×

Meta เล็งปลดพนักงาน 8,000 ตำแหน่ง 20 พฤษภาคมนี้! Snap ร่วมวงปลด 16% รับใช้ AI ทำงานแทนมนุษย์

18.04.2026
  • LOADING...
ภาพสมาร์ทโฟนแสดงแอปพลิเคชัน Facebook, WhatsApp, Instagram และข้อความเกี่ยวกับการปลดพนักงานของ Meta และ Snap เนื่องจากการใช้ AI

บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทในการปรับโครงสร้างองค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram อย่าง Meta วางแผนดำเนินการปลดพนักงานระลอกแรกซึ่งถือเป็นการปลดครั้งใหญ่ที่วางแผนไว้สำหรับปีนี้ในวันที่ 20 พฤษภาคม

 

Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับแผนดังกล่าวเปิดเผยว่า บริษัทจะเลิกจ้างพนักงานประมาณ 10% ของพนักงานทั่วโลก หรือใกล้เคียง 8,000 คนในรอบแรก บริษัทยังมีแผนการปลดพนักงานเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปี แม้ว่ารายละเอียดของการปรับลด รวมถึงวันที่และขนาดจะยังไม่เป็นที่แน่ชัด

 

Meta หั่นพนักงานเซ่นพิษลงทุน AI

 

ผู้บริหารอาจมีการปรับเปลี่ยนแผนงานโดยขึ้นอยู่กับสถานะความสามารถด้านเทคโนโลยีของบริษัท โดยการลดจำนวนพนักงานในครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta กำลังปรับเปลี่ยนทรัพยากรเพื่อมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มกำลัง

 

Meta กำลังแข่งขันอย่างดุเดือดเพื่อให้ทันกับคู่แข่งอย่าง Anthropic และ OpenAI โดยได้เตรียมงบลงทุนสูงถึง 1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.32 ล้านล้านบาท) สำหรับปีนี้เพียงปีเดียว ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าบริษัทวางแผนปรับลดพนักงานมากกว่า 20% ในปีนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพนักงานราว 15,000 คน

 

การปลดพนักงานครั้งนี้ถือเป็นการปรับลดครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2022 และต้นปี 2023 ที่บริษัทได้เลิกจ้างพนักงานไปกว่า 21,000 คน แม้ในครั้งนี้สถานะทางการเงินจะดีขึ้น แต่ผู้บริหารก็วาดภาพอนาคตที่มีลำดับชั้นการบริหารลดลงและมี ‘ประสิทธิภาพ’ มากขึ้น

 

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับโครงสร้างทีมในแผนก Reality Labs และย้ายวิศวกรไปสู่องค์กร Applied AI แห่งใหม่ เพื่อเร่งพัฒนาเครื่องมือที่สามารถเขียนโค้ดและทำงานซับซ้อนได้อย่างอัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นสัญญาณล่าสุดของความเปลี่ยนแปลงที่แพร่กระจายไปทั่วอุตสาหกรรม

 

Snap ร่วมวงลดคน พึ่งพาระบบอัตโนมัติ

 

ด้าน อีแวน สปีเกล ซีอีโอของบริษัท Snap คู่แข่งสำคัญของ Instagram ได้ออกมาประกาศแผนปรับลดพนักงานประมาณ 1,000 ตำแหน่ง หรือ 16% ของพนักงานทั้งหมด การประกาศดังกล่าวส่งผลให้หุ้นของบริษัทพุ่งขึ้น 7% ทันทีในวันพุธ (15 เม.ย.) ที่ผ่านมา

 

แม้สปีเกลจะกล่าวขอโทษพนักงานผ่านบันทึกข้อความภายใน และระบุว่านี่เป็นการตัดสินใจเพื่อศักยภาพระยะยาวของบริษัท “เราเชื่อว่าความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ จะช่วยให้ทีมของเราลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็ว และสนับสนุนชุมชนได้ดียิ่งขึ้น” สปีเกลระบุในบันทึก

 

บริษัทยังได้ปิดรับตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครอยู่มากกว่า 300 ตำแหน่ง สปีเกลชี้ให้เห็นว่าทีมขนาดเล็กที่ใช้เครื่องมืออัจฉริยะสามารถขับเคลื่อนความก้าวหน้าในโครงการสำคัญได้ อย่างเช่น Snapchat+ และการปรับปรุงประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐาน Snap Lite

 

การปรับลดพนักงานเกิดขึ้นขณะที่บริษัทเผชิญแรงกดดันจากกลุ่มนักลงทุนที่ผลักดันให้ปรับปรุงธุรกิจให้คล่องตัว ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดต้นทุนได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท) ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และสร้างเส้นทางสู่การทำกำไรที่ชัดเจนขึ้น

 

เล็กแต่ทรงพลัง ทิศทางใหม่บิ๊กเทค

 

แนวโน้มการลดขนาดทีมไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงบริษัทเทคโนโลยี เจมี ไดมอน ผู้บริหารระดับสูงของ JPMorgan กล่าวในจดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้นว่า การต่อสู้เพื่อการแข่งขันที่แท้จริงนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยทีมขนาดเล็กที่มุ่งเน้นเป้าหมายอย่างชัดเจน

 

สอดคล้องกับความเห็นของ ไมค์ แคนนอน-บรูคส์ ซีอีโอของ Atlassian บริษัทซอฟต์แวร์ที่เพิ่งปรับลดพนักงาน 1,600 ตำแหน่ง ที่ออกมายอมรับว่า “คงจะเป็นการเสแสร้งหากจะทำเป็นว่าปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เปลี่ยนทักษะที่เราต้องการ หรือจำนวนตำแหน่งที่จำเป็นในบางงาน เพราะมันเปลี่ยนจริงๆ”

 

ทว่าในอีกมุมหนึ่ง แมตต์ โพปเซล ผู้บริหารจาก The Predictive Index เตือนว่า การพึ่งพาเพียงแค่ AI ในการตัดสินใจ อาจทำให้เกิดความลำเอียงในการทำงานได้ง่ายขึ้น ขณะที่นักจิตวิทยาการเมือง อเล็กซ์ โลเวลล์ ชี้ว่าการลดขนาดทีมอาจส่งผลเสียต่อขวัญกำลังใจ ซึ่งกระทบต่อผลลัพธ์ทางธุรกิจโดยตรง

 

ส่วนประเด็นเรื่องการเติบโตในองค์กร โซมิตรา ชูคลา นักวิจัยจาก Harvard Business School เตือนว่าทีมขนาดเล็กอาจลดทอนระบบการสร้างบุคลากรหน้าใหม่ หากไม่มีพนักงานระดับเริ่มต้น ก็อาจเกิดการขาดแคลนบุคลากรที่มีประสบการณ์ในอนาคต ทำให้คนรุ่นใหม่ตั้งคำถามถึงโอกาสเติบโตในสายอาชีพ

 

ท้ายที่สุดแล้ว อีริก บรินยอล์ฟสัน ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “ผู้ชนะจะไม่ใช่แค่องค์กรที่คล่องตัวที่สุด แต่คือองค์กรที่ออกแบบการทำงานได้ดีที่สุด เพื่อให้มนุษย์และเทคโนโลยีสามารถส่งเสริมซึ่งกันและกัน”

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.02 บาท ณ วันที่ 18 เมษายน 2569

 

ภาพ : Primakov / Shutterstock

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising