×

ทำไมการคว้าสิทธิ์จัดงาน ‘IEEE ICRA 2030’ ถึงเป็นโอกาสยกระดับ Tech Ecosystem ไทยสู่ Innovation Hub ของภูมิภาค [Advertorial]

โดย THE STANDARD TEAM
24.07.2026
  • LOADING...
หุ่นยนต์ในงานประชุม IEEE ICRA 2030 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

HIGHLIGHTS

  • ไทยคว้าสิทธิ์จัด IEEE ICRA 2030 เวทีประชุมวิชาการด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติระดับโลก ที่จะจัดในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 13-17 มิถุนายน 2030
  • คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 10,000 คน ตั้งแต่นักวิจัย วิศวกร สตาร์ทอัพ นักลงทุน และบริษัทเทคโนโลยีจากนานาชาติ
  • ความสำเร็จครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ ทีเส็บ, คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, IEEE RAS (Robotics and Automation Society) Thailand Chapter และ IEEE Thailand Section
  • โอกาสสำคัญของไทยอยู่ที่การต่อยอดการวิจัย การจับคู่ธุรกิจ การพัฒนาบุคลากร และการทดลองใช้เทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรม
  • ความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพจะวัดจากความร่วมมือ การลงทุน และโครงการจริงที่เกิดขึ้นหลังงานจบ ไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เข้าร่วมงาน

ประเทศไทยคว้าสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดงาน IEEE International Conference on Robotics and Automation 2030 หรือ IEEE ICRA 2030 หนึ่งในเวทีประชุมวิชาการนานาชาติด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-17 มิถุนายน 2030 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 10,000 คนจากทั่วโลก

 

ความสำเร็จในการคว้าสิทธิ์เป็นเจ้าภาพครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB), คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, IEEE RAS (Robotics and Automation Society) Thailand Chapter และ IEEE Thailand Section

 

สิ่งที่น่าจับตา คือการเป็นเจ้าภาพจัดงาน IEEE ICRA 2030 จะกลายเป็นโอกาสให้ไทยนำศักยภาพด้านวิจัย อุตสาหกรรม และบุคลากร ไปเชื่อมกับเครือข่ายหุ่นยนต์ระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร

 

เพราะที่ผ่านมาไทยถูกจดจำในฐานะ ‘ฐานการผลิต’ ของภูมิภาคที่ต้องพึ่งพาแรงงานและเทคโนโลยีจากภายนอกเป็นหลัก แต่การคว้าสิทธิ์ครั้งนี้ กำลังเปิดประตูให้ไทยขยับสู่การเป็น ‘ผู้ร่วมออกแบบอนาคตเทคโนโลยี’ พร้อมยกระดับ Smart Automation ในภาคธุรกิจ และผลักดันประเทศไปสู่การเป็น Advanced Manufacturing และ Innovation Hub ของภูมิภาค ในจังหวะที่โลกกำลังทุ่มเงินลงทุนใน AI, Automation และเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมภาคการผลิตไปอย่างสิ้นเชิง

 

หุ่นยนต์ในงานประชุม IEEE ICRA 2030 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ 1

 

‘IEEE ICRA’ คืออะไร ทำไมถึงถูกขนานนามว่าเป็น ‘โอลิมปิกแห่งวงการหุ่นยนต์’

 

IEEE International Conference on Robotics and Automation หรือ IEEE ICRA คือ Flagship Conference ด้าน Robotics, AI และ Automation ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาในปี 1984 ภายใต้ IEEE Robotics and Automation Society องค์กรวิชาชีพด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะหมุนเวียนจัดไปตามทวีปต่างๆ โดยแต่ละประเทศต้องยื่นเสนอความพร้อมล่วงหน้าหลายปีก่อนจะได้รับเลือก

 

สิ่งที่ทำให้ IEEE ICRA แตกต่างจากงานประชุมอื่นๆ นอกจากจะเป็นเวทีที่นักวิจัย มหาวิทยาลัยชั้นนำ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จะใช้เปิดตัวนวัตกรรม งานวิจัยสำคัญ และหุ่นยนต์ต้นแบบ ก่อนที่จะถูกนำไปใช้งานจริงในอุตสาหกรรม ยังเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายได้มาแลกเปลี่ยนความรู้กัน 

 

