เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ประกาศลาออกจากตำแหน่งในวันนี้ (22 มิถุนายน) พร้อมให้คำมั่นว่าจะทำหน้าที่รักษาการจนกว่ากระบวนการเลือกผู้นำคนใหม่จะเสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านอำนาจจะเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นระเบียบเรียบร้อย ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ระส่ำระสาย
ประเด็นสำคัญ
สตาร์เมอร์ วัย 63 ปี แถลงข่าวหน้าทำเนียบบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก โดยยอมรับว่าเขาได้รับฟังเสียงสะท้อนจากภายในพรรคเลเบอร์ ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล และตระหนักดีว่าตนเองไม่ใช่บุคคลที่เหมาะสมที่จะนำพาพรรคสู้ศึกการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2029 อีกต่อไป
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสตาร์เมอร์เผชิญแรงกดดันอย่างหนักมานานหลายเดือน แม้ก่อนหน้านี้จะยืนกรานว่าจะต่อสู้เพื่อรักษาตำแหน่ง แต่การสูญเสียแรงสนับสนุนภายในพรรคอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาตัดสินใจทบทวนอนาคตทางการเมืองในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และประกาศก้าวลงจากตำแหน่งในที่สุด
สำหรับการเลือกผู้นำคนใหม่ สตาร์เมอร์ระบุว่าจะขอให้คณะกรรมการบริหารพรรคเลเบอร์กำหนดกรอบเวลา โดยกระบวนการเสนอชื่อจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 9 กรกฎาคม และปิดรับสมัครช่วงกลางเดือนเดียวกัน ซึ่งหากมีผู้ลงแข่งขันมากกว่าหนึ่งคน คาดว่าการลงคะแนนทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม ในการแถลงครั้งนี้ สตาร์เมอร์ไม่ได้เอ่ยชื่อ แอนดี เบิร์นแฮม ตัวเต็งคนสำคัญที่หลายฝ่ายคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นมาแทนที่เขา
ในช่วงท้ายของการแถลง หลังจากสรุปผลงานตลอด 2 ปีของการบริหารประเทศ สตาร์เมอร์ ซึ่งมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าทื่อเหมือนหุ่นยนต์ เริ่มมีน้ำเสียงสั่นเครือเมื่อกล่าวขอบคุณครอบครัวที่อยู่เคียงข้าง
“เมื่อผมก้าวลงจากตำแหน่งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศนี้ ผมจะใช้เวลามากขึ้นกับหน้าที่ที่สำคัญที่สุด นั่นคือการเป็นสามีที่ดีที่สุดให้กับ วิก ภรรยาที่ยอดเยี่ยมผู้เป็นดั่งเสาหลักเคียงข้างผมทั้งในยามสุขและยามทุกข์ และเป็นพ่อที่ดีที่สุดให้กับลูกๆ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจและความสุขในชีวิตของผม” สตาร์เมอร์กล่าว
ความท้าทายของผู้นำคนที่ 7 หลังยุค Brexit
ไม่ว่าใครจะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งต่อจากสตาร์เมอร์ ผู้นำคนใหม่จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ของสหราชอาณาจักร นับตั้งแต่การลงประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) เมื่อ 10 ปีก่อน
อัตราการเปลี่ยนผู้นำ ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในรอบเกือบ 20 ปีของอังกฤษ สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากของรัฐบาลในการรักษาฐานเสียงจากกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ที่กำลังไม่พอใจกับความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องของภาครัฐในการยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ พัฒนาบริการสาธารณะ และการแก้ปัญหาผู้อยพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย
กระแสกดดันต่อเก้าอี้ผู้นำของสตาร์เมอร์ซึ่งก่อตัวมานานหลายเดือน ได้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (19 มิถุนายน) หลังจากที่ แอนดี เบิร์นแฮม นายกเทศมนตรีเมืองเกรทเทอร์แมนเชสเตอร์ สามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกลับเข้าสู่สภาเวสต์มินสเตอร์ได้สำเร็จ โดยสามารถเอาชนะผู้สมัครจากพรรค Reform UK ของไนเจล ฟาราจ ซึ่งเป็นพรรคที่มีคะแนนนิยมนำในโพลระดับประเทศมานานกว่าหนึ่งปี
ชัยชนะของเบิร์นแฮม ซึ่งเป็นนักการเมืองอาชีพที่ขึ้นชื่อว่ามีทักษะการสื่อสารที่ยอดเยี่ยม ได้จุดประกายความหวังให้กับบรรดา สส. พรรคเลเบอร์ ว่าเขาจะสามารถพลิกฟื้นคะแนนนิยมของพรรคที่กำลังดิ่งลงเหวภายใต้การนำของสตาร์เมอร์ โดยเรตติ้งของสตาร์เมอร์ทุบสถิติต่ำสุดของผู้นำอังกฤษทุกคนที่เคยมีมา
อย่างไรก็ตาม สถานีโทรทัศน์ Sky News รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้อาจไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เนื่องจาก เวส สตรีตติง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยังคงตั้งใจที่จะลงชิงเก้าอี้ผู้นำพรรคเช่นกัน ซึ่งหากเกิดการท้าชิงหลายฝ่าย พรรคเลเบอร์อาจต้องเผชิญกับรอยร้าวภายใน และอาจส่งผลให้กลไกการบริหารราชการแผ่นดินต้องหยุดชะงักลง
ในส่วนของ แอนดี เบิร์นแฮม ปัจจุบันยังไม่ได้ออกมาแสดงวิสัยทัศน์หรือแจกแจงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม โดยนอกจากการระบุเพียงว่า ประเทศจำเป็นต้องเกิด “การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่” และเขาต้องการลดค่าครองชีพของประชาชนแล้ว เบิร์นแฮมยังไม่ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศ ระบบเศรษฐกิจ และการป้องกันประเทศ
การเปลี่ยนแปลงผู้นำครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยปัจจุบันสหราชอาณาจักรเผชิญกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) จากภาระหนี้สินและดอกเบี้ยที่พุ่งสูง ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโตช้าสะสมมานานหลายปี ความตึงเครียดในการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ตลอดจนความจำเป็นในการลงทุนด้านต่างๆ เช่น การป้องกันประเทศ
ภาพ: Alastair Grant / Pool via REUTERS
อ้างอิง:


