ในสายตาของรัสเซีย มองว่า ไทยคือ “หัวใจของอาเซียน” ด้วยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ไทยตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างจีนและอินเดีย สองตลาดขนาดใหญ่ของโลก และมีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ตั้งขององค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงเป็นพื้นที่ซึ่งมักใช้เจรจาความร่วมมือในภูมิภาคอยู่เสมอ ทำให้ไทยยังครองสถานะนี้ในสายตารัสเซียได้จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นสถานะที่เวียดนามและประเทศอื่นๆ ยังไม่สามารถก้าวขึ้นมาทดแทนได้ในเร็ววัน
ประเด็นสำคัญ
นี่คือมุมมองของ ดร.อดุลย์ กำไลทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซีย ที่ได้ให้ความเห็นกับ THE STANDARD เพื่อวิเคราะห์ถึงโอกาสของไทยในเหตุการณ์ประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย วาระพิเศษ ณ เมืองคาซาน ประเทศรัสเซีย ซึ่งบรรดาผู้นำชาติอาเซียนได้เดินทางไปรวมตัวกันอย่างพร้อมหน้า รวมถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ที่ได้หารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียแบบทวิภาคี และเป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่เกิดการโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ของยูเครน
สำหรับ ดร.อดุลย์ ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอาเซียน คือ ความสัมพันธ์ที่ต่างฝ่าย “ต้องการกันและกัน” ในช่วงเวลาที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
อาเซียนกลายเป็นตลาดสำคัญสำหรับรัสเซีย หลังต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกจนไม่สามารถพึ่งพาตลาดยุโรปได้เช่นเดิม โดยรัสเซียมองว่าอาเซียนมีศักยภาพในการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร รวมถึงการขยายความร่วมมือในเทคโนโลยี ในขณะที่รัสเซียก็สามารถให้การสนับสนุนอาเซียนในด้านพลังงานและอาวุธยุทโธปกรณ์ ได้เช่นกัน
ภายใต้บริบทดังกล่าว ไทยกำลังมีความสำคัญต่อรัสเซียมากขึ้นในฐานะหัวใจของอาเซียน โดยรัสเซียมองว่าการกระชับสัมพันธ์กับไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนจะเป็นช่องทางสำคัญในการรักษาบทบาทและอิทธิพลของรัสเซียบนเวทีโลกได้
“แม้แต่โครงการแลนด์บริดจ์ของไทย รัสเซียก็ยังติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีความเป็นไปได้ที่ไทยจะกลายเป็นทางเลือกใหม่ของการขนส่งทางทะเลท่ามกลางความกังวลของรัสเซียที่ไม่ต้องการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาเพียงอย่างเดียว เนื่องด้วยความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสิงคโปร์และสหรัฐฯ” ดร.อดุลย์ กล่าว
บทความนี้จะพาไปมองการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษในครั้งนี้ ผ่านความท้าทายรูปแบบใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น พร้อมกับสำรวจบทบาทของประเทศไทยในสายตาของมอสโก รวมถึงอนาคตของความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย ในทศวรรษข้างหน้า
มองบริบทของการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย
หลังเกิดเหตุการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่นำมาสู่มาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก หลายประเทศที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาและ NATO ต่างพากันลดระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย
รัสเซียมีความจำเป็นที่ต้องหันมาให้ความสำคัญกับตลาดในเอเชียมากขึ้น และนอกเหนือจากจีนแล้ว อาเซียนถือเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก ด้วยจำนวนประชากรกว่า 680 ล้านคน ประกอบกับศักยภาพทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตในหลายด้าน ส่งผลให้บทบาทของอาเซียนในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ได้ทวีความสำคัญมากขึ้นสำหรับมอสโก
