การตัดสินใจของ Jeanine Pirro อัยการสหรัฐฯ ในการยุติการสอบสวนทางอาญาต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจเป็นการเปิดทางให้ Kevin Warsh ที่ได้รับการเสนอชื่อจากโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าดำรงตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่ได้ราบรื่นขึ้น อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวยังไม่สามารถรับประกันได้ว่า Jerome Powell ประธาน Fed คนปัจจุบันจะยอมก้าวลงจากตำแหน่งคณะผู้ว่าการได้
อย่างไรก็ตาม ในการแถลงเมื่อวันศุกร์ของ Pirro ยังระบุว่า “จะไม่ลังเลที่จะรื้อคดีอาญาขึ้นมาใหม่หากพบข้อเท็จจริงที่เอื้ออำนวย”
ทั้งนี้ Powell เคยให้คำมั่นว่าจะดำรงตำแหน่งในธนาคารกลางสหรัฐฯ ต่อไปจนกว่าการสอบสวนของกระทรวงยุติธรรม (DOJ) ในประเด็นงบประมาณการปรับปรุงอาคารที่บานปลายจะเสร็จสิ้น “อย่างโปร่งใสและถึงที่สุด”
ดังนั้น คำสั่งล่าสุดจึงยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการดำเนินการของ Pirro ซึ่งเป็นการส่งไม้ต่อให้ Inspector General ซึ่งเป็นสำนักงานตรวจสอบของ Fed เองนั้น จะถือว่าบรรลุเงื่อนไขดังกล่าวหรือไม่
สถานการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ถึงแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งอาจกลายเป็นแรงจูงใจให้ Powell ตัดสินใจอยู่ใน Fed ต่อไป แม้ว่าวุฒิสภาจะให้การรับรอง Kevin Warsh ผู้สมัครที่ประธานาธิบดีเสนอชื่อให้แทนที่ Powell แล้วก็ตาม
ทั้งนี้ แม้วาระการดำรงตำแหน่งประธาน Fed ของ Powell จะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 พฤษภาคม แต่ตำแหน่งในคณะผู้ว่าการของ Powell นั้นจะยังไม่หมดวาระจนกว่าจะถึงปี 2028
คณะกรรมการการธนาคารแห่งวุฒิสภา (Senate Banking panel) ได้กำหนดตารางการลงคะแนนเสียงเพื่อรับรองการเสนอชื่อ Kevin Warsh ในวันที่ 29 เมษายน อย่างไรก็ตาม เป้าหมายใหญ่รัฐบาลทรัมป์คือ ต้องการให้กระบวนการรับรองเสร็จสิ้นสมบูรณ์ก่อนหรือภายในวันที่ 15 พฤษภาคมซึ่งเป็นวันที่ Jerome Powell จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งประธาน Fed
Brett Ryan นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Deutsche Bank ให้ความเห็นว่า “ผมคงไม่บอกว่าเรื่องนี้จบลงอย่างเบ็ดเสร็จ” เมื่อกล่าวถึงโอกาสที่ประกาศเมื่อวันศุกร์จะทำให้ Powell ยอมเกษียณตนเอง การที่ Pirro เปิดช่องในการรื้อคดีขึ้นมาใหม่ อาจทำให้ Powell ต้องยั้งคิดในการสละที่นั่งในคณะผู้ว่าการ”
ทางด้าน Warsh ซึ่งเพิ่งเข้ารับการไต่สวนต่อคณะกรรมการการธนาคารแห่งวุฒิสภาในสัปดาห์นี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากสมาชิกรัฐสภาฝั่งรีพับลิกัน อย่างไรก็ตาม Thom Tillis วุฒิสมาชิกรีพับลิกันคนสำคัญจากรัฐนอร์ทแคโรไลนา ได้ประกาศว่าจะขัดขวางการรับรองตำแหน่งจนกว่ากระทรวงยุติธรรมจะยกเลิกการสอบสวนทั้งหมด ซึ่งจนถึงขณะนี้ Tillis ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ เพิ่มเติมภายหลังประกาศของ Pirro เมื่อวันศุกร์
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ให้ความเห็นสั้นๆ ต่อผู้สื่อข่าวถึงเส้นทางของ Warsh ว่า “น่าจะราบรื่น” หลังจากกระทรวงยุติธรรมยุติการสอบสวนทางอาญา แต่ทรัมป์ยังปฏิเสธที่จะยืนยันความปลอดภัยให้กับ Powell โดยอ้างถึงการตรวจสอบ Fed ที่ยังดำเนินอยู่ พร้อมระบุว่า “ผมมีหน้าที่ต้องหาคำตอบ” เกี่ยวกับสาเหตุของงบประมาณที่บานปลาย
คณะกรรมการการธนาคารแห่งวุฒิสภาได้ดำเนินการกำหนดการลงคะแนนรับรองการเสนอชื่อ Warsh ในวันที่ 29 เมษายน อย่างไรก็ตาม การที่ Powell ยังคงอยู่ในคณะผู้ว่าการอาจทำให้การทำงานของประธานคนใหม่เป็นไปอย่างท้าทาย โดยเฉพาะหาก มีความเห็นไม่ลงรอยกับประธานคนใหม่
ในตลอดยุคสมัยการดำรงตำแหน่ง 8 ปี Powell บริหาร Fed ด้วยแนวทางสร้างความเห็นพ้องต้องกัน (Consensus-building) ซึ่งทำให้ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากเพื่อนร่วมงาน โดยในช่วงปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ Fed ได้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงตัวอยู่ในระดับสูง และเฝ้าระวังผลกระทบจากสงครามอิหร่านต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เนื่องจากเงินเฟ้อได้สูงเกินเป้าหมาย 2% ของ Fed มานานกว่า 5 ปี ประกอบกับวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันจากความขัดแย้งที่ทำให้ราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น
Warsh ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ Fed ในช่วงปี 2006 ถึง 2011 มักวิพากษ์วิจารณ์สถาบันแห่งนี้หลังจากพ้นตำแหน่งไป โดยในการแถลงต่อวุฒิสภาเมื่อวันอังคารว่า ตนได้เรียกร้องให้มีการ “เปลี่ยนระบอบ” (Regime change) ในวิธีการดำเนินนโยบายของ Fed และเสนอให้ใช้กรอบการทำงานใหม่ในการจัดการเงินเฟ้อ แต่ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดที่ชัดเจน
นักเศรษฐศาสตร์จาก Evercore ISI นำโดย Krishna Guha มองว่าความเห็นของ Warsh นั้น “เป็นการยั่วยุ” และอาจเพิ่มโอกาสที่ Powell จะเลือกอยู่ในตำแหน่งต่อไปเพื่อปกป้องสถาบัน โดย Guha ระบุในบันทึกถึงลูกค้าว่า “เราคาดการณ์ว่า Powell จะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ Fed ปกติต่อไปอีกหลายเดือน เพื่อหลีกเลี่ยงภาพลักษณ์ที่ดูเหมือนการยอมความหรือการลาออกภายใต้แรงกดดัน”
การตรวจสอบโดยหน่วยงานกำกับดูแลกำลังดำเนินการ
เอกสารงบประมาณของ Fed ระบุว่า งบประมาณปัจจุบันจำนวน 2.46 พันล้านดอลลาร์ สำหรับการปรับปรุงอาคารทั้งสองแห่งนั้น สูงกว่างบประมาณที่เคยจัดสรรไว้ในปี 2020 ประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากต้นทุนวัสดุและค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งทะยานในช่วงหลังการแพร่ระบาด
โฆษกประจำสำนักงาน Inspector General ของ Fed เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า ทางสำนักงานได้ดำเนินการตรวจสอบโครงการปรับปรุงอาคารมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 รวมถึงการตรวจสอบ “การเพิ่มขึ้นของต้นทุนและงบประมาณที่บานปลายอย่างมีนัยสำคัญ”
“เรากำลังเร่งดำเนินการเพื่อให้การตรวจสอบเสร็จสิ้น และพร้อมที่จะเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณชนและสภาคองเกรสทันทีที่ดำเนินการแล้วเสร็จ” โฆษกกล่าว
ทั้งนี้ Inspector General ของ Fed ได้เคยเผยแพร่รายงานการตรวจสอบการปรับปรุงอาคารดังกล่าวมาแล้ว 2 ฉบับ ฉบับแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2021 ซึ่งเสนอแนะให้ปรับปรุงการบริหารจัดการโครงการ และอีกฉบับในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ซึ่งระบุว่ากระบวนการปรับเปลี่ยนการซ่อมแซมนั้น “มีประสิทธิภาพโดยทั่วไป”
ก่อนหน้านี้ Powell ได้เปิดเผยถึงการสอบสวนของกระทรวงยุติธรรมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยระบุผ่านแถลงการณ์วิดีโออย่างตรงไปตรงมาว่า การสอบสวนดังกล่าวเป็นเพียง “ข้ออ้าง” เพื่อให้ทรัมป์สามารถเข้ามามีอิทธิพลเหนือนโยบายการเงิน
ทรัมป์ได้วิพากษ์วิจารณ์ Powell อย่างรุนแรงมานานหลายเดือนจากการที่ Powell ขัดขืนแรงกดดันในการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว และได้แสดงท่าทีสนับสนุนการสอบสวนโครงการปรับปรุงอาคารนี้ต่อสาธารณะ โดยทรัมป์ได้ตราหน้า Powell ว่าเป็นคน “หัวทึบ” (Numbskull) “ผู้แพ้รายใหญ่” (Major Loser) และ “ไร้ความสามารถอย่างยิ่ง” (very incompetent)
อ้างอิง:

