วันนี้ (21 เมษายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงการลงพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ ของนายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ว่า มีการรายงานผลจากทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งขณะนี้มีกำลังพลดับไฟ 6,000-7,000 คน ที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งยอมรับว่าปีนี้เป็นปีที่แห้งแล้งมาก ฝนมาช้ากว่าทุกปี และไฟป่าที่เกิดขึ้นเกิดจากประชาชนที่คิดแต่จะหาของป่า
แม้เราจะสามารถลดฮอตสปอตจากการใช้เฮลิคอปเตอร์ดับไฟจากยอดเขา แต่เจ้าหน้าที่ก็เหนื่อยล้า และต้องดับไฟในช่วงเวลากลางคืน เพราะกลางวันเสี่ยงเป็นฮีตสโตรกก่อให้เกิดอันตราย ซึ่งในส่วนงบประมาณก็ใช้เท่าที่มีอยู่โดยใช้ส่วนของรายได้อุทยานจากภาคใต้
สุชาติกล่าวอีกว่า ต้องให้กรมประชาสัมพันธ์สื่อสารกับผู้ว่าราชการจังหวัดและประชาชน ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ให้แก้ปัญหาในหลายด้าน โดยเฉพาะห้องปลอดฝุ่นของนักเรียน ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปพิจารณา ส่วนกระทรวงทรัพยากรฯ ก็จะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังโดยเฉพาะการเผาป่า ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนตระหนักถึงโทษของการเผาป่าว่าทำให้เกิดมลพิษต่อคนหมู่มากต้องระวัง
ส่วนจะมีมาตรการเยียวยาสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่หรือไม่ สุชาติกล่าวว่า เรื่องนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์อยู่แล้ว ซึ่งการที่นายกรัฐมนตรีไปลงพื้นที่ก็เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ และขณะนี้เราจะผลักดันเชียงดาวโมเดล เอาชุมชนรอบนอกมาช่วยกันรักษาผืนป่า และกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนหาของป่า หาเงินจากอย่างอื่นได้มากกว่า
ส่วนคณะรัฐมนตรีจะต้องนำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาดที่ค้างอยู่ในสภามาทบทวนหรือไม่ สุชาติกล่าวว่า เราสนับสนุนกฎหมายดังกล่าวอยู่แล้ว แต่ขณะนี้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด อยู่ระหว่างการพิจารณาในวาระ 2 ของวุฒิสภา ซึ่งกำลังดูในความขัดแย้งบางส่วน ต้องออกตัวว่าเราไม่ได้ปกป้องนักธุรกิจ แต่ต้องเข้าใจว่าเราดึงนักลงทุนมาลงทุนในประเทศไทย ดังนั้นจึงต้องออกกฎหมายที่ไม่ขัดแย้งต่อ พ.ร.บ.การลงทุน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลยินดีที่จะสนับสนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาด แต่ต้องดูอีกหลายส่วน เช่น คำว่ากลุ่มเปราะบางทำงานกลางแจ้ง แบบนี้จะตีความอย่างไร และจะเยียวยาแบบใด ส่วนเรื่องค่าปรับก็ต้องดูความเหมาะสม และการออกกฎหมายต้องมีมิติทั้ง 2 ด้าน