ดร.อดุลย์ มองว่า เหตุการณ์ที่ผู้นำชาติอาเซียนเดินทางไปยังรัสเซียเพื่อเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมหน้าในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับที่เพิ่มขึ้นในความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย ซึ่งอนาคตมีแนวโน้มที่จะใกล้ชิดมากขึ้นอีก ตามบริบทของโลกที่เปลี่ยนไป
ดร.อดุลย์ ยังกล่าวอีกว่า การประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซียในครั้งนี้ ยังได้เปิดโอกาสให้ผู้นำแต่ละประเทศได้มีโอกาสหารือกันแบบทวิภาคีควบคู่ไปด้วย ทำให้ประเทศต่างๆ สามารถขับเคลื่อนความร่วมมือหลายด้านได้พร้อมกันในการเดินทางครั้งเดียว เสมือนเป็นการยิงปืนครั้งเดียวได้นกสองตัว คือใช้เวทีพหุภาคีเพื่อสร้างผลประโยชน์ในระดับทวิภาคีไปพร้อมๆกันได้
นอกจากนี้ ดร.อดุลย์ ยังได้วิเคราะห์ว่า อีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญทางอ้อมต่อรัสเซียคือ “ท่าทีของประเทศในอาเซียนต่อสงครามรัสเซีย-ยูเครน” เนื่องจากประเทศในกลุ่มอาเซียนต่างเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ (UN) และมีบทบาทในการลงมติหรือสนับสนุนข้อมติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ
ที่ผ่านมา หลายประเทศในอาเซียนเลือกวางตัวเป็นกลางต่อสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยหลีกเลี่ยงการเลือกข้างอย่างชัดเจนในการลงมติบางกรณี ซึ่งในมุมมองของมอสโก ท่าทีดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญไม่น้อย
“รัสเซียไม่ได้คาดหวังให้ประเทศอาเซียนออกมาสนับสนุนตัวเองอย่างเปิดเผย แต่ต้องการเพียงให้ประเทศเหล่านี้รักษาความเป็นกลาง และมองความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนในฐานะปัญหาระหว่างรัสเซียกับประเทศเพื่อนบ้าน มากกว่าจะผลักดันให้กลายเป็นประเด็นระดับโลก (global issue)” ดร.อดุลย์ อธิบาย
การวางตำแหน่งของไทยบนเวทีโลก
หนึ่งในเรื่องที่ท้าทายสำหรับประเทศไทยมาตลอด คือการวางตำแหน่งของตนเองท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ ซึ่งในปัจจุบัน ดร.อดุลย์มองว่า ไทยมีการดำเนินนโยบายที่ไม่ได้พึ่งพาความสัมพันธ์กับมหาอำนาจใดเพียงด้านเดียว แต่พยายามรักษาความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือกับหลายฝ่ายควบคู่กันไป
แนวทางดังกล่าวถือเป็นการสร้างดุลยภาพ (balancing) เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจใดมากจนเกินไป เนื่องจากการใกล้ชิดกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจนำไปสู่แรงกดดันหรือมาตรการตอบโต้จากอีกฝ่ายหนึ่งได้
ดังนั้น เหตุการณ์ที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้หารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จึงสามารถมองได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่าย ซึ่งนอกจากรัสเซียแล้ว ไทยอยู่ในบริบทที่ต้องรักษาความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาและจีนควบคู่กันไปด้วย
ในประเด็นมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของชาติตะวันตกที่ไทยต้องคำนึงถึง ดร.อดุลย์มองว่า ในบริบทปัจจุบัน มหาอำนาจไม่สามารถใช้วิธีการกดดันประเทศอย่างไทยที่มีแนวทางรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายได้ง่ายเหมือนในอดีต เพราะหากทำเช่นนั้นก็อาจผลักให้ไทยหันไปกระชับความสัมพันธ์กับคู่แข่งของตนมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ดร.อดุลย์ จึงเห็นว่าการวางตำแหน่งดังกล่าว ทำให้ไทยอยู่ในสถานะที่ค่อนข้างได้เปรียบ มีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น และกลายเป็นประเทศที่มหาอำนาจหลายฝ่ายต่างต้องการรักษาความสัมพันธ์ไว้
ดร.อดุลย์ เสนอว่าประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้ เพื่อมุ่งสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ รวมถึงสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชนกับรัสเซียให้แน่นแฟ้นมากกว่าเดิม เพราะเมื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น ความสัมพันธ์ดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็นเรื่องของธุรกิจและการพัฒนา มากกว่าประเด็นที่อาจนำไปสู่การเผชิญหน้ากับชาติตะวันตก
โอกาสของไทยอยู่ตรงไหน?
คำถามสำคัญในปัจจุบันอยู่ที่ว่าไทยจะใช้สถานะ “หัวใจของอาเซียน” ที่รัสเซียมองเห็นนี้ เปลี่ยนเป็นโอกาสและบทบาทได้มากเพียงใด
ดร.อดุลย์ มองว่า สิ่งที่ไทยยังขาดคืออุตสาหกรรมหรือสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงเพียงพอที่จะดึงดูดรัสเซียให้เข้ามาลงทุนหรือสร้างความร่วมมือมากขึ้น เช่น อุตสาหกรรมไมโครชิป อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ หรือศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Center) ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ประเทศอื่นในเอเชียยังครองความได้เปรียบเหนือไทยอยู่
“หากไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานในด้านเหล่านี้ได้ ก็จะมีโอกาสกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญของรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่เผชิญปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อภาคอุตสาหกรรมมาโดยตลอด นับตั้งแต่ถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตรหลังการผนวกไครเมียในปี 2014”
นอกจากนี้ ดร.อดุลย์ ยังเผยว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้ทำให้นักลงทุนบางส่วนของรัสเซียมองว่า ไทยเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพและมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ค่อนข้างต่ำ ปลอดภัยในแง่ของการที่จะไม่โดนตะวันตกแทรกแซงหรือกดดัน เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคอื่นๆ
ดังนั้น ไทยจึงควรรักษาภาพลักษณ์ของการเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพในสายตาของรัสเซียนี้เอาไว้ และควรใช้จังหวะนี้ในการต่อยอดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับรัสเซียในเรื่องที่ประเทศของตนมีศักยภาพ เช่น เรื่องของอาหารและความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งเป็นตลาดที่รัสเซียยังมีความต้องการ และไทยสามารถเข้ามามีบทบาทในการเติมเต็มได้
สหภาพเศรษฐกิจยูโรเซีย โอกาสของไทยในอนาคต?
ดร.อดุลย์ ย้ำให้เห็นความสำคัญของ “สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU)” ซึ่งเป็นหนึ่งในวาระหารือของการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย ครั้งนี้ และเป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยอาจยังให้ความสนใจไม่มากนัก
ทั้งที่ในความเป็นจริง EAEU เป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่มีศักยภาพทั้งในด้านพื้นที่ ประชากร และโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยสมาชิกข้างในประกอบด้วยประเทศสำคัญอย่างเช่นรัสเซีย คาซัคสถาน และเบลารุส ซึ่งได้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีภายในกลุ่ม และมีการขยายข้อตกลงทางการค้ากับประเทศนอกภูมิภาคเพิ่มเติมด้วย
“EAEU ได้มีความร่วมมือทางการค้ากับประเทศอย่างเวียดนามและสิงคโปร์ ซึ่งทำให้สินค้าบางประเภทสามารถส่งออกระหว่างกันโดยไม่เสียภาษี ส่งผลให้เวียดนามได้เปรียบด้านต้นทุนและสามารถเข้าถึงตลาดรัสเซียได้มากขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านกำแพงภาษีในการค้ากับกลุ่มประเทศดังกล่าว ทำให้เสียโอกาสในการเข้าถึงสินค้านำเข้าที่ดีและราคาถูก”
ดร.อดุลย์ ยังชี้ให้เห็นว่า สินค้าจากประเทศในกลุ่มนี้ได้มีคุณภาพที่ทัดเทียมกับยุโรปและสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อเข้าสู่ตลาดไทยกลับเผชิญกับต้นทุนสูงขึ้นจากภาษีนำเข้า ส่งผลให้ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ไทยมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ด้วยได้ ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดทางการค้าระหว่างไทยและ EAEU
“หากประเทศไทยสามารถขยายความร่วมมือกับ EAEU ได้ จะช่วยเพิ่มโอกาสทั้งด้านการนำเข้าและการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าเกษตรซึ่งเป็นสินค้าหลักของไทยได้”
ทั้งนี้ ดร.อดุลย์ ระบุว่า ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยอยู่ระหว่างการผลักดันประเด็นดังกล่าว ซึ่งขณะนี้อยู่ในระดับการเจรจาของกระทรวงพาณิชย์ เป็นขั้นตอนของการพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดทำข้อตกลงทางการค้า โดยยังไม่ได้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เนื่องจากต้องประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะต่อภาคเกษตรกรและโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ คาดว่าประเด็นดังกล่าวจะมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมนี้
ดร.อดุลย์ ย้ำว่า กระบวนการดังกล่าวใช้เวลายาวนานกว่าสิบปี (ตั้งแต่ปี 2557) ซึ่งถือว่านานมากเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ประเทศไทยอาจพลาดโอกาสในการเข้าถึงตลาดและสินค้าที่มีศักยภาพจากกลุ่มประเทศ EAEU ในขณะที่ประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น เวียดนาม ได้เดินหน้าไปก่อนแล้ว
เหตุโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ของยูเครน เกี่ยวข้องกับการประชุมหรือไม่?
เมื่อถูกถามถึงเหตุโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ของยูเครนที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการประชุมอาเซียน-รัสเซีย ดร.อดุลย์มองว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจมีนัยเชิงสัญลักษณ์ซึ่งแสดงถึงความพยายามที่จะลดทอนความเชื่อมั่นของรัสเซียในสายตาของผู้นำอาเซียน
“ยูเครนต้องการสื่อให้โลกเห็นว่า สงครามยังไม่สิ้นสุด และผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรัสเซียหรือยูเครนเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นระดับโลก (World Agenda) ที่ทุกประเทศต้องให้ความสำคัญ”
อย่างไรก็ตาม ดร.อดุลย์ กล่าวว่า ในมุมของรัสเซีย เหตุโจมตีครั้งนี้อาจไม่ได้เหนือความคาดหมายมากนัก จะเห็นได้ว่าฝ่ายบริหารของรัสเซียเลือกจัดการประชุมที่ “คาซาน” แทนที่จะเป็น “กรุงมอสโกหรือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก” ซึ่งถือเป็นเมืองสำคัญของประเทศ นั่นแสดงให้เห็นว่ารัสเซียได้ประเมินความเสี่ยงด้านความมั่นคงเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เนื่องจากคาซานตั้งอยู่ลึกเข้าไปและอยู่ห่างจากพื้นที่สู้รบมากกว่า จึงสามารถที่จะลดความเสี่ยงจากการโจมตีหรือเหตุไม่คาดฝันได้ในระดับหนึ่ง
ในมุมมองของนักวิชาการรัสเซีย เหตุการณ์ครั้งนี้สามารถตีความได้สองด้าน ด้านหนึ่งมองว่าเหตุโจมตีครั้งนี้เป็นความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัสเซียก็สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองระหว่างประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นว่า แม้ยูเครนจะถูกมองในฐานะฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากสงครามมาโดยตลอด แต่ก็มีศักยภาพในการโจมตีกลับและสร้างความเสียหายให้กับรัสเซียได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ดร.อดุลย์ มองว่า เป้าหมายหลักของรัสเซียยังคงเป็นการจำกัดไม่ให้สงครามรัสเซีย-ยูเครนขยายตัวไปสู่ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ และพยายามทำให้สงครามเป็นปัญหาระหว่างแค่สองประเทศเป็นหลัก
“สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้คือ หลังจากผู้นำต่างประเทศเดินทางกลับหมดแล้ว รัสเซียจะมีปฏิกิริยาหรือการตอบโต้เหตุโจมตีด้วยโดรนครั้งนี้อย่างไร” ดร.อดุลย์ กล่าว
ภาพ: Alexander Nemenov / Pool via REUTERS


