พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายหลังเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการฯ ที่เข้าร่วมหารือกับคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอความชัดเจนในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568
ประเด็นสำคัญ
พริษฐ์ยืนยันในจุดยืนของพรรคประชาชนว่า ต้องการให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาจากสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ได้ระบุว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แม้ว่าเราไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว และสร้างข้อจำกัดในการเดินหน้า สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง จึงเป็นที่มาของการเข้าหารือกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อความชัดเจนและเพื่อทวงคืนสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนในการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง สสร.
ในการหารือดังกล่าว ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้แจงว่า ประชาชนสามารถเลือกตั้ง สสร. โดยตรงได้ ส่วนคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ห้ามเพียงไม่ให้ประชาชนเลือกตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ซึ่ง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้น อาจมีอำนาจในการแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างฯ และมีสิทธิให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ นั้นจัดทำมา
เป็นความเห็นร่วมกันของตุลาการทุกคน ไม่ใช่ส่วนตัว
สำหรับข้อกังวลว่า ผลการหารือไม่มีน้ำหนักเท่าคำวินิจฉัยนั้น พริษฐ์ระบุว่า เราเข้าใจดี แต่การอธิบายขยายความคำวินิจฉัยเดิมที่คลุมเครืออาจทำให้ชัดเจนมากขึ้นว่า หากเดินหน้าต่ออะไรจะขัดหรือไม่ขัดกับคำวินิจฉัย
แม้ในวันประชุมหารือจะมีเพียงประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 ท่านเท่านั้น แต่ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ย้ำว่า สิ่งที่อธิบายในที่ประชุมไม่ใช่ความเห็นส่วนตัว แต่เป็นความเห็นร่วมกันของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดในการประชุมร่วมกัน ก่อนจะออกคำวินิจฉัยที่ 18/2568
พริษฐ์ยังกล่าวถึงการโต้แย้งของ สส. พรรคภูมิใจไทยบางคน ที่ว่า การหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญในลักษณะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2567 ซึ่งได้ข้อสรุปว่า สามารถทำประชามติ 2 ครั้งได้
แต่ท้ายที่สุดได้มีคำวินิจฉัยให้ต้องทำประชามติ 3 ครั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า อาจมีความคลาดเคลื่อนได้ จึงต้องย้ำว่าการโต้แย้งดังกล่าวอยู่บนข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน เพราะคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ระบุชัดว่า ทำประชามติ 2 ครั้งได้ แต่ครั้งแรกต้องถาม 2 คำถาม ซึ่งสอดคล้องกับผลการหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2567
หากภูมิใจไทยจริงใจ ควรนำข้อมูลใหม่ไปร่วมพิจารณา
พริษฐ์ได้สรุป 4 ประเด็นถึงการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ต่อจากนี้ ประกอบด้วย
- พรรคประชาชนจะเดินหน้าในการผลักดันให้มี สสร. จากการเลือกตั้ง 100% โดยจะนำข้อสรุปจากการหารือกับศาลรัฐธรรมนูญ เข้าหารือกับที่ประชุม สส.พรรคประชาชนในวันพรุ่งนี้ (23 มิถุนายน) ว่าจำเป็น จะต้องมีการปรับปรุงร่างที่ยื่นไปแล้วหรือไม่ เพื่อผลักดันให้เกิดการเลือกตั้ง สสร. 100%
- ขอเชิญชวนประชาชนในการร่วมลงชื่อให้กับร่างรัฐธรรมนูญของภาคประชาชน ที่มีการเสนอให้มีการเลือกตั้ง สสร. จากประชาชน 100% เช่นกัน ขณะนี้มีผู้ร่วมลงชื่อแล้ว 23,000 กว่ารายชื่อ ซึ่งจะต้องให้ถึง 50,000 รายชื่อ ถึงจะส่งเข้าสู่การประชุมรัฐสภาได้ หวังว่าร่างของภาคประชาชนนั้นจะได้ถูกพิจารณาในวาระ1 พร้อมกับร่างของพรรคการเมือง
- ขอให้พรรคการเมืองทุกพรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคการเมืองที่เคยประกาศจุดยืนสนับสนุน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ได้ยื่นร่างไปแล้ว แต่ไม่ได้มี สสร. จากประชาชน 100% อยากให้พรรคการเมืองเหล่านั้น หารือกันภายในพรรคว่าจะมีการทบทวนร่างของตนเอง เพื่อมาร่วมกับเราในการผลักดัน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่
- หากพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจที่ อยากจะเห็น สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยควรจะนำข้อมูลใหม่ที่ได้จากการหารือกับศาลรัฐธรรมนูญนำไปพิจารณาอย่างรอบคอบ และมาหารือร่วมกับทุกฝ่ายว่าจะร่วมกันผลักดันอย่างไร
“แต่หากพรรคภูมิใจไทยตัดสินใจเดินหน้าโดยปฏิเสธข้อมูลใหม่ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุผลที่แท้จริง เป็นเพราะพรรคภูมิใจไทยมีธงไว้อยู่แล้วว่า ต้องการจะฉวยโอกาสจากคำวินิจฉัยที่มีความคลุมเครือเพื่อนำมาเป็นข้ออ้าง ในการตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้ง สสร. ออกไป เพื่อทำให้การเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเป็นกระบวนการที่ถูกผูกขาดโดยระบอบสีน้ำเงิน”
ประเมินความเสี่ยงระบอบสีน้ำเงินผูกขาดรัฐธรรมนูญปี 60
พริษฐ์ประเมินว่า การผูกขาดดังกล่าวจะประสบความสำเร็จด้วย 2 ทาง คือ
- ทำอย่างไรก็ให้เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สะดุดหยุดลง และเราต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นปุ๋ยชั้นดีของระบบการเมือง ที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน
- หากต้องการให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้าไปได้ เขาก็ต้องพยายามทำให้การเดินหน้านั้น อยู่บนเงื่อนไขที่เขาสามารถผูกขาด การคัดเลือกผู้ร่างและชี้ขาดเนื้อหาได้ ซึ่งรูปธรรมของสิ่งนั้นคือ เนื้อหาของร่าง เพิ่มเติมหมวด 15/1 ที่พรรคภูมิใจไทยได้เสนอเข้ามา
พริษฐ์ยืนยันด้วยว่า ความแตกต่างระหว่างการให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. กับไม่ให้ประชาชนเลือกตั้งผู้ยกร่างฯ นั้น ในฐานะพรรคประชาชน เราไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยที่มีประโยคเติมเข้ามาว่า ประชาชนไม่อาจเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้
แต่เมื่อผลออกมาเช่นนี้ เราต้องทวงคืนสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนในการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง สสร. ให้ได้มากที่สุด แต่เมื่อมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว จะไปแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างฯ อีกทีก็เป็นสิ่งที่กระทำได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนจากความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับข้อจำกัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ พริษฐ์ระบุด้วยว่า พรรคประชาชนเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าว แต่ต้องรอดูท่าทีของพรรคการเมืองอื่นว่าจะดำเนินการอย่างไร


