การประชุม Summer Davos ประจำปี 2026 จัดขึ้นที่เมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 23-25 มิถุนายนนี้ ภายใต้หัวข้อ ‘การสร้างสรรค์นวัตกรรมขนานใหญ่’ (Innovating at Scale) มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,700 คนจากกว่า 90 ประเทศทั่วโลก เพื่อร่วมกันสำรวจว่า โลกจะสามารถรับมือกับความท้าทายและสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับการเติบโตในยุคปัจจุบันได้อย่างไร
ประเด็นสำคัญ
ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกปั่นป่วนและสภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางเสี่ยงต่อการแตกแยก (Fragmentation) เวทีนี้ได้กลายเป็นสมรภูมิและพื้นที่เจรจาทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญ
นี่คือ สรุปประเด็นสำคัญทาง ภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิเศรษฐศาสตร์ บนเวที Summer Davos 2026
ความสัมพันธ์ ‘สหรัฐฯ-จีน’ และการก้าวข้าม ‘กับดักทูซิดิดีส’
ความสัมพันธ์ที่สั่นคลอนระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน เพิ่ม ‘ความซับซ้อน’ ให้กับสถานการณ์โลก โดย แกรแฮม อัลลิสัน ศาสตราจารย์ชื่อดังจาก Harvard Kennedy School ได้ร่วมให้ความเห็นภายในงาน Summer Davos ปีนี้ โดยได้หยิบยกบทเรียนจากอดีตผ่านแนวคิด ‘กับดักทูซิดิดีส’ ซึ่งเป็น ‘ภาวะที่มหาอำนาจใหม่ลุกขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจเดิม’ ซึ่งในอดีตมักจบลงด้วยสงคราม หากใช้การทูตแบบเดิมๆ
อย่างไรก็ตาม อัลลิสันยังมีมุมมองเชิงบวกที่เชื่อว่า ทั้งสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนและ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังพยายามนิยามความสัมพันธ์ใหม่ หรือกำหนดกรอบใหม่ในรูปแบบที่จะเอาชนะกับดักทูซิดิดีสได้
อัลลิสันระบุว่า การที่จีนตอบโต้การตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ด้วยการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare-Earth) ทำให้ทรัมป์ตระหนักได้ว่า ขณะนี้สหรัฐฯ กำลังเผชิญหน้ากับประเทศที่มีศักยภาพทัดเทียมกัน และผู้นำทั้งสองกำลังพยายามกำหนดกรอบความสัมพันธ์ใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งรุนแรง
สภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางและชะลอตัว
เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอยู่ใน ‘ภาวะที่ซบเซา’ (Tepid Environment) จนทำให้ธนาคารโลกต้องปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทั่วโลกลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19
ปัจจัยกดดันประกอบด้วยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งทางเรือในตะวันออกกลาง รวมไปถึงความเสี่ยงที่โลกจะสูญเสียโอกาสในการเติบโตหากเกิดภาวะ ‘การแบ่งขั้วอย่างรุนแรง’ (Severe Fragmentation)
วิสัยทัศน์ ‘โอกาสจากจีน 2.0’ (China Opportunity 2.0)
หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนได้ชูแนวคิดนี้ เพื่อสื่อถึงการเสริมศักยภาพทางนวัตกรรมรอบด้าน และโอกาสทางการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสำหรับบริษัทผู้ประกอบการจากทั่วโลก
หลี่กล่าวว่า ความร่วมมือที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเป็นตัวเลือกที่มิอาจหลีกเลี่ยงในการก้าวข้ามภาวะชะงักงันของการเติบโตทั่วโลก พร้อมเรียกร้องการเชื่อมต่อและประสานงานอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น รวมถึงรวบรวมจุดแข็งทางนวัตกรรมอย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีควรเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและกำกับดูแลร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นายกรัฐมนตรีจีน เน้นย้ำว่าในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) เศรษฐกิจจีนมีเสถียรภาพ มีความสร้างสรรค์ และบูรณาการเข้ากับโลก โดยกุญแจสำคัญที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมั่นคงและแข็งแกร่งในระยะยาวคือ ‘การพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม’
การเติบโตแบบก้าวกระโดดของ AI จีน
นายกรัฐมนตรีจีนยังกล่าวว่า ภาคส่วน AI ของจีนมีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และมีปริมาณการใช้โทเคนต่อวันพุ่งทะลุหนึ่งแสนล้านล้านโทเคนเมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งอยู่ในกลุ่มสูงสุดของโลก
นอกจากนี้เทคโนโลยี ‘ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ’ (Embodied AI) ได้เริ่มก้าวเข้าสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ขนานใหญ่แล้ว ในขณะเดียวกัน จีนยังยืนยันความมุ่งมั่นที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำกับดูแล AI ระดับโลกอย่างมีความรับผิดชอบและสร้างสรรค์
โอกาสและความเสี่ยงจากเทคโนโลยี AI
นวัตกรรม AI ถูกมองว่า เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และกำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการเปิดโอกาสใหม่ๆ ในด้านการศึกษาและสาธารณสุข แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการที่ AI จะเข้ามาแย่งงาน ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการนำไปใช้ในความขัดแย้ง
มิเรก ดูเชก กรรมการผู้จัดการของ World Economic Forum (WEF) ได้เน้นย้ำว่า ความท้าทายหลักของผู้นำระดับโลกคือ การรับประกันว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหล่านี้จะส่งผลดีต่อ ‘เศรษฐกิจจริง’ (Real Economy) และไม่ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านเทคโนโลยี
ทางด้าน มาร์เจอรี เคราส์ ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของ APCO ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์และกิจการสาธารณะระดับโลกจากสหรัฐฯ มองว่า ภายใต้แนวคิด ‘Innovating at Scale’ มีการประเมินว่า ผู้คนจะไม่ตกงานเพราะ AI โดยตรง แต่คนที่จะตกงานคือคนที่ไม่รู้จักวิธีใช้ AI
อีกทั้ง AI ควรถูกนำมาใช้ในฐานะ ‘เครื่องมือ’ ของเรา อย่าปล่อยให้ AI ครอบงำหรือเป็น ‘เจ้านาย’ ของเรา โดยบุคลากรที่เป็นที่ต้องการคือ คนที่มีความกระตือรือร้น ฉลาด รู้จักตั้งคำถามกับ AI เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดออกมาใช้ในงานวิจัยหรือส่วนที่ AI ทำได้ดี รวมถึงต้องสามารถทำหน้าที่เป็น ‘นักแปล’ ที่นำความเข้าใจจาก AI มาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์จริงได้อย่างเหมาะสม
ภาพ: weforum.org
อ้างอิง:
- https://www.weforum.org/meetings/annual-meeting-of-the-new-champions-2026/sessions/opening-plenary-0a1421c51e/
- https://news.cgtn.com/news/2026-06-23/VHJhbnNjcmlwdDkxMjAz/index.html?
- https://www.france24.com/en/live-news/20260624-geopolitics-and-ai-in-spotlight-at-china-s-summer-davos?
- https://english.news.cn/20260624/51e73498833b4b27bdbe107d45de68f8/c.html
- https://english.news.cn/20260624/dc4b8563328149209c6f73456344f441/c.html


