ความเข้าใจต่อความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมา มักถูกกำกับด้วยภาพของเสียงปืนและตัวเลขผู้สูญเสีย จนบดบัง ‘สนาม’ อีกชนิดหนึ่งซึ่งทำงานอย่างเงียบ ๆ แต่ทรงพลังยิ่งกว่าในยุคปัจจุบัน สนามของถ้อยคำสนามนี้ไม่ได้ทำลายชีวิตด้วยกระสุนหรือระเบิด หากค่อยๆ ลดทอน ‘ความเป็นมนุษย์’ ของอีกฝ่ายลงอย่างเป็นระบบ จนผู้คนกลายเป็นเพียงวัตถุแห่งความชอบธรรมของความเกลียดชัง ความเป็นอื่น และท้ายที่สุดคือความรุนแรง
สนามดังกล่าวดำรงอยู่ในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะบน Facebook ซึ่งมิได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพื้นที่สื่อสาร หากกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตซ้ำ ‘ความจริง’ ชุดหนึ่งอย่างเป็นระบบ ความจริงชุดนี้ถูกประกอบสร้างให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแบบจารีต จนวิธีคิดแบบรัฐความมั่นคงสถาปนาตนเองขึ้นทั้งในพื้นที่ทางกายภาพและในจิตสำนึกของผู้คน ผลที่ตามมาคือการปิดกั้นความเป็นไปได้ในการรับรู้ความจริงแบบอื่น และยิ่งไปกว่านั้น คือการลดทอนคุณค่าของความจริงชุดอื่นให้ด้อยลงไปโดยปริยาย
โครงสร้างเครือข่าย: ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในฐานะเครื่องมือรัฐ
หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นลักษณะเชิงโครงสร้างของปฏิบัติการนี้ ปรากฏในรายงานเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2021 ของ Facebook ว่าด้วย ‘coordinated inauthentic behavior’ รายงานฉบับนี้เปิดเผยเครือข่ายปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่มีต้นทางจากประเทศไทย มุ่งเป้าไปยังพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะเครือข่ายดังกล่าวใช้ทั้งบัญชีจริงและบัญชีปลอม สลับบทบาทอย่างเป็นระบบระหว่าง ‘ตัวตนเสมือนประชาชนทั่วไป’ กับ ‘ผู้ปฏิบัติการเชิงจัดวาง’ เพื่อทำให้เนื้อหาที่ถูกผลิตขึ้นปรากฏราวกับเป็นเสียงสะท้อนตามธรรมชาติของสาธารณะ (Facebook, 2021) ข้อค้นพบนี้ยิ่งมีนัยสำคัญมากขึ้น เมื่อการสืบสวนเชิงข้อมูลเผยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายดังกล่าวกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สิ่งนี้สะท้อนว่าปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารมิได้ดำรงอยู่นอกกลไกอำนาจรัฐ หากแทรกตัวอยู่ภายในยุทธศาสตร์ความมั่นคงอย่างแยกไม่ออก
เนื้อหา: ประทุษวาจาในฐานะเครื่องมือผลิตซ้ำความเป็นอื่น
การอธิบายเพียงระดับโครงสร้างเครือข่ายยังไม่เพียงพอ หากไม่พิจารณาสิ่งที่เครือข่ายเหล่านั้นผลิตขึ้นมา นั่นคือ ‘เนื้อหา’ ซึ่งเป็นหัวใจของปฏิบัติการงานศึกษาของอันวาร์ กอมะ และเอกรินทร์ ต่วนศิริ (2568) ชี้ให้เห็นว่า “เพจนิรนาม” ในโลกออนไลน์ได้กลายเป็นแหล่งผลิตประทุษวาจา (hate speech) ที่สำคัญในบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพจเหล่านี้ผลิตซ้ำมายาคติ ด้อยค่า และตีตรากลุ่มชาติพันธุ์มลายูอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นการสื่อสารทางเดียว แต่กลับมีพลังในการกำหนดอารมณ์ร่วมของสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ ข้อค้นพบที่ท้าทายสมมติฐานทั่วไปคือ ในช่วงระยะหลังประทุษวาจาไม่ได้เกิดขึ้น ‘หลัง’ เหตุการณ์ความรุนแรง แต่เพียงอย่างเดียว หากบางกรณีก่อตัวขึ้น ‘ก่อน’ ในโลกออนไลน์ แล้วไหลย้อนกลับไปหล่อเลี้ยงความขัดแย้งในโลกจริง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเกลียดชังมิได้เป็นเพียงผลผลิตของความรุนแรง หากเป็นเงื่อนไขเชิงวาทกรรมที่ทำให้ความรุนแรงดำรงอยู่และขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องจนยากจะควบคุม
ฐานทฤษฎี: จากวาทกรรมเกลียดชังสู่วาทกรรมอันตรายและวาทกรรมความหวาดกลัว
ในระดับทฤษฎี แนวคิดเรื่อง ‘วาทกรรมความเกลียดชัง’ เองก็ถูกวิพากษ์ว่ามีขอบเขตกว้างเกินไป จนไม่สามารถแยกแยะระดับอันตรายของถ้อยคำได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเกิดความพยายามพัฒนาเครื่องมือเชิงแนวคิดที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น Susan Benesch (2012) เสนอกรอบ ‘ถ้อยคำอันตราย’ (dangerous speech) ที่ประเมินศักยภาพของถ้อยคำในการเร่งเร้าความรุนแรงระหว่างกลุ่ม โดยพิจารณาจากห้าองค์ประกอบ ได้แก่ 1. ผู้พูดและอิทธิพลของผู้พูด 2. สภาวะความเปราะบางของผู้ฟัง 3.เนื้อหาและรูปแบบของถ้อยคำ 4.บริบทเชิงประวัติศาสตร์และสังคมที่แวดล้อม 5.ช่องทางและกลไกการเผยแพร่ กรอบนี้ช่วยเลื่อนจุดสนใจจาก ‘ถ้อยคำแสดงความเกลียดชัง’ในเชิงนามธรรม ไปสู่การประเมิน ‘ศักยภาพถ้อยคำเชิงเร่งเร้า’ ในบริบทเฉพาะเหตุการณ์
ขณะเดียวกัน Anastasia Buyse (2014) นำเสนอแนวคิด ‘ถ้อยคำความหวาดกลัว’ (fear speech) ซึ่งชี้ให้เห็นกลไกอีกรูปแบบหนึ่งการผลิต ‘สำนึกถูกปิดล้อม’ (siege mentality) ที่ทำให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าตนกำลังถูกคุกคาม จนความรุนแรงถูกทำให้ชอบธรรมในฐานะ ‘การป้องกันตนเอง’ เมื่อนำทั้งสองกรอบมาประยุกต์กับบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเห็นว่าถ้อยคำบนโลกออนไลน์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียง ‘แสดงออก’ ซึ่งความเกลียดชัง หากทำหน้าที่ ‘เร่งเร้า’ และ ‘สร้างเงื่อนไข’ ให้ความรุนแรงกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่มีหลักฐานะให้เห็นอย่างคาตาและเกาะกลุ่มของเพจที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน จนขยายไปสู่สังคมวงกว้าง
แรงจูงใจเบื้องหลังผู้ผลิตวาทกรรม
