ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะชาติสมาชิกอาเซียนดำรงอยู่ภายใต้ข้อตกลงโดยนัยรูปแบบหนึ่ง กล่าวคือ พลังงานไหลจากตะวันออกกลางเข้าสู่ภูมิภาค สหรัฐอเมริกาทำหน้าที่ค้ำประกันความมั่นคงในภาพรวม และเส้นทางการค้าโลกเปิดกว้าง แต่ละประเทศได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจเต็มประสิทธิภาพ ขณะที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ส่วนใหญ่ถูกมองเป็นเพียงแรงกระแทกจากภายนอก
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปในอนาคต ประเทศที่จะเติบโตและประสบความสำเร็จได้ คือประเทศที่สามารถผสานการเปิดกว้างเข้ากับความยืดหยุ่น การกระจายความเสี่ยงเข้ากับการบูรณาการ และความทะเยอทะยานทางเศรษฐกิจเข้ากับความพร้อมด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างลงตัว ประเทศเหล่านี้จะเป็นประเทศที่ “มีบทบาทอยู่ในภูมิรัฐศาสตร์” โดยกำหนดทิศทางของตนเองผ่านการตัดสินใจด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และพลังงาน แทนที่จะเป็นประเทศที่ยืนอยู่ไกลจากภูมิรัฐศาสตร์
ความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียได้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระเบียบเดิมที่กำลังสั่นคลอนและเสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว พร้อมตอกย้ำอีกครั้งว่า ผลกระทบสำคัญที่สุดของวิกฤตดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่สู้รบ หากแต่เกิดขึ้นไกลออกไปจากสมรภูมิ แม้ว่าอิหร่านและสหรัฐฯ จะตกลงในรายละเอียดของดีลหยุดยิงและทำให้ความขัดแย้งยุติลงในที่สุด แต่ภูมิทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ได้เปลี่ยนแปลงไปโดยพื้นฐานแล้ว ขณะที่ไม่แน่นอนยังมีแนวโน้มคงอยู่ต่อไป
ไม่ใช่เรื่องยากที่จะมองหาบทเรียนจากประวัติศาสตร์ วิกฤตคลองสุเอซในปี 1956 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในลักษณะเดียวกันสำหรับยุโรป โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร ในครั้งนั้น เส้นทางการค้าที่มีความสำคัญยิ่งถูกปิดกั้นเป็นเวลาถึง 5 เดือน ผลกระทบที่ตามมาขยายวงกว้าง ไม่เพียงแต่ต่อการเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย
70 ปีต่อมา หลังจากความขัดแย้งดำเนินมาเป็นเวลา 4 เดือน แม้จะมีโอกาสบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจเอเชียก็ได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ทั้งในรูปของความสูญเสียทางเศรษฐกิจ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานและอาหาร จากการประเมินของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ระบุว่า เอเชีย-แปซิฟิกอาจสูญเสียผลผลิตทางเศรษฐกิจระหว่าง 97,000 ล้านถึง 299,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากต้นทุนไฟฟ้า อาหาร และการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น คิดเป็นประมาณ 0.3-0.8% ของ GDP ของภูมิภาค
ปัญหาพื้นฐานอยู่ที่ข้อเท็จจริงว่า น้ำมันที่ขนส่งทางทะเลประมาณ 25% ของโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และกว่า 80% ของปริมาณดังกล่าวมีปลายทางอยู่ในเอเชีย โดยจีน อินเดีย และญี่ปุ่น เป็นผู้นำเข้าหลัก สำหรับประเทศอาเซียนนั้น น้ำมันดิบถึง 55% นำเข้ามาจากตะวันออกกลาง
ด้วยระดับการพึ่งพาที่สูงเช่นนี้ ประเทศในเอเชียจึงเป็นกลุ่มแรกๆ ของโลกที่ต้องดำเนินมาตรการอย่างจริงจังเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง และเริ่มพิจารณาอย่างเร่งด่วนถึงแนวทางกระจายแหล่งพลังงานของตน
ความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซีย ประกอบกับภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ได้ตอกย้ำให้เห็นว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน” คือรากฐานของ “ความมั่นคงแห่งชาติ” และหลายประเทศก็เริ่มแสดงสัญญาณของการเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น แม้เอเชียยังคงพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง แต่ประเทศต่างๆ ก็กำลังพยายามรักษาสมดุลอย่างละเอียดอ่อน ระหว่างการดำรงความสัมพันธ์ทางการค้ากับภูมิภาคดังกล่าว และการเน้นย้ำจุดยืนความเป็นกลางต่อความขัดแย้ง
