒนาสังคม และสำนักอนามัย ทำให้ขาดการเชื่อมโยงและไม่สามารถดูแลเด็กได้อย่างครอบคลุม
ขณะนั้น กรุงเทพฯ มีเด็กปฐมวัยราว 280,000 คน แต่ระบบของ กทม. สามารถรองรับได้เพียงประมาณ 50,000 คนเท่านั้น เด็กอีกจำนวนมากจึงอยู่นอกระบบการดูแลที่มีคุณภาพ สาเหตุสำคัญมาจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจของครอบครัว โดยเฉพาะแรงงานรายวันหรือผู้มีรายได้น้อยที่ไม่สามารถส่งลูกเข้าเนอร์เซอรีเอกชนได้
กทม. จึงเริ่มจากการเปิดรับเด็กอนุบาล 1 หรืออายุ 3 ปี ในโรงเรียนสังกัด กทม. จากเดิมที่รับเฉพาะอนุบาล 2 และ 3 ทำให้สามารถดึงเด็กเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นกว่า 10,000 คน ผ่านโรงเรียนมากกว่า 300 แห่ง พร้อมยกระดับสภาพแวดล้อมให้เป็นห้องเรียนปลอดฝุ่นและมีระบบปรับอากาศ
นอกจากนี้ ยังมีการแก้ไขข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเพื่อเปิดทางให้อุดหนุนศูนย์เด็กเล็กนอกชุมชนได้ รวมถึงทดลองแนวคิด ‘บ้านยายใหญ่’ ที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุในชุมชนเข้ามามีบทบาทดูแลเด็กอ่อน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ที่ต้องกลับไปทำงาน
ผลจากมาตรการเหล่านี้ทำให้จำนวนเด็กที่ กทม. ดูแลได้เพิ่มขึ้นจาก 50,000 คน เป็นกว่า 62,000 คน และลดสัดส่วนเด็กที่หลุดจากระบบลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
กระนั้น แม้งบประมาณของโรงเรียนรัฐจะไม่สามารถเทียบกับโรงเรียนนานาชาติหรือโรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่ได้ แต่ กทม. เลือกลงทุนกับคุณภาพการเรียนรู้ หนึ่งในโครงการสำคัญคือการพัฒนาทักษะสมองด้าน Executive Functions (EF) ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่ช่วยให้เด็กคิดเป็น วางแผนเป็น และควบคุมตนเองได้
กทม. จัดทำแผนการสอนกลางสำเร็จรูปตลอด 40 สัปดาห์ต่อปี เพื่อช่วยให้ครูสามารถนำไปใช้ได้ทันที พร้อมพัฒนาเครื่องมือการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้ง่าย ผลการประเมินพบว่า ศูนย์เด็กเล็กจำนวนมากสามารถยกระดับพัฒนาการด้าน EF ของเด็กได้ดีขึ้น และมีเด็กที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ศานนท์มองว่า “การศึกษาปฐมวัยที่ดีที่สุด ไม่ใช่การลงทุนซื้อเครื่องไม้เครื่องมือราคาแพง แต่คือการชวนเด็กกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์และธรรมชาติที่สุดผ่านการเล่น”

ศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. และผู้ช่วยหาเสียงทีมชัชชาติ
แฟ้มภาพ: ฐานิส สุดโต
ความเหลื่อมล้ำ คือโจทย์ใหญ่ของโรงเรียนกรุงเทพฯ
เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับประถมศึกษา ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นโจทย์สำคัญของกรุงเทพฯ เพราะมีทั้งโรงเรียนที่มีผลการเรียนอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก และโรงเรียนอีกจำนวนมากที่ยังมีผลสัมฤทธิ์ต่ำ
เป้าหมายของ กทม. จึงไม่ใช่เพียงการสร้างโรงเรียนต้นแบบ แต่คือการทำให้โรงเรียนทุกแห่งมีคุณภาพใกล้เคียงกันมากขึ้น ผ่านการลงทุนในห้องเรียนปลอดฝุ่น ห้องเรียนอนุบาลต้นแบบ ห้องเรียนดิจิทัล และโครงการโรงเรียนสองภาษา
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มมีผู้ปกครองจำนวนหนึ่งย้ายบุตรหลานกลับเข้ามาเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. มากขึ้น ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อโรงเรียนรัฐ
อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญคือ การพัฒนาเด็กเพียงฝ่ายเดียวไม่เพียงพอ หากครอบครัวไม่ได้รับการสนับสนุน จึงเกิดโครงการ ‘ห้องเรียนพ่อแม่’ ในโรงเรียนนำร่องกว่า 100 แห่ง โดยร่วมกับกรมสุขภาพจิต จัดหลักสูตรอบรมผู้ปกครองเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก การสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว และการส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์
จัดกิจกรรมอย่างการอ่านนิทาน การกอดลูก หรือการใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเด็ก
เมืองจะสอบผ่าน ก็ต่อเมื่อเด็กเก่งกว่าพ่อแม่
แม้หลายโครงการจะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม แต่เมื่อถูกถามว่า “กรุงเทพมหานครสอบผ่านแล้วหรือยังในฐานะเมืองสำหรับเด็ก” ศานนท์ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ยังไม่ผ่าน”
เพราะแม้จะมีเด็กจำนวนมากที่ได้รับโอกาสและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ก็ยังมีอีกหลายกลุ่มที่เข้าไม่ถึงโอกาสเหล่านั้น สำหรับศานนท์ ตัวชี้วัดสำคัญที่สุดของเมืองไม่ใช่จำนวนโครงการหรือเม็ดเงินงบประมาณที่ใช้ไป แต่คือความสามารถของโรงเรียนรัฐในการเปลี่ยนชีวิตคน
หากเด็กคนหนึ่งที่เติบโตในโรงเรียนรัฐสามารถมีความรู้ ทักษะ และโอกาสที่ดีกว่าพ่อแม่ของตนเองได้ นั่นจึงจะเป็นสัญญาณว่าเมืองแห่งนี้ประสบความสำเร็จจริง
อย่างไรก็ตาม หากมองคุณภาพชีวิตเด็กผ่านมิติที่กว้างกว่าการศึกษาในโรงเรียน คำถามสำคัญยังรวมถึงเวลา พื้นที่ และต้นทุนในการเติบโตในเมืองหลวงด้วย
เด็กกรุงเทพฯ ต้องมีเวลาและพื้นที่สำหรับการเติบโต
ในมุมมองของ ผศ.ดร.เดชรัต สุขกำเนิด จากพรรคประชาชน ปัญหาคุณภาพชีวิตของเด็ก กทม. จำเป็นต้องมองให้กว้างกว่ารั้วโรงเรียน เขามองว่า เด็กจำนวนมากต้องเสียเวลาอยู่บนท้องถนนหลายชั่วโมงต่อวัน ส่งผลให้มีเวลาพักผ่อน ทำกิจกรรม หรือใช้เวลาร่วมกับครอบครัวน้อยลง
ขณะเดียวกัน แม้กรุงเทพฯ จะมีแหล่งเรียนรู้จำนวนมาก แต่หลายแห่งกลับมีต้นทุนในการเข้าถึง ทั้งค่าใช้จ่ายและภาระการเดินทาง ทำให้เด็กจากครอบครัวเปราะบางไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียม

ผศ.ดร.เดชรัต สุขกำเนิด จากพรรคประชาชน
แฟ้มภาพ: พงศ์มนัส ทาศิริ
นอกจากนี้ ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวยังส่งผลโดยตรงต่อโอกาสทางการศึกษา ตั้งแต่การเข้าถึงโรงเรียนที่มีคุณภาพ ไปจนถึงกิจกรรมเสริมทักษะนอกห้องเรียน
เมื่อถูกถามถึงชีวิตของเด็กกรุงเทพฯ ที่ต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อเดินทางไปโรงเรียน เดชรัตมองว่าเป็นสิ่งที่สังคมไม่ควรยอมรับ เพราะไม่เพียงส่งผลต่อความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวัน แต่ยังกระทบต่อพัฒนาการ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว
เขาเสนอให้กทม. พัฒนาระบบขนส่งสำหรับนักเรียน เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง เปิดพื้นที่ของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยให้เป็นพื้นที่เรียนรู้สาธารณะสำหรับเด็กและครอบครัว รวมถึงเพิ่มสวัสดิการด้านการศึกษา ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอนของครู และขยายศูนย์ดูแลเด็กเล็กของรัฐให้เพียงพอต่อความต้องการ
ลดต้นทุนชีวิต เพิ่มโอกาสให้เด็ก
แม้ศานนท์ และเดชรัตจะมองปัญหาจากคนละมุม แต่ทั้งสองแนวคิดกลับมีจุดร่วมสำคัญ
ศานนท์เชื่อว่า การยกระดับคุณภาพโรงเรียนใกล้บ้านจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและลดความจำเป็นในการเดินทางข้ามเมือง
ขณะที่เดชรัตมองว่า การคืนเวลาให้เด็กผ่านระบบขนส่งที่ดีขึ้นและการเพิ่มพื้นที่เรียนรู้ใกล้บ้าน คือหัวใจของการยกระดับคุณภาพชีวิต
ทั้งสองแนวคิดต่างสะท้อนโจทย์เดียวกัน นั่นคือการลดต้นทุนที่ครอบครัวกรุงเทพฯ ต้องแบกรับ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนด้านเวลา ต้นทุนทางการเงิน หรือข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาส
ในท้ายที่สุด ไม่ว่าคำตอบจะเป็นโรงเรียนคุณภาพใกล้บ้าน ระบบขนส่งนักเรียน หรือศูนย์ดูแลเด็กเล็กที่เพียงพอ โจทย์ร่วมของทุกนโยบายคือการลด ‘ภาษีสังคม’ ที่เด็กและครอบครัวกรุงเทพฯ ต้องจ่ายอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเวลาบนท้องถนน ค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงโอกาส หรือความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากรหัสไปรษณีย์ที่พวกเขาอาศัยอยู่
เพราะเมืองที่น่าอยู่จริงไม่ได้วัดจากจำนวนตึกสูงหรือเส้นทางรถไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว หากแต่วัดจากความสามารถในการทำให้เด็กทุกคนมีโอกาสเริ่มต้นชีวิตอย่างเท่าเทียม และเติบโตได้เต็มศักยภาพโดยไม่ถูกกำหนดอนาคตจากฐานะของครอบครัวหรือพื้นที่ที่พวกเขาเกิดมา
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า กรุงเทพมหานครมีโรงเรียนมากพอหรือมีโครงการพัฒนามากแค่ไหน แต่คือเมืองนี้สามารถลด ‘ภาษีสังคม’ ที่เด็กต้องแบกรับตั้งแต่วันแรกของชีวิตได้มากพอแล้วหรือยัง


