IdeasLabs ผู้พัฒนาโซลูชันด้าน Influencer และ MarTech สัญชาติไทย เปิดเผยภาพรวมตลาด Influencer Marketing ในไตรมาสแรกของปี 2569 ว่าแบรนด์เริ่มระมัดระวังการใช้งบประมาณตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยหันมาเน้นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่วัดผลได้ มากกว่าการทุ่มงบเพื่อยอดไลก์หรือยอดวิว
ประเด็นสำคัญ
งบประมาณจึงถูกจัดสรรไปยังอินฟลูเอนเซอร์ที่พิสูจน์ได้ว่าคอนเทนต์ขับเคลื่อนยอดขายได้จริง ซึ่งเป็นจังหวะที่เปิดโอกาสให้ Micro และ Nano Influencer เร่งสร้างผลงานในแบบที่วัดผลได้
แบรนด์เปลี่ยนจากจ้างดาราสร้างไวรัล สู่ Micro-Nano ที่ปิดการขายได้
IdeasLabs ระบุว่า เดิมแบรนด์นิยมทุ่มงบจ้างดาราหรือ Mega Influencer ระดับล้านฟอลโลเวอร์ทำคลิปสนุกเพื่อสร้างไวรัล แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาแบ่งงบไปจ้าง Micro หรือ Nano Influencer จำนวน 20-30 คน เพื่อทำคลิปเจาะลึกวิธีใช้สินค้าจริงในชีวิตประจำวัน พร้อมแนบลิงก์ Affiliate เพื่อวัดว่าใครปิดการขายและสร้างยอดสั่งซื้อกลับมาได้คุ้มที่สุด
จากฐานข้อมูลการทำงานกับแบรนด์ของ IdeasLabs พบว่าในไตรมาสแรก มี 4 กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ที่แบรนด์ลงงบมากที่สุด เริ่มจากกลุ่ม Foodie (อาหารและเครื่องดื่ม) ที่ได้งบสูงสุด เพราะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ประจำวันและกระตุ้นการซื้อตามได้ง่าย เช่น แบรนด์ซอสปรุงรสที่ใช้อินฟลูฯ สายทำอาหารแจกสูตรเมนูประหยัดทำเองที่บ้าน ซึ่งกระตุ้นให้ผู้บริโภคเดินไปหยิบสินค้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตตามได้ทันที
ตามด้วยกลุ่ม Mom and Kids (แม่และเด็ก) ที่คุณแม่มีอำนาจตัดสินใจซื้อสูงและเน้นความคุ้มค่า เช่น การจ้างคุณแม่ลูกอ่อนรีวิวเปรียบเทียบการซึมซับของผ้าอ้อมผ่านเครือข่ายกลุ่มแม่ๆ ทั้ง Facebook Group และเว็บบอร์ด ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกดซื้อตามผ่านลิงก์ได้ทันที
กลุ่ม Lifestyle (ไลฟ์สไตล์) ช่วยเชื่อมโยงสินค้ากับชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น แบรนด์สมาร์ตโฟนจับมือกับแฟนคลับสายคอนเสิร์ตทำคอนเทนต์ถ่ายภาพการแสดงจากที่นั่งไกล เพื่อแสดงว่าไม่ต้องใช้กล้องราคาแพงก็ได้ภาพคมชัด ส่วนกลุ่ม Beauty (ความงาม) แบรนด์สกินแคร์และเครื่องสำอางยังลงทุนต่อเนื่อง โดยเน้นรีวิวผลลัพธ์ก่อน-หลังใช้จริง
7 แนวทางที่อินฟลูเอนเซอร์ต้องปรับ จากคนทำคอนเทนต์สู่คนสร้างยอดขาย
IdeasLabs แนะนำให้อินฟลูเอนเซอร์ไทยปรับบทบาทจากการเป็นคนทำคอนเทนต์เพื่อยอดวิวไปสู่การเป็นคนสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจให้แบรนด์ (Business Result Driver) ผ่าน 7 แนวทาง
- ทำคอนเทนต์ที่ขายได้ มากกว่าแค่ไวรัล เช่น เปลี่ยนจากคลิปแต่งหน้าตามเทรนด์ เป็นคลิปแต่งหน้าไปสัมภาษณ์งานด้วยเครื่องสำอางงบ 500 บาท พร้อมบอกพิกัดสินค้าแต่ละชิ้น
- วัดผลได้ชัดเจน สรุปงานด้วยยอด Click-through rate (CTR) หรือยอดคอมมิชชั่นจากการปักตะกร้า แทนการรายงานแค่ยอดวิวยอดไลก์
- สร้างความน่าเชื่อถือและโปร่งใส ติดแฮชแท็ก #Sponsored หรือ #โฆษณา ให้ชัดเจน และรีวิวตามจริงทั้งข้อดีและข้อด้อยของสินค้า
- ใช้ AI และเครื่องมือ MarTech ช่วยคิดหัวข้อคลิป วิเคราะห์จุดที่ควรปรับปรุง หรือตรวจแคปชั่นให้ดูเป็นมืออาชีพ
- กระจายแพลตฟอร์ม ไม่พึ่งช่องทางเดียว เช่น นำวิดีโอไปปรับสัดส่วนลงทั้ง YouTube Shorts, Facebook Reels และเขียนบล็อกสั้นใน Lemon8
- ปรับแพ็กเกจให้ยืดหยุ่น เช่น จากเดิมคิดค่าจ้างโพสต์ละ 30,000 บาทตายตัว เปลี่ยนเป็นค่าจ้างทำคลิป 10,000 บาท บวกค่าคอมมิชชั่น 10% จากยอดขายผ่านลิงก์ Affiliate หรือทำแพ็กเกจ Bundle ร่วมกับอินฟลูฯ เพื่อนสนิทให้แบรนด์ตัดสินใจง่ายขึ้น
- พัฒนาสู่ความเป็นมืออาชีพ ส่งงานตรงเวลา ทำ Media Kit ที่มีข้อมูลผู้ติดตามชัดเจน และส่ง Post-campaign Report ทุกครั้งหลังจบงานโดยไม่ต้องร้องขอ
ครึ่งปีหลังแข่งเดือด แบรนด์หันหา Niche และจ้างระยะยาว
IdeasLabs คาดการณ์ว่าตลาด Influencer Marketing ครึ่งปีหลังจะแข่งขันเข้มข้นขึ้นทั้งด้านคุณภาพและราคา โดยยังพึ่งพาแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok และ Facebook Reels ในสัดส่วนสูง ขณะที่แบรนด์จะกระจายความเสี่ยงและเฟ้นหาอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำคอนเทนต์เจาะลึก (Deep Content) และกลุ่มเฉพาะ (Niche) มากขึ้น
ธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง IdeasLabs ระบุว่า ครึ่งปีหลังจะเห็นแบรนด์หันมาทำแคมเปญแบบ Long-term Partnership หรือจ้างอินฟลูเอนเซอร์ระยะยาว 3-6 เดือน แทนการจ้างโพสต์ครั้งเดียวจบ เช่น แบรนด์เครื่องดื่มสุขภาพร่วมกับครีเอเตอร์สายฟิตเนสทำชาเลนจ์เปลี่ยนหุ่นใน 90 วัน ซึ่งกระตุ้นยอดขายแบบ Affiliate ได้ดีกว่าการรีวิวคลิปเดียวจบ
พร้อมระบุว่าครีเอเตอร์ที่ปรับตัวและพิสูจน์ยอดขายหรือผลลัพธ์ทางธุรกิจให้แบรนด์เห็นได้ชัด จะเป็นกลุ่มที่ได้เปรียบและได้รับงบประมาณก้อนใหญ่จากแบรนด์ในครึ่งปีหลัง
ภาพ : MR.DEEN / Shutterstock