หุ่นยนต์ในงานประชุม IEEE ICRA 2030 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ 2

 

อะไรทำให้ไทยคว้าสิทธิ์เจ้าภาพ ‘IEEE  ICRA 2030’ 

 

จิตนันท์ เตชะศรินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการจัดประชุมนานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เล่าว่าความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์และบทเรียนที่ช่วยให้ทีมไทยมองเห็นเงื่อนไขการแข่งขัน จุดที่ต้องเสริม และโจทย์สำคัญของการวางกลยุทธ์

 

อีกทั้งการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างมหาวิทยาลัย สมาคมวิชาชีพ หน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งบทบาทกันชัดเจน ฝั่งวิชาการรับหน้าที่นำเสนอความแข็งแกร่งของเครือข่ายและเนื้อหาการประชุม ส่วนภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องช่วยตอกย้ำความพร้อมของประเทศทั้งในเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุนงานระดับนานาชาติ

 

“เราเลือกนำเสนอจุดแข็ง 2 ด้านคือ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไมซ์ที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และความเข้มแข็งของสถาบันอุดมศึกษาและสมาคมวิชาชีพ ซึ่งตอกย้ำศักยภาพของไทยในด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์” จิตนันท์กล่าว

 

นอกจากนั้นยังทำให้คณะกรรมการเห็นว่า IEEE ICRA 2030 จะเปิดโอกาสให้นักวิจัย นักศึกษา ภาคธุรกิจ และผู้สนใจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าถึงองค์ความรู้ เครือข่าย และเทคโนโลยีระดับโลกได้ สะท้อนวิสัยทัศน์ของไทยในฐานะพื้นที่เชื่อมต่ออนาคตของ Robotics, AI และ Automation ในระดับภูมิภาค

 

หุ่นยนต์ในงานประชุม IEEE ICRA 2030 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ 3

 

จากผู้ใช้สู่ผู้ร่วมสร้าง 

 

โอกาสที่มาพร้อมกับการจัดงานครั้งนี้ อาจพลิกโฉมประเทศไทยจากประเทศที่มีฐานอุตสาหกรรมแข็งแกร่ง ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร การแพทย์ และโลจิสติกส์ สู่การเป็นผู้พัฒนาและส่งออกโซลูชันหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของตนเอง ในวันที่เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของทุกภาคส่วน

 

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ กรรมการบริหารศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ (BART LAB) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่า การเป็นเจ้าภาพ IEEE ICRA 2030 ไม่ได้เริ่มต้นในปี 2030 เพราะตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยได้อยู่ในสายตาของแวดวงเทคโนโลยีโลกแล้ว ทั้งในภาคการศึกษา ธุรกิจ และอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และการแพทย์

 

“จุดแข็งของไทยไม่ได้มีเพียงบุคลากรที่มีศักยภาพแข่งขันในระดับนานาชาติ แต่อยู่ที่ความใกล้ชิดและการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และภาคเอกชน ซึ่งชัดเจนขึ้นมากในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา แม้ญี่ปุ่นหรือสหรัฐอเมริกาจะก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีมากกว่า แต่ไทยมีข้อได้เปรียบจากระบบนิเวศที่เชื่อมต่อกันได้รวดเร็ว และมีอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ชัดเจนรองรับอยู่แล้ว”

 

หุ่นยนต์ในงานประชุม IEEE ICRA 2030 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ 4

 

อุตสาหกรรมไทยต่อยอดอะไรบ้าง? 

 

มานะผล ภู่สมบุญ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประจำสำนักประธาน เผยว่า อุตสาหกรรมไทยยังมีช่องว่างสำคัญที่ต้องเร่งปิด จากผลสำรวจ Thailand Industry 4.0 Index ของ สวทช. ซึ่งประเมินความพร้อมในระดับ 1–6 พบว่า ความพร้อมด้านเทคโนโลยีในสายการผลิตของไทยมีค่าเฉลี่ยเพียง 1.71 ขณะที่ระบบสารสนเทศในองค์กรอยู่ที่ 2.40และด้านองค์กรกับบุคลากรอยู่ที่ 2.51

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า หลายองค์กรมีความพร้อมด้านการบริหารจัดการและระบบสนับสนุนอยู่บ้างแล้ว แต่เทคโนโลยีที่ใช้ในสายการผลิตจริงยังตามหลังอย่างมาก

 

ข้อมูลภาครัฐระบุว่า ปี 2563 โรงงานอุตสาหกรรมไทยใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติราว 25%โดยการใช้งานกระจุกตัวในโรงงานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และการผลิตปริมาณมาก ซึ่งมีทั้งเงินทุน ปริมาณการผลิต และความคุ้มค่ามากพอจะลงทุนในระบบอัตโนมัติแบบครบวงจร

 

ในทางกลับกัน SME ส่วนใหญ่มักลงทุนเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุด หรือใช้ระบบอัตโนมัติเพียงบางขั้นตอน เนื่องจากต้นทุนเครื่องจักรและการเชื่อมต่อระบบตลอดสายการผลิตยังสูงเกินเข้าถึงได้ง่าย

 

“ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากแรงกดดันทั้งการแข่งขันโลก ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนแรงงาน มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว ทำให้หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และ AI ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของความสามารถในการแข่งขัน”

 

โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่การขาดนวัตกรรม เพราะโรงงานจำนวนไม่น้อยพัฒนาโซลูชันใช้เอง แต่คือการต่อยอดนวัตกรรมที่กระจัดกระจายให้เชื่อมโยงเป็นระบบ รวมถึงขยายความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยให้เข้าถึงทุกพื้นที่และทุกกลุ่มอุตสาหกรรม

 

เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยวางยุทธศาสตร์ 5I เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ได้แก่ Intelligent Industry การยกระดับสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI, Innovation and Creative Industry การผลักดันนวัตกรรมมุ่งเป้าและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่า, International and Network การสร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติ, Industry Infrastructure Reform การปรับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และ Inclusive Sustainability การเติบโตอย่างยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

 

โดยเฉพาะ Intelligent Industry มุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีดิจิทัล AI ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์มาใช้ตามระดับความพร้อม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และต่อยอดสู่ Smart Manufacturing และ Smart OEM

 

เป้าหมายไม่ใช่การใช้หุ่นยนต์แทนคน แต่คือการใช้เทคโนโลยียกระดับศักยภาพแรงงานควบคู่กัน สภาอุตสาหกรรมฯ จึงผลักดัน RUN Concept ได้แก่ Reskill การปรับทักษะเดิมให้สอดรับกับรูปแบบงานที่เปลี่ยนไป, Upskill การเพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ และ New Skill การสร้างทักษะจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

“หากไทยต้องการยกระดับขีดความสามารถด้าน Robotics และ Automation การสนับสนุน SME ให้เข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี ระบบบูรณาการ และเครือข่ายผู้พัฒนา จึงมีความสำคัญไม่แพ้การลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ เพราะจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่เฉพาะในโรงงานขนาดใหญ่เท่านั้น” มานะผลกล่าว

 

หุ่นยนต์ในงานประชุม IEEE ICRA 2030 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ 5

 

เม็ดเงิน การลงทุน และมูลค่าเศรษฐกิจที่แท้จริงอยู่ตรงไหน

 

เมื่อถามว่า IEEE ICRA 2030 จะส่งผลต่อการลงทุน รายได้ และเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร

 

จิตนันท์ บอกว่า IEEE ICRA 2030 ครอบคลุมห่วงโซ่เทคโนโลยีหุ่นยนต์และ AI ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่นักวิจัยผู้พัฒนาองค์ความรู้ บริษัทเทคโนโลยีและผู้ผลิต ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมที่นำโซลูชันไปใช้จริง

 

ความสำคัญของงานจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การประชุมวิชาการ แต่เป็นพื้นที่ที่งานวิจัย เทคโนโลยี และธุรกิจมาพบกัน นักลงทุนและบริษัทชั้นนำเดินทางมาเพื่อมองหาเทคโนโลยีใหม่ เจรจาความร่วมมือ และต่อยอดนวัตกรรมต้นแบบไปสู่ผลิตภัณฑ์หรือการใช้งานเชิงพาณิชย์

 

สำหรับประเทศไทย นี่คือโอกาสในการดึงดูดการลงทุนและสร้างความร่วมมือใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคต ตั้งแต่การผลิต การแพทย์ เกษตร โลจิสติกส์ ไปจนถึงบริการ ซึ่งล้วนเป็นภาคส่วนที่หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

ในอีกมิติ งานยังสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ ผ่านการเดินทางของนักวิจัย ผู้บริหาร นักลงทุน และผู้ประกอบการจากทั่วโลก แต่คุณค่าที่แท้จริงอาจอยู่ที่โอกาสหลังงานจบลง เมื่อการพบปะไม่กี่วันสามารถนำไปสู่การลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนานวัตกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ในระยะยาว

 

หุ่นยนต์ในงานประชุม IEEE ICRA 2030 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ 6

 

สรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย มองว่า การได้เป็นเจ้าภาพ IEEE ICRA 2030 เป็นสัญญาณความเชื่อมั่นว่าไทยมีศักยภาพรองรับงานระดับโลก ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายวิชาการ ความพร้อมของอุตสาหกรรม และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ซึ่งอาจต่อยอดให้ไทยดึงงานประชุมและนิทรรศการระดับนานาชาติในอุตสาหกรรมอนาคตเข้ามาได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Data Center เซมิคอนดักเตอร์ PCB หรือ Smart Farming

 

สำหรับผู้จัดงานระดับโลก ความสำเร็จของ IEEE ICRA 2030 จะช่วยยืนยันว่าไทยไม่ได้มีเพียงสถานที่จัดงานขนาดใหญ่ แต่ยังมีระบบนิเวศและห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมงานวิชาการเข้ากับธุรกิจและการลงทุนได้จริง ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และภาครัฐที่ผลักดันการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ จึงเป็นปัจจัยเสริมบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลาง Robotics และ AI ของภูมิภาค

 

อย่างไรก็ตาม การเป็นฮับไม่ได้เกิดขึ้นจากการจัดงานใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่ต้องอาศัยการต่อยอดอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร กฎระเบียบ และการสร้างโอกาสให้ผู้จัดงาน นักลงทุน และผู้ประกอบการเห็นว่าประเทศไทยคือพื้นที่ที่งานระดับโลกสามารถสร้างเครือข่าย ทดลองเทคโนโลยี และขยายธุรกิจได้ในระยะยาว

 

หุ่นยนต์ในงานประชุม IEEE ICRA 2030 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ 7

 

โจทย์สำคัญก่อนถึงปี 2030 

 

โจทย์สำคัญหลังจากนี้คือ ทำอย่างไรให้การเดินทางมาของนักวิจัย นักลงทุน และบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก นำไปสู่ความสัมพันธ์ระยะยาว และสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเส้นทางอาชีพใหม่ให้เยาวชน การสร้างพันธมิตรวิจัยเชิงลึก การช่วยให้สตาร์ทอัพเข้าถึงตลาดและเงินทุน หรือการยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไปพร้อมกัน

 

ในช่วง 4 ปีจากนี้ ไทยควรเร่งพัฒนาหลักสูตรและบุคลากรด้าน Robotics, AI และ Automation สนับสนุนทุนวิจัยที่เชื่อมกับโจทย์อุตสาหกรรม เปิดพื้นที่ทดลองใช้เทคโนโลยีในโรงงาน โรงพยาบาล เมือง และภาคเกษตร ตลอดจนการออกแบบกฎระเบียบที่เอื้อต่อสตาร์ทอัพและการลงทุนด้าน Deep Tech

 

จิตนันท์ บอกว่าที่ผ่านมาทีเส็บมีแผนยุทธศาสตร์ในการดึงงานประชุมด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้ามาจัดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 2029 มีงานในอุตสาหกรรมดังกล่าวเตรียมจัดขึ้นล่วงหน้าอีกถึง 5 งาน

 

“การดำเนินงานของทีเส็บเน้นการทำงานอย่างมีแผนงานที่ชัดเจน โดยคัดเลือกงานที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติเพื่อยกระดับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ ทิศทางสำคัญคือการใช้ไมซ์เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี การลงทุน และเครือข่ายระดับโลกเข้ากับอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยในระยะยาว

 

นอกเหนือจากการส่งเสริมงานประชุมนานาชาติแล้ว ทีเส็บยังสนับสนุนงานแสดงสินค้านานาชาติ ระดับชั้นนำในภูมิภาคเอเชียและอาเซียนอย่างครอบคลุม ทั้งในอุตสาหกรรมการผลิต อาหาร และยานยนต์ เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมในกลุ่มเดียวกันเติบโตอย่างสอดคล้องและครบวงจร

 

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ บอกว่า การสร้างผลลัพธ์ไม่ควรรอถึงปี 2030 แต่ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ ผ่านการบ่มเพาะบุคลากร สร้างเครือข่ายวิจัย และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลองทำงานกับเทคโนโลยีจริง เพื่อให้งานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำเวทีโลกมาสู่ไทย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของระบบนิเวศหุ่นยนต์และนวัตกรรมในระยะยาว

 

“ภายในงานจะเปิดพื้นที่ให้นักวิจัยและอาจารย์ไทยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ และต่อยอดความร่วมมือด้านวิจัย ช่วยย่นระยะการเรียนรู้และเพิ่มโอกาสให้ผลงานไทยเชื่อมต่อกับเครือข่ายวิชาการโลก ขณะเดียวกัน นักเรียนและนักศึกษาจะได้เข้าร่วมเวิร์กช็อป หลักสูตรระยะสั้น นิทรรศการ และการแข่งขัน เพื่อสัมผัสเทคโนโลยีจริง พบปะผู้พัฒนาระดับแนวหน้า และมองเห็นเส้นทางอาชีพในโลก Deep Tech อย่างเป็นรูปธรรม โอกาสนี้ยังอาจต่อยอดไปถึงผู้ประกอบการรุ่นใหม่และสตาร์ทอัพไทย ให้เข้าถึงนักลงทุน พันธมิตรทางธุรกิจ และโจทย์จากภาคอุตสาหกรรม เพื่อนำงานวิจัยไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง”

 

สรรชาย มองว่า บทบาทของงานแสดงสินค้าไม่ใช่เพียงพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรม แต่เป็นจุดเชื่อมระหว่างองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และเครือข่ายธุรกิจ เมื่อผู้พัฒนาเทคโนโลยี นักลงทุน ผู้ประกอบการรายใหญ่ และผู้ใช้ในภาคอุตสาหกรรมมาพบกัน จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนความรู้ การจับคู่ทางเทคนิค และ Business Matching ที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้เป็นการลงทุนและการใช้งานจริง

 

“ที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมและงานแสดงสินค้าไทยเตรียมความพร้อมด้าน Automation และ Robotics มาหลายปี ผ่านการจัดงานงานหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ Food Processing และ Food Packaging, เทคโนโลยีการแพทย์ ไปจนถึง Industrial Automation และ Robotics สำหรับภาคการผลิต

 

“การมาถึงของ IEEE ICRA 2030 จะเป็นแรงส่งที่ช่วยต่อยอดสิ่งที่ไทยและภาคอุตสาหกรรมเตรียมไว้ และทำให้ทิศทางของเทคโนโลยีอนาคตชัดเจนขึ้น และการเชื่อมงานวิชาการเข้ากับงาน Exhibition จะช่วยสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ Robotics และ Automation เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม”

 

มานะผล งาน IEEE ICRA 2030 จะเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดรับองค์ความรู้ด้านหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และ AI เพื่อยกระดับกำลังคนในทุกมิติ ตั้งแต่การเชื่อมนักวิจัยกับโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรม การสนับสนุนสตาร์ทอัพให้เข้าถึงตลาด เงินทุน และพันธมิตรระดับโลก ไปจนถึงการแสดงศักยภาพของระบบนิเวศไทยต่อนักลงทุนจากทั่วโลก

 

“สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนโอกาสครั้งนี้ให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนากำลังคน และการเชื่อมผู้ประกอบการไทยทุกขนาดเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรม เพื่อให้ประโยชน์กระจายสู่ภาคการผลิตและเศรษฐกิจโดยรวม”

 

‘IEEE ICRA 2030’ มีกำหนดจัดวันที่ 13-17 มิถุนายน 2573 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ คาดว่าจะดึงนักวิจัย นักวิชาการ ผู้นำอุตสาหกรรม นักนวัตกรรม และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเข้าร่วมมากกว่า 10,000 คน สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศและก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 1,064.44 ล้านบาท สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 590.60 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานราว 745 อัตรา และสร้างรายได้ภาษีให้แก่ภาครัฐประมาณ 36.41 ล้านบาท

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising