‘ศุภจี’ วางเป้าหาตลาดใหม่ ย้ำปีนี้ 2569 เร่งปิดดีล FTA ยุโรป แคนาดา อังกฤษ และภาษีสหรัฐฯ เผย 4 ปี ต้องกระจายการค้าเข้าถึงกลุ่ม SME เพิ่มขึ้น อัปเกรดท่องเที่ยวไทย
ประเด็นสำคัญ
วันที่ 22 มิ.ย. ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมแถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1 ในด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ว่า เป้าหมาย 4 ปีจากนี้
“เมื่อโลกการค้ามีการเปลี่ยนแปลงมาก สิ่งที่เราจะทำคือการเป็นศูนย์กลางการค้าเสรี ฉะนั้นต้องเร่งความตกลง FTA ที่ต้องเร่งปิดให้ได้ในช่วง 4 ปี”
โดยในปี 2569 ต้องเร่งปิดดีลให้ได้ อาทิ ตลาดยุโรป ข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่กำลังเปิดการเจรจาอยู่ เช่น แคนาดา อังกฤษ เพื่อให้การส่งออกของไทย ไม่ต้องพึ่งพากลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงอย่างเดียว
“ใน 4 ปีนี้ ต้องการทำให้การส่งออกของประเทศไทย มีความสมดุลทั้งในประเทศคู่ค้าเดิม และกระจายตัวไปยังผู้ประกอบการ SME ตัวเล็กๆ ชุมชนด้วยมากขึ้น นอกเหนือจากผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อทำให้เกิดการกระจายตัวของรายได้”
ส่วนการเกษตร ระยะสั้นจะต้องแก้ปัญหาในเรื่องผลผลิตที่มีเกินมาก และให้ตรงกับตลาด ส่วนระยะยาวจะต้องมีการแก้ในเรื่องระบบโครงสร้าง อาทิ ยกระดับผลผลิตให้ตรงกับความต้องการตลาด รวมถึงต้องมีการแปรรูปสินค้าเกษตร และต้องเปิดตลาดใหม่ให้มากขึ้น รวมถึงต้องวางตัวของประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยทางด้านสินค้าเกษตร และมีความมั่นคงทางด้านอาหารของภูมิภาคและโลก ซึ่งตั้งเป้าว่าจะดำเนินการภายใน 4 ปี
โฟกัสนักท่องเที่ยวคุณภาพ
ส่วนเรื่องการท่องเที่ยว เราต้องการผลักดันให้ภาคการท่องเที่ยวไทย เป็นการท่องเที่ยวมูลค่าสูง แต่การแก้ปัญหาต้องทำมากกว่ากลุ่มงานภาคการท่องเที่ยว อาทิ ททท. กระทรวงท่องเที่ยว
“แต่คนที่จะทำให้การท่องเที่ยวไทยมีความยั่งยืนได้จะต้องบูรณาการหลายหน่วยงานของภาครัฐ เพื่อทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกปลอดภัยและสะดวกสบาย รวมถึงนำเศรษฐกิจมูลค่าสูงเติมเข้าไป เช่น บริการสุขภาพ อาหาร เศรษฐกิจชุมชน”
ศุภจี ระบุว่า 4 ปีจากนี้ เราจะไม่มองในเรื่องปริมาณของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างเดียว แต่จะต้องโฟกัสในเรื่องคุณภาพเพื่อทำให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
ขณะที่ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย แถลงด้านการปลดล็อกภาครัฐ เพื่อเอื้อการลงทุนและฟื้นเศรษฐกิจ ในการประชุม กรอ.นัดแรก ว่า บทบาทตนใน กรอ. เป็นทั้งกองกลางและกองหลัก
รัฐ-กกร.ลุยปลดล็อกลงทุน-ปราบคอร์รัปชัน
สำหรับการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เบื้องต้นได้หารือร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ไปแล้ว เพื่อทำให้ภาคเอกชนดำเนินการได้สะดวก และสร้างรายได้เข้าประเทศให้มากขึ้น
โดยหลักๆ จะมีการแก้ไขกฎหมายลำดับรอง รองลงมาเป็นการแก้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้การบริการภาครัฐมีความสะดวกมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งลดปัญหาการทุจริต
ส่วนการเดินโครงการก่อสร้างที่มีปัญหา เช่น การแก้ปัญหาโครงการล่าช้า นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและยิ่งได้ตรงขึ้น