ขณะเดียวกัน หนึ่งในคำถามสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบ คือ เหตุการณ์ในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อบทบาทและความสนใจของสหรัฐฯ ที่มีต่อเอเชียอย่างไร ความขัดแย้งครั้งนี้ได้รื้อฟื้นคำถามสำคัญที่เอเชียเผชิญมาอย่างยาวนาน นั่นคือ วอชิงตันจะสามารถแบ่งสรรความสนใจเชิงยุทธศาสตร์ให้กับยุโรป ตะวันออกกลาง และอินโด-แปซิฟิกได้พร้อมกันมากน้อยเพียงใด
การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าผู้นำทั้งสองพยายามรักษาเสถียรภาพที่เปราะบางของความสัมพันธ์ทวิภาคีเอาไว้ แต่คำถามเชิงลึกเกี่ยวกับการแตกแยกของระบบโลกและพันธกรณีด้านความมั่นคงในอนาคต ยังคงไม่ได้รับคำตอบ
ประเทศในเอเชียจำนวนมากเป็นคู่ค้ารายสำคัญของสหรัฐฯ และได้รับผลกระทบโดยตรงจากความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทานและราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งกำลังกระตุ้นให้เกิดแนวคิดเรื่องการกระจายความเสี่ยงทางการค้าและการสร้างความเป็นภูมิภาคมากขึ้น นอกจากนี้ การพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐมาอย่างยาวนาน ยังทำให้เศรษฐกิจของหลายประเทศได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เงินเฟ้อ และภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ ดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด
แท้จริงแล้ว ความเปราะบางเหล่านี้เป็นที่รับรู้กันมานาน และเป็นส่วนหนึ่งที่อธิบายได้ว่าทำไมกลุ่มอย่างอาเซียนจึงสนใจผลักดันความริเริ่มด้านการใช้สกุลเงินท้องถิ่น แต่เมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ประเด็นเหล่านี้มีแนวโน้มจะถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งด้วยมุมมองใหม่และความเร่งด่วนที่มากกว่าเดิม
เหตุการณ์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงสะท้อนว่าเอเชียจำเป็นต้องเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น แต่ยังอธิบายด้วยว่าทำไมจึงจำเป็นต้องทำเช่นนั้น ความต้องการในอนาคตจะผูกพันอยู่กับแนวคิดเรื่องการพึ่งพาตนเอง ความยืดหยุ่น และการกระจายความเสี่ยง ซึ่งล้วนมีต้นทุน โดยเฉพาะในระยะสั้นต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ สำหรับภูมิภาคที่คุ้นชินกับการสร้างเสถียรภาพผ่านการเติบโตและประสิทธิภาพ การทบทวนแนวคิดครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนกรอบความคิดครั้งสำคัญ
แม้บริบทโดยรวมจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่วิกฤตครั้งนี้ก็เปิดโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก ประเทศสมาชิกอาเซียนได้เดินหน้าสู่การบูรณาการและการขยายตัวมาอย่างต่อเนื่อง และแนวโน้มดังกล่าวจะยังดำเนินต่อไป การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานมีแนวโน้มจะเร่งตัวขึ้น เมื่อเอเชียพยายามลดความเปราะบางต่อแรงกระแทกในอนาคต ห่วงโซ่อุปทานจะปรับเปลี่ยนไปตามการเกิดขึ้นของคู่ค้าและเส้นทางการค้าใหม่ๆ
ประเทศในเอเชียจะพยายามวางตำแหน่งตนเองและภูมิภาคให้เป็นหุ้นส่วนทางการทูตที่น่าเชื่อถือ มีเสถียรภาพ และคาดการณ์ได้ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในยุคแห่งความไม่แน่นอน และนั่นอาจเป็นสัญญาณว่า ประเทศต่างๆ ในเอเชียกำลังจะก้าวพ้นจากยุคที่ “ภูมิรัฐศาสตร์อยู่ไกลตัว” อย่างแท้จริง
พัฒนาการเหล่านี้ ตลอดจนการตั้งคำถามด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และความมั่นคงจากความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซีย จะเป็นประเด็นสำคัญในการหารือในการประชุม Annual Meeting of the New Champions ต่อไป
ภาพ: posteriori via ShutterStock


