วุฒิสภาสหรัฐอเมริกาโหวตลงมติจำกัดอำนาจสงคราม (War Powers Resolution) ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชี้ต้องยุติปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สภาคองเกรสทั้งสองสภา เห็นชอบมติอำนาจสงครามฉบับเดียวกันในรูปแบบมติเห็นพ้อง (Concurrent Resolution) เพื่อจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการทำสงคราม นับตั้งแต่กฎหมาย War Powers Act มีผลบังคับใช้ในปี 1973
ประเด็นสำคัญ
เบื้องต้น ทำเนียบขาวยืนยันว่า มติดังกล่าวไร้ผลทางกฎหมาย ขณะที่นักวิชาการอธิบายว่า ฝ่ายบริหารอาจอ้างเหตุผลทางรัฐธรรมนูญเพื่อไม่ทำตามมติดังกล่าว เพราะยังไร้ข้อบ่งชี้ว่า ฝ่ายใดมีอำนาจทางกฎหมายมากพอในการฟ้องร้องเพื่อบังคับใช้มติ
สว.โหวตทรัมป์อย่างไร
เมื่อคืนนี้ (23 มิถุนายน) วุฒิสภาสหรัฐฯ เห็นชอบมติจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดี ด้วยคะแนนเสียง 50 ต่อ 48 เสียง หลังสภาผู้แทนราษฎรผ่านมติดังกล่าวไปด้วยคะแนน 215 ต่อ 208 เสียง เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทั้งสองสภาเห็นชอบมติอำนาจสงครามฉบับเดียวกันในรูปแบบมติเห็นพ้อง หรือ Concurrent Resolution เพื่อจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการทำสงคราม นับตั้งแต่กฎหมาย War Powers Act มีผลบังคับใช้ในปี 1973
ทั้งนี้ การลงมติครั้งนี้ประสบความสำเร็จในการโหวตครั้งที่ 10 โดย สว.จากพรรครีพับลิกัน 4 คน ยังเห็นชอบร่วมกับพรรคเดโมแครต แม้พรรครีพับลิกันจะครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ได้แก่ บิล แคสซิดี สว.จากรัฐลุยเซียนา, ลิซา เมอร์คาวสกี สว.จากรัฐอะแลสกา, ซูซาน คอลลินส์ สว.จากรัฐเมน และ แรนด์ พอล สว.จากรัฐเคนทักกี
ขณะที่ สว.รีพับลิกันอีก 2 คน อย่าง มิตช์ แมคคอนเนลล์ และเดฟ แมคคอร์มิก ไม่ได้เข้าร่วมลงคะแนน ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มติดังกล่าวผ่านวุฒิสภา ส่วนด้านพรรคเดโมแครตมี สว.คนเดียวที่โหวตคัดค้าน คือ จอห์น เฟตเทอร์แมน จากรัฐเพนซิลเวเนีย
ก่อนหน้านี้ มีความเห็นแบ่งเป็นสองฝ่ายในวุฒิสภา โดยฝ่ายที่คัดค้านเตือนว่า การลงมติจะบั่นทอนอำนาจของทรัมป์ในการเจรจากับอิหร่าน ส่วนฝ่ายสนับสนุนมองว่า รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ให้อำนาจสภาคองเกรสในการประกาศสงคราม ไม่ใช่ประธานาธิบดี
อนึ่ง มติดังกล่าวมีผลให้ประธานาธิบดีต้องถอนกองทัพออกจากการสู้รบกับอิหร่าน เว้นแต่จะได้รับอนุมัติอย่างชัดเจนจากสภาคองเกรส ผ่านการประกาศสงครามหรือการอนุมัติให้ใช้ปฏิบัติการทางทหารโดยเฉพาะ หรือในกรณีจำเป็นเพื่อปกป้องสหรัฐฯ ชาติพันธมิตร หรือประเทศหุ้นส่วนจากการโจมตีที่ใกล้จะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ท่าทีดังกล่าวกลับเป็นแรงกดดันเชิงสัญลักษณ์มากกว่า เพราะมติดังกล่าวเป็นมติเห็นพ้องของทั้งสองสภา (Concurrent Resolution) ซึ่งไม่ถูกส่งต่อถึงทำเนียบขาวเพื่อให้ประธานาธิบดีลงนามหรือใช้สิทธิยับยั้ง โดยล่าสุด ทำเนียบขาวออกมายืนยันว่า มติดังกล่าวไม่มีผลทางกฎหมาย พร้อมระบุว่า การสู้รบเป็นอันยุติภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 7 เมษายน
น่าสนใจว่า ในทางการเมือง Politico วิเคราะห์ว่า การลงมติครั้งนี้สร้างความเสียหายให้กับรัฐบาลทรัมป์ เพราะสภาคองเกรสแสดงจุดยืนตรงกัน อีกทั้งยังเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าเจรจาข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน ซึ่งคาดว่า ต้องขอให้สภาคองเกรสอนุมัติงบประมาณหลายหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายจากการทำสงคราม
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของ Reuters/Ipsos ยังระบุว่า มีชาวอเมริกันเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่มองว่าสงครามกับอิหร่านคุ้มค่ากับต้นทุนที่เกิดขึ้น และคนส่วนใหญ่กังวลว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับทางการเตหะรานอาจไม่ยั่งยืน
ฉากทัศน์ต่อจากนี้คืออะไร
ทั้งนี้ ไบรอัน ฟินูเคน ที่ปรึกษาอาวุโสด้านโครงการสหรัฐฯ ของ International Crisis Group ให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal ว่า มติดังกล่าวที่มีลักษณะยับยั้งอำนาจฝ่ายบริหารอาจไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เนื่องจากศาลสูงสุดสหรัฐฯ เคยวินิจฉัยในทศวรรษ 1980 ว่า มติของสภาคองเกรสที่มีลักษณะลบล้างการกระทำของฝ่ายบริหาร อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ หากไม่ผ่านกระบวนการส่งให้ประธานาธิบดีลงนามหรือใช้สิทธิยับยั้ง
อย่างไรก็ตาม ฟินูเคนระบุว่า การผ่านมติดังกล่าวมีความสำคัญ แม้ไม่มีผลผูกพันโดยตรง แต่ยังมีผลทางกฎหมายในแง่ที่สะท้อนจุดยืนของสภาคองเกรสต่อการจัดสรรอำนาจด้านสงคราม และสะท้อนว่า ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจในการทำสงครามครั้งนี้เพียงฝ่ายเดียว
อนึ่ง เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่ง กล่าวลดทอนความสำคัญของการลงมติครั้งนี้กับ
Politico ว่า ผลโหวตขึ้นอยู่กับการขาดประชุมของ สว.รีพับลิกัน พร้อมยืนยันว่า มติดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้ และการสู้รบทางทหารได้ยุติลงแล้วภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนเมษายน
ด้านโฆษกของ จอห์น บาร์ราสโซ สว.รีพับลิกันจากรัฐไวโอมิง ผู้นำอันดับ 2 ของรีพับลิกันในวุฒิสภา ระบุว่า จำนวนเสียงสนับสนุนจากรีพับลิกันไม่ได้เพิ่มขึ้นจากการลงมติครั้งก่อน และมองว่า มติดังกล่าวเป็นเพียงการส่งสารทางการเมืองของเดโมแครต
“มตินี้ไม่ได้ถูกส่งไปยังโต๊ะประธานาธิบดี ไม่สามารถกลายเป็นกฎหมายได้ และไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่อนโยบาย” โฆษกกล่าว
อย่างไรก็ตาม ทิม เคน วุฒิสมาชิกเดโมแครตจากรัฐเวอร์จิเนียมองว่า นี่คือช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ เพราะไม่เคยมีสองสภาผ่านมติต้านการทำสงครามฉบับเดียวกัน โดยมีจุดมุ่งหมายส่งสารถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า สงครามครั้งนี้ผิดกฎหมาย
ฝ่ายที่คัดค้านร่างมติเตือนว่า การลงมติของสภาคองเกรสอาจบั่นทอนอำนาจต่อรองของทรัมป์ในการเจรจากับอิหร่าน โดยเจมส์ ริช วุฒิสมาชิกรีพับลิกันจากรัฐไอดาโฮ ระบุว่า หากมตินี้ผ่าน อิหร่านอาจเดินออกจากโต๊ะเจรจา เพราะมองว่าสภาคองเกรสกำลังตัดอำนาจประธานาธิบดีสหรัฐฯ
เคนระบุว่า การตัดสินใจพาประเทศเข้าสู่สงครามไม่ควรอยู่ในมือของบุคคลเพียงคนเดียว เพราะผลลัพธ์ของสงครามมีความร้ายแรงและกว้างไกลเกินกว่าจะปล่อยให้ฝ่ายบริหารตัดสินใจโดยลำพัง
ภาพ: Reuters
อ้างอิง:
- https://www.reuters.com/world/us/us-senate-joins-house-voting-halt-iran-war-rebuking-trump-2026-06-23/
- https://www.wsj.com/politics/policy/senate-passes-measure-directing-trump-to-end-hostilities-with-iran-241363fc
- https://www.aljazeera.com/news/2026/6/23/us-senate-votes-to-halt-iran-war-bucking-trump
- https://www.politico.com/news/2026/06/23/senate-votes-halt-iran-war-00972648