ความน่าสนใจอีกงานศึกษาของ Karmen Erjavec และ Melita Poler Kovačič (2012) เปิดให้เห็นมิติเชิงแรงจูงใจของผู้ผลิตวาทกรรมความเกลียดชังในพื้นที่ออนไลน์ ผู้เขียนจำแนกผู้ใช้ออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น กลุ่ม ‘นักรบทางวาทกรรม’ (soldiers) ซึ่งใช้พื้นที่ออนไลน์อย่างมียุทธศาสตร์เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม และกลุ่ม ‘ผู้เฝ้าระวังสังคม’ (watchdogs) ซึ่งอ้างความชอบธรรมในการใช้ถ้อยคำรุนแรงเพื่อดึงความสนใจต่อประเด็นสาธารณะ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ใช้จำนวนหนึ่งให้เหตุผลว่า ในระบบนิเวศสื่อออนไลน์ที่เต็มไปด้วยเสียงรบกวน วาทกรรมรุนแรงกลายเป็น “วิธีเดียว” ที่จะทำให้เสียงของตนถูกได้ยิน ข้อค้นพบนี้ชวนตั้งคำถามว่า โครงสร้างของแพลตฟอร์มเองมีส่วนสร้างแรงจูงใจให้ถ้อยคำรุนแรงเฟื่องฟูหรือไม่ การปล่อยให้ถ้อยคำเกลียดชังและอันตรายมีอิสระ ไร้การควบคุม
อาวุธมีชีวิต: เมื่อถ้อยคำทำหน้าที่เดียวกับอาวุธ
แน่นอนในฐานะผู้เขียนได้เคยอ่านงานแนวคิดเชิงวิพากษ์ของชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ในหนังสืออาวุธมีชีวิต ? (2549) ก็ช่วยเชื่อมร้อยการวิเคราะห์ข้างต้นเข้าสู่ระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ชัยวัฒน์ชี้ว่า “อาวุธไม่ว่าจะมีรูปธรรมเพียงใดล้วนไม่มีชีวิตในตัวเอง ความรุนแรงไม่ได้เกิดจากตัววัตถุ หากเกิดจากมนุษย์ที่เลือกใช้มัน ภายใต้เงื่อนไขที่ทำให้ความรุนแรงถูกทำให้ “ปกติ” หรือกลายเป็นเครื่องมือที่ชอบธรรมในการจัดการความขัดแย้ง”
เมื่อเชื่อมข้อเสนอนี้เข้ากับบริบทวาทกรรมออนไลน์ ถ้อยคำอย่าง ‘เด็ดหัวโจรใต้’ หรือ ‘สมควรตาย’ จึงมิใช่เพียงภาษา หากเป็น ‘อาวุธเชิงสัญลักษณ์’ ที่ทำงานคล้ายอาวุธทางกายภาพในระดับหนึ่ง มันทำให้ความรุนแรงกลายเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับได้ ผ่านกระบวนการลดทอนความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายอย่างเป็นระบบถ้อยคำเหล่านี้คือ ‘อาวุธมีชีวิต’ ในความหมายที่ว่า มันมีพลังในการแพร่กระจาย ปรับตัว และสืบพันธุ์ตัวเองในระบบนิเวศดิจิทัล คุณสมบัติที่อาวุธทางกายภาพไม่มี เพราอาวุธทางกายภาพใช้แล้วก็หมดไป แต่อาวุธมีชีวิตที่เป็นถ้อยคำอันตรายยังคงไหลเวียนในโลกออนไลน์เสมอ หากไม่ถูกดึงออกและปลดอาวุธถ้อยคำอันตราย
การจัดการความจริง: กรณีฐปณีย์ เอียดศรีไชย
ในสังคมไทยร่วมสมัย ชื่อของฐปณีย์ เอียดศรีไชย ไม่ได้สื่อถึงเพียง ‘นักข่าว’ ในความหมายทั่วไปอีกต่อไป หากคือภาพของผู้สื่อข่าวภาคสนามที่ยืนหยัดอยู่กับการทำงานเชิงสืบค้นอย่างจริงจังและต่อเนื่องมายาวนาน จนกลายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของวิชาชีพข่าวที่ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริงและต่อสาธารณะ
สิ่งที่โดดเด่นในงานของเธอไม่ได้อยู่เพียงแค่การรายงานเหตุการณ์ แต่คือวิธีการเข้าถึงความจริง ผ่านการลงพื้นที่จริง การตรวจสอบข้อมูลหลายชั้น และการทำงานภาคสนามที่ต้องใช้ทั้งเวลา แรงกาย และความอดทนอย่างสูง เธอไม่ได้ยืนอยู่ในระยะห่างของผู้สังเกตการณ์ หากเลือกเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของเหตุการณ์จริง อยู่กับผู้คนที่เกี่ยวข้องโดยตรง และรับฟังข้อมูลจากหลากหลายฝ่ายอย่างรอบด้าน ก่อนจะสรุปออกมาเป็นรายงานข่าวที่ส่งต่อสู่สาธารณะ ความเป็นมืออาชีพของเธอยังปรากฏในการศึกษาการบ้านอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนการนำเสนอข่าว ไม่ว่าจะเป็นบริบททางสังคม การเมือง พื้นที่ความขัดแย้ง หรือมิติของความมั่นคง เธอให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหลายแหล่ง และพยายามอธิบายเรื่องราวที่ซับซ้อนอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ลดทอนความซับซ้อนของความจริงจนเกินไป
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผลงานของเธอสะท้อนความสม่ำเสมอในการยืนอยู่บนมาตรฐานของข่าวเชิงสืบสวนและข่าวภาคสนาม งานที่ต้องอาศัยความกล้า ความละเอียด และความรับผิดชอบต่อผลกระทบของข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ออกไป เธอไม่เพียงรายงานเหตุการณ์ แต่เข้าไปทำความเข้าใจโครงสร้างของเหตุการณ์นั้นอย่างเป็นระบบ แล้วถ่ายทอดออกมาให้สังคมเห็นในมิติที่รอบด้านที่สุดเท่าที่กระบวนการข่าวจะเอื้อให้ทำได้
ชื่อของฐปณีย์ เอียดศรีไชย จึงค่อย ๆ กลายเป็นภาพแทนของนักข่าวมืออาชีพที่ทำงานจริงจังกับพื้นที่จริง ลงทุนทั้งเวลาและแรงงานอย่างต่อเนื่อง และยืนหยัดอยู่กับการตรวจสอบข้อเท็จจริงในสนามที่ไม่ง่ายต่อการเข้าถึง เธอจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้รายงานข่าว หากเป็นผู้ที่ทำให้มาตรฐานของการสื่อสารสาธารณะในสังคมไทยถูกยกระดับผ่านการทำงานที่พิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในฐานะผู้สอนหนังสือ ประสบการณ์หนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ รายงานข่าวของฐปณีย์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “บอกเล่าเหตุการณ์” หากค่อย ๆ เลื่อนไหลเข้ามาเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำความเข้าใจโลกของผู้เรียน มันกลายเป็นพื้นที่ที่คำถามทางสังคมถูกวางไว้ต่อหน้ารัฐ ต่อหน้าความรุนแรง และต่อหน้ากลไกของอำนาจ อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าที่ห้องเรียนหรือพื้นที่วิชาการจะจำลองขึ้นได้เสมอไป งานข่าวของฐปณีย์จึงทำหน้าที่เสมือน ‘การทดลองทางสังคมภาคสนาม’ ที่วิชาการไม่อาจลงไปกระทำแทนได้ทั้งหมด
ความแตกต่างระหว่างรูปแบบการทำข่าวจึงเริ่มปรากฏชัด ด้านหนึ่งคือการรายงานที่หยุดอยู่กับเอกสารทางการ คำแถลง หรือชุดข้อมูลที่ถูกจัดเตรียมไว้จากรัฐ อีกด้านหนึ่งคือการทำข่าวของฐปณีย์ที่พาตัวเองเข้าไปยืนต่อหน้าแหล่งอำนาจจริง พร้อมคำถามที่ยังไม่ถูกทำให้เรียบร้อยหรือกลมกลืนไปกับระเบียบของระบบ
การลงพื้นที่จริง การเข้าไปพบปะผู้คนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ นักกิจกรรม ผู้นำชุมชน กลุ่มศาสนา หรือฝ่ายความมั่นคง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการเก็บข้อมูลเชิงเทคนิค หากเป็นกระบวนการสะสมความไว้วางใจทีละชั้น ซึ่งในเชิงสังคมวิทยาแล้ว นับเป็นทุนเชิงความสัมพันธ์ที่ต้องอาศัยเวลาและความต่อเนื่อง ไม่สามารถเร่งผลิตหรือทดแทนได้ด้วยเทคโนโลยีใด
เมื่อ ‘ความจริงสำเร็จรูป’ คุกคามความจริงภาคสนาม
ในอีกด้านหนึ่ง สังคมร่วมสมัยกำลังเผชิญกับกระบวนการที่เคลื่อนไปในทิศทางตรงข้าม การผลิต ‘ความจริงสำเร็จรูป’ บนสื่อออนไลน์ บัญชีที่ไม่เปิดเผยตัวตน ถ้อยคำที่ประกอบขึ้นจากเศษข้อมูลเดิมแต่ถูกจัดเรียงใหม่ให้มีทิศทางทางอารมณ์ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความหวาดระแวง ความเกลียดชัง หรือความไม่ไว้วางใจ กระบวนการเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องลงพื้นที่จริง ไม่ต้องเผชิญหน้ากับผู้คน และไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของถ้อยคำที่ปล่อยออกไป
เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้ ความเร็วและความหนาแน่นของการผลิตถ้อยคำที่ดู ‘มีเหตุผล’ หรือ ‘มีน้ำหนัก’ ก็ยิ่งทวีขึ้น แต่ยิ่งเช่นนั้น งานของฐปณีย์ก็ยิ่งทำให้เห็นความต่างอย่างชัดเจน เพราะเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่ผ่านการตรวจสอบกับสิ่งที่ถูกประกอบขึ้นเพื่อชี้นำ กำลังพร่าเลือนมากขึ้นเรื่อยๆ
ปัญหาที่ตามมาจึงไม่ใช่เพียงการถกเถียงว่าใครพูดอะไร หรืออะไรจริงอะไรเท็จ หากเป็นภาวะที่ “ความจริง” เองถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่ไม่มั่นคง ไม่ได้ถูกปฏิเสธโดยตรง แต่ถูกทำให้คลุมเครือจนกลายเป็นสภาวะปกติของการรับรู้ร่วมสมัย ขณะที่อำนาจในการกำหนดว่าอะไรควรนับเป็นความจริง ยังคงกระจุกตัวอยู่ในมือของผู้ที่มีทรัพยากรในการผลิตและกระจายความหมายได้มากกว่า
ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ การทำงานของฐปณีย์ในฐานะนักข่าวที่ยังคงยืนยันการลงพื้นที่จริง เผชิญหน้ากับแหล่งอำนาจ และแบกรับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบตายตัว จึงไม่ได้เป็นเพียงบทบาทเชิงวิชาชีพ หากกลายเป็นการยืนอยู่ในสนามที่ความหมายของ ‘ความจริง’ กำลังถูกต่อรองอยู่ตลอดเวลา ระหว่างความจริงที่ถูกค้นพบผ่านการลงไปอยู่กับพื้นที่จริง กับความจริงที่ถูกจัดการให้ผู้คน ‘เชื่อ’ ผ่านกลไกของการผลิตซ้ำ
ชื่อของฐปณีย์ เอียดศรีไชย จึงค่อยๆ กลายเป็นเครื่องหมายของวิธีการทำงานแบบหนึ่ง วิธีที่ยืนยันความสำคัญของการลงพื้นที่ การตรวจสอบอย่างละเอียด และการไม่ยอมลดทอนความซับซ้อนของความจริงให้เรียบง่ายเกินไป เธอปรากฏอยู่ในภูมิทัศน์สื่อไทยร่วมสมัย ในฐานะผู้ปฏิบัติงานข่าวที่ทำให้ ‘การเข้าถึงความจริง’ ยังคงมีรูปธรรม ผ่านการลงแรง ลงเวลา และลงไปอยู่ในพื้นที่จริงอย่างต่อเนื่อง
บทส่งท้าย
ภายใต้โครงสร้างเช่นนี้ ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘ใครพูดอะไร’ หากคือคำถามที่ลึกกว่า ภาษาแบบใดที่ได้รับอนุญาตให้กำหนดความจริงของสังคม? โดยเฉพาะในปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะที่ภาษาของ ‘สิทธิมนุษยชน’ และ ‘ความยุติธรรม’ ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยภาษาของ ‘ความมั่นคง’ และ ‘ความสงบเรียบร้อย’ ความจริงบางชุดก็ค่อย ๆ ถูกทำให้หายไปอย่างเงียบงัน โดยไม่ต้องมีการเซ็นเซอร์อย่างเป็นทางการ
สงครามข่าวสารในจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงมิใช่เพียงการแข่งขันของข้อมูล หากเป็นการต่อสู้เชิงวาทกรรมเพื่อกำหนดว่าอะไรคือความจริง และใครมีสิทธิในการนิยามความจริงนั้น ถ้อยคำในสนามนี้จึงมิใช่เพียงการสื่อสาร แต่กลายเป็น ‘กลไกของความรุนแรง’ ที่ทำงานผ่านความคิด ความรู้สึก และการรับรู้ของสังคมอย่างแนบเนียน และความน่ากลัวคือหน่วยงานของรัฐได้เข้ามาผลิตและกระจายถ้อยคำอันตรายเสียเอง แทนที่จะเป็นคนค่อยควบคุมและสร้างความเข้าใจให้แก่สังคมด้วยความรู้ที่ลงทุน ลงแรง อบรม วิจัย ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา เราจะปล่อยให้การปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) อย่างไร้ประสิทธิภาพและคุณภาพต่ำแบบนี้ไม่ได้อีกต่อไป
ท้ายที่สุด ในสนามความขัดแย้งบนสื่อสังคมออนไลน์ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าของแพลตฟอร์มอย่าง Facebook จะต้องเข้ามากำกับดูแลอย่างจริงจัง ดังที่เคยดำเนินการมาแล้วในรายงานฉบับดังกล่าว
อย่างน้อยที่สุดคือการเปิดเผยให้สาธารณะทราบถึงแหล่งที่มาของเพจ และความเชื่อมโยงของบุคคลหรือองค์กรที่อยู่เบื้องหลังการผลิตถ้อยคำเกลียดชังและวาทกรรมอันตราย เพราะการเปิดเผยเช่นนี้จะทำให้สังคมมองเห็นว่าฐานปฏิบัติการเหล่านี้กำลังผลิต “อาวุธมีชีวิต” ที่หล่อเลี้ยงและขยายความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าสู่ทศวรรษใหม่ หลังจากที่พื้นที่แห่งนี้ต้องเผชิญกับวงจรความรุนแรงมาแล้วกว่าสองทศวรรษ
อ้างอิง:
- Benesch, S. (2012). Dangerous speech: A proposal to prevent group violence. Dangerous Speech Project.
- Buyse, A. (2014). Words of violence: “Fear speech,” or how violent conflict escalation relates to the freedom of expression. Human Rights Quarterly, 36(4), 779–797.
- Erjavec, K., & Kovačič, M. P. (2012). “You don’t understand, this is a new war!” Analysis of hate speech in news web sites’ comments. Mass Communication and Society, 15(6), 899–920.
- Facebook. (2021, February). February 2021 coordinated inauthentic behavior report.
- https://about.fb.com/wp-content/uploads/2021/03/February-2021-CIB-Report.pdf
- UNESCO. (2015). Countering online hate speech.
- https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000233231
- ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. (2549). อาวุธมีชีวิต?: แนวคิดเชิงวิพากษ์ว่าด้วยความรุนแรง (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน.
- อันวาร์ กอมะ และเอกรินทร์ ต่วนศิริ. (2568). ปฏิบัติการของการสร้างความเกลียดชังบนโลกออนไลน์: กรณีความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้. วารสารนิเทศศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 43(3), 47–66.