ส่วนการแก้ปัญหาทุจริต ปกรณ์ กล่าวว่า กฎหมายไทย ประมาณ 90% เป็นกฎหมายที่เน้นอนุญาต ฉะนั้นสิ่งที่เราจะทำคือจะลดกระบวนการและขั้นตอน คือการแก้กฎหมายลำดับรอง ที่เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขการขออนุญาตต่างๆ จากนั้นก็จะทำเรื่องการให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีโครงสร้างรองรับอยู่แล้ว และปัจจุบันคือ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ ขณะนี้ฉบับการแก้ไขรอประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา
รองนายกฯปกรณ์ ย้ำว่า การแก้ไขกฎหมายลำดับรอง คนที่รู้ดีที่สุดคือภาคเอกชน ซึ่งเราจะรับฟังภาคเอกชนให้มาก ซึ่งจะทำให้การทำงานของภาครัฐและเอกชนเป็นไปทางเดียวกันและอำนวยความสะดวกประชาชนด้วย
พร้อมย้ำว่าต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องการทุจริต ทำให้เกิดความโปร่งใส ซึ่งภาพรวมถือเป็นการยิงทีเดียวได้สามตัว
‘ศุภจี’ ถก 3 สมาคมปุ๋ย แก้วิกฤตตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์หารือร่วมกับ 3 สมาคมปุ๋ย ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร เพื่อติดตามสถานการณ์ปุ๋ยหลังความไม่สงบในตะวันออกกลางที่กระทบต่อการขนส่งและสร้างความกังวลด้านปริมาณและราคาปุ๋ยในตลาดโลก
ศุภจี ระบุว่า รัฐบาลทำงานแบบ ‘ทีมไทยแลนด์’ ร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อบริหารจัดการให้มีปริมาณปุ๋ยเพียงพอต่อความต้องการในประเทศ และดูแลราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง ไม่เป็นภาระแก่เกษตรกร
ที่ผ่านมา เรือบรรทุกปุ๋ย 5 ลำได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ แต่บางส่วนสามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้แล้ว
ขณะที่อีกส่วนได้ปรับเส้นทางขนส่ง ทำให้การนำเข้าสินค้ายังดำเนินต่อเนื่อง โดยภาพรวมสถานการณ์เริ่มมีสัญญาณคลี่คลาย ทั้งด้านปริมาณสินค้าและแนวโน้มราคา
ด้าน เทพวิทย์ เตียวสุรัตน์กุล ที่ปรึกษาสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า ปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกเริ่มผ่อนคลาย หลังไทยไม่สามารถนำเข้าจากตะวันออกกลางได้ตามปกตินานกว่า 3 เดือน
“แต่ในเดือนมิถุนายนเริ่มกลับมาส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง ขณะที่ผู้ผลิตในซาอุดีอาระเบียได้ปรับมาใช้เส้นทางขนส่งทางบกไปยังท่าเรือฝั่งทะเลแดงก่อนส่งออกมายังไทย ช่วยให้การนำเข้าสินค้ามีความต่อเนื่องมากขึ้น”
แนวโน้มราคาปุ๋ยยูเรียเริ่มทรงตัว ส่วนปุ๋ยประเภท NP และ NPK ชะลอการปรับขึ้น ขณะที่ปริมาณปุ๋ยในประเทศยังเพียงพอต่อความต้องการ และไทยยังมีทางเลือกนำเข้าจากประเทศผู้ผลิตรายอื่นเพื่อรองรับความผันผวนในอนาคต
กองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย ยืนยันว่า ทั้ง 3 สมาคมพร้อมร่วมมือกับภาครัฐในการบริหารจัดการปริมาณสินค้าและราคา โดยคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ได้ตรวจสอบการจำหน่ายและป้องกันการกักตุนปุ๋ยแล้วกว่า 1,640 แห่ง , โครงการ ‘ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต ธงเขียวราคาประหยัดพลัส’ ใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ โดยดำเนินการแล้ว 6 จังหวัด และจะต่อเนื่องถึงเดือนสิงหาคม 2569
ส่วนระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนโครงการ ‘ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง’ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
พร้อมสนับสนุนสินเชื่อผ่าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยชดเชยดอกเบี้ย 3% ทำให้เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับรายได้อย่างยั่งยืน
ภาพ: mzabarovsky / Shutterstock

