วันนี้ (10 มิถุนายน) คณะทำงานของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้นำเสนอกรอบนโยบายเพื่อการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจที่รองรับการเริ่มต้นของกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและการเติบโตของธุรกิจใหม่
ทั้งนี้คณะทำงานระบุว่า บริบทของกรุงเทพมหานครมีความหลากหลายสูง นอกเหนือจากศูนย์กลางธุรกิจและอาคารสูงเสียดฟ้าแล้ว ยังมีกลไกสำคัญอย่าง เศรษฐกิจริมถนน หรือ Street Economy ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มหาบเร่แผงลอย เจ้าของแผงค้าในตลาด ตลอดจนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) รวมกว่า 500,000 ราย ซึ่งเป็นแหล่งรองรับการจ้างงานมากกว่า 3.6 ล้านอัตรา
กรุงเทพมหานครจึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เศรษฐกิจฐานรากเหล่านี้เติบโตได้อย่างมั่นคงและเป็นธรรม ทั้งในมิติการจัดสรรพื้นที่ทำกินและการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อให้คนตัวเล็กในเมืองสามารถเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจในภาพรวมของกรุงเทพมหานครได้อย่างยั่งยืน
จากการดำเนินงานที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้จัดสรรพื้นที่สาธารณะหลากหลายรูปแบบเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ประกอบอาชีพและสร้างรายได้ อาทิ การจัดกิจกรรมตลาดนัด สวนสาธารณะ และโครงการ BKK Farmer Market รวมถึงการพัฒนาศูนย์อิ่มท้องและพื้นที่ค้าขายทดแทนไปแล้วกว่า 30 แห่ง เพื่อจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยควบคู่กับการสร้างความมั่นคงในอาชีพ
นอกจากนี้ในมิติทางการเงินยังได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยในการพัฒนาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยใช้ประวัติหรือเครดิตทางการค้าแทนหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง สำหรับแผนการดำเนินงานในอีก 4 ปีข้างหน้า ทีมชัชชาติวางแผนยกระดับกลุ่มธุรกิจฐานรากเหล่านี้อย่างครบวงจรผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่ มิติด้านคน มิติด้านเงิน มิติด้านพื้นที่ และมิติด้านการอำนวยความสะดวกจากภาครัฐ
ในมิติด้านคนและการพัฒนาศักยภาพ กำหนดให้ผู้ค้าที่จะได้รับสิทธิการต่อสัญญาใช้พื้นที่ค้าขายต้องผ่านการยกระดับทักษะและการปรับเปลี่ยนทักษะ (Upskill & Reskill) ผ่านแพลตฟอร์ม NEXT LEARN ซึ่งมีหลักสูตรการเรียนรู้ร่วมกับภาคผู้ประกอบการมากกว่า 100 หลักสูตร ควบคู่กับการพัฒนาระบบให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบและให้คะแนนประเมินร้านค้า โดยร้านค้าที่ได้รับคะแนนในเกณฑ์ดีจะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมงานเทศกาลต่างๆ และได้รับการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางการท่องเที่ยวของกรุงเทพมหานคร ตลอดจนการสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้ค้าหน้าใหม่กับผู้ค้าที่มีประสบการณ์
ขณะที่มิติด้านเงินทุน จะมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเข้ากับสถาบันการเงินเพื่อปลดล็อกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยในระบบ โดยกำหนดให้การเข้าสู่ระบบภาษีเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการรับทุน พร้อมทั้งร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดโปรโมชันส่งเสริมการขาย เช่น การมอบส่วนลดเมื่อโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคารเพื่อกระตุ้นยอดขาย
สำหรับมิติด้านพื้นที่ทำกิน มีเป้าหมายที่จะขยายการจัดตั้งศูนย์อิ่มท้องให้กระจายตัวครบทั่วกรุงเทพมหานครอย่างน้อย 50 แห่ง พร้อมทั้งมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เทศกิจเขตดำเนินการตรวจสอบระบบเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ผู้ค้าอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการตรวจวัดมาตรฐานด้านราคา ความสะอาด และสภาพอุปกรณ์ของผู้ค้า
นอกจากนี้จะมีการเปิดพื้นที่สาธารณะในความดูแลของกรุงเทพมหานคร เช่น ตลาดนัดจตุจักร สวนสาธารณะ ศูนย์กีฬา และลานกิจกรรม ให้เป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้ามากขึ้น รวมถึงการจับมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ศักยภาพ อาทิ พื้นที่ใต้ทางด่วน พื้นที่รอบวัด พื้นที่ริมคลอง และที่ว่างของรัฐ ให้กลายเป็นตลาดชุมชนใกล้บ้าน พร้อมทั้งต่อยอดโครงการ BKK Farmer Market สู่โมเดล BKK Healthy Section ซึ่งเป็นแผงค้าขนาดกะทัดรัดแต่กระจายตัวอยู่ในห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และสวนสาธารณะอย่างทั่วถึง
ส่วนมิติสุดท้ายด้านการอำนวยความสะดวก จะมุ่งเน้นการขยายขอบเขตบริการออนไลน์ โดยเปิดระบบให้อาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก ร้านอาหาร และร้านกาแฟ สามารถยื่นขออนุมัติอนุญาตประกอบกิจการผ่านระบบออนไลน์ได้ภายใน 14 วัน ตลอดจนลดขั้นตอนทางธุรการให้ประชาชนสามารถขอคัดสำเนาหรือต่ออายุใบอนุญาตได้ด้วยตนเองผ่านระบบดิจิทัล เพื่อให้กระบวนการทางราชการมีความรวดเร็วและโปร่งใสสูงสุด


