เมื่อนึกถึงมรดกทางสถาปัตยกรรมของไทย ภาพวัดวาอารามและพระราชวังอันเป็นสัญลักษณ์งดงามรู้จักไปทั่วโลกมักผุดขึ้นมาในความคิดก่อนเสมอ
ทว่าความมลังเมลืองเหล่านี้กลับสะท้อนเรื่องราวของสังคมไทยได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ยังมีสถานที่ซึ่งบอกเล่าถึงความอาจหาญมุ่งมั่นของบรรพบุรุษเรา ว่าพวกเขาเหล่านั้นได้เคยประกอบอาชีพอะไรมา ค้าขายกับโลกภายนอกอย่างไร จึงได้กระจายความมั่งคั่งไปทั่วผืนแผ่นดิน
ร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ดังกล่าวยังปรากฏอยู่ตามโรงสีข้าวเก่า สะพาน คลอง สถานีรถไฟ โรงงาน และสถานที่อื่นๆอีกมากมาย ที่อาจเปี่ยมด้วยความหลัง และความทรงจำ บางแห่งยังคงความงดงามแห่งภูมิทัศน์ไว้ หลายแห่งยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบัน หรือมีการปรับเปลี่ยนบทบาทใหม่ เช่น สถานีรถไฟหัวลำโพงซึ่งสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2459 หรือโรงงานยาสูบที่สร้างใน พ.ศ. 2493 ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่กีฬาและวัฒนธรรมในสวนป่าเบญจกิติ ตลอดจนอาคารไปรษณีย์กลางที่ได้รับการอนุรักษ์ใช้งานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2483 ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบแห่งประเทศไทย (TCDC)
อย่างไรก็ตาม สถานที่อีกจำนวนมากกำลังเลือนหายไป ด้วยปัญหาหนึ่งคือ ‘ภาพลักษณ์’
ถึงแม้ว่ามรดกอุตสาหกรรมที่เป็นโกดังอิฐเก่าจะได้รับการออกแบบมาอย่างสวยงาม แต่ก็อาจดูไม่หรูหราและงดงามในคำจำกัดความของ ‘มรดก’ จากอีกฟากฝั่งหนึ่ง ทั้งชื่อหมวดหมู่ ‘มรดกอุตสาหกรรม’ ก็ไม่ชวนดึงดูดนัก
ปัญหาที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือกฎหมายอนุรักษ์มรดกของไทยซึ่งล้าสมัย คือพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ก็มีแนวทางมองอดีตของชาติค่อนข้างจำกัด โดยครอบคลุมเพียงโบราณสถานและแหล่งโบราณคดี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและราชสำนัก คำว่า ‘โบราณสถาน’ แทบไม่ครอบคลุมสถาปัตยกรรมในชีวิตประจำวัน และอาคารรุ่นต่อมาจากศตวรรษที่ 19 และ 20 ซึ่งเป็นภาพสะท้อนให้เห็นรูปแบบการใช้ชีวิตของบรรพบุรุษรุ่นใกล้ชิดเรา
การตีความว่า ‘เป็นโบราณสถานหรือไม่’ นั้น กลับอยู่ภายใต้การกำกับของกรมศิลปากร ด้วยข้อจำกัดนี้เอง ที่ทำให้เกิดเรื่องน่าเศร้ามากที่สุดครั้งหนึ่ง ใน พ.ศ.2566 ที่มีการรื้อถอนโรงภาพยนตร์สกาล่า อาคารมรดกอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่ถือว่ามีอยู่แห่งเดียว และเป็นอาคารที่ได้รับรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามใน พ.ศ. 2555 แต่เพียงเพราะไม่เข้าข่ายคำว่า ‘โบราณสถาน’ ประชาชนและนักอนุรักษ์ก็ไม่สามารถผลักดันให้ได้รับการขึ้นทะเบียนคุ้มครองได้
‘มรดกอุตสาหกรรม’ ในประเทศไทยนั้น มีลักษณะเฉพาะตัว ถึงแม้ว่าสยามไม่ได้ตกอยู่ภายใต้ระบบการปกครองโดยตรงของจักรวรรดินิยมตะวันตก เหมือนประเทศเพื่อนบ้าน แต่ด้วยผลพวงของสนธิสัญญาเบอร์นีและสนธิสัญญาเบาว์ริง สยามถูกบีบให้ต้องทำการค้าโดยผูกพันอย่างใกล้ชิดกับอังกฤษและประเทศต่าง ๆ ภายใต้จักรวรรดิอังกฤษ จึงเสมือนเป็นประเทศกึ่งอาณานิคมกลายๆ
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ สยามได้เชิญผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้ามาช่วยพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น ชาวอังกฤษมีบทบาทในการจัดตั้งกรมเหมืองแร่และกรมป่าไม้ ส่วนวิศวกรชาวเยอรมันและตะวันตกชาติอื่น ๆ เป็นผู้เผยแพร่ความรู้ในการสร้างทางรถไฟ

สาธิตการร่อนแร่ที่คลองบ้านหงาว จังหวัดระนอง (ภาพ: ณัฐจรีย์ จิราธิวัฒน์)
การผลิตเกลือ ข้าว ดีบุก ไม้สัก และเครื่องเทศของสยามในสมัยนั้น จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้าในภูมิภาค โดยมีพ่อค้าชาวจีนเป็นผู้จัดระบบอุตสาหกรรมเหล่านี้ มีการจ้างแรงงานทั้งคนท้องถิ่นและผู้อพยพจากจีน นับว่าชาวจีนได้มีบทบาทสำคัญต่อการก่อตั้งชุมชนในเมืองสำคัญต่าง ๆ ให้เอื้ออำนวยการค้า การจัดหาแรงงาน การสร้างสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ทำให้เมืองท่าอย่างกรุงเทพฯ สงขลา นครศรีธรรมราช และจันทบุรี กลายเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงจีน อินเดีย และดินแดนช่องแคบมะละกา
ร่องรอยของมรดกเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเหมือง โรงงาน ตึกแถว โกดัง และสถานีรถไฟนั้น ได้เตือนให้เราตระหนักถึงบทบาทสำคัญของสยามในระบบเศรษฐกิจภูมิภาคยุคอาณานิคม สถานที่เหล่านี้สามารถดึงดูดผู้สนใจในประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเยาวชน ไม่ว่ามรดกประเภทนี้จะถูกเรียกว่า ‘อุตสาหกรรม’ หรือไม่ก็ตาม หากแต่เรื่องราวที่บอกเล่านั้นล้วนจริงแท้และมีความหมาย

โรงกรองน้ำแห่งแรกของประเทศไทย (ภาพ: วทัญญู เทพหัตถี)

โรงกรองน้ำแห่งแรกของประเทศไทย (ภาพ: วีระพล สิงห์น้อย)
การอนุรักษ์มรดกทางอุตสาหกรรมในปัจจุบันนี้ มีบางส่วนที่ได้รับการดูแลอย่างดี เช่น การดัดแปลงโรงบ่มใบยาสูบที่ตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2498 ให้เป็นรีสอร์ตกึ่งพิพิธภัณฑ์ในชื่อ ‘เก๊าไม้ล้านนา’ ได้รับรางวัลอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกจากยูเนสโกเมื่อปี พ.ศ. 2561 ในสาขาการออกแบบใหม่ในบริบทมรดก ‘อาคารโรงกรองน้ำสามเสน’ โรงงานผลิตน้ำประปาแห่งแรกของประเทศไทย ก็เป็นตัวอย่างที่ดีขององค์กรที่เห็นความสำคัญของอาคารและวัตถุต่างๆ ที่เคยใช้งานในอดีต

โรงงานกระดาษขนาดใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรี (ภาพ: จารุณี คงสวัสดิ์)
ประเทศไทยยังมีมรดกสำคัญเป็นจำนวนมาก ที่ยังไม่เกิดความชัดเจนในการอนุรักษ์ เช่น ‘โรงงานกระดาษ’ ขนาดใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรี สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ.2475 เพื่อผลิตเยื่อกระดาษสำหรับธนบัตรและแสตมป์ และ ‘โรงงานรถไฟมักกะสัน’ โรงงานแห่งนี้เคยทันสมัยอย่างยิ่งในยุคนั้น และถือเป็นตัวอย่างของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในบริบทไทย แต่กลับถูกทิ้งร้างมานานหลายปี แม้ชุมชนจะรณรงค์ผลักดันให้พัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่สำเร็จ แต่ก็เป็นนิมิตหมายอันดีที่คณะผู้จัดทำแผนแม่บทจังหวัดกาญจนบุรี ได้เขียนแผนการอนุรักษ์โรงงานกระดาษแห่งนี้ และพยายามผลักดันให้เป็นความจริงได้

โรงงานกระดาษขนาดใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรี (ภาพ : จารุณี คงสวัสดิ์)

โรงงานกระดาษขนาดใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรี (ภาพ : จารุณี คงสวัสดิ์)
นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มนักวิจัยที่ทำงานมาอย่างยาวนาน ซึ่งยึดมั่นและทุ่มเทอย่างแน่วแน่ต่อการอนุรักษ์มรดกอุตสาหกรรมที่ตนให้ความสำคัญ พวกเขาพยายามแสวงหาทุนสนับสนุนจากภาครัฐ และในบางครั้งก็ยอมควักเงินส่วนตัวมาออกค่าใช้จ่ายในการอนุรักษ์ เช่น งานอนุรักษ์ระหัดวิดน้ำที่อำเภอสีคิ้ว นักวิจัยได้จัดทำข้อมูลและยื่นเสนอต่อหน่วยงานระดับจังหวัด จนกระทั่งได้รับการยอมรับให้เป็นมรดกของชาติเมื่อปีที่ผ่านมา

ระหัดวิดน้ำ (ภาพ : นราธิป ทับทัน)
หรืออย่างงานวิจัยเกี่ยวกับเกลือสินเธาว์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งนักวิจัยในฐานะสถาปนิกได้จัดทำภาพวาดเชิงตีความ และเผยแพร่องค์ความรู้ผ่านสื่อและสิ่งพิมพ์หลากหลายรูปแบบ แต่ก็มีกรณีของการสนับสนุนทุนที่ไม่ต่อเนื่อง เช่น โครงการวิจัยมรดกดีบุกซึ่งได้จัดตั้งทีมทำงานโดยตั้งใจจะดำเนินงานเป็นระยะเวลา 3 ปี แต่ทุนกลับถูกระงับลงอย่างกะทันหันหลังจากปีแรก ทำให้งานขาดความต่อเนื่อง โชคดีที่ชุมชนมีความต้องการจะสานงานต่อ จึงทำให้โครงการดังกล่าวกลายเป็นความริเริ่มที่ชุมชนในแต่ละจังหวัด รวมถึงชุมชนในประเทศเพื่อนบ้าน นำไปปรับใช้และขับเคลื่อนต่อไป

ศูนย์มรดกดีบุกสยาม (ภาพ : ณัฐจรีย์ จิราธิวัฒน์)
คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้งานอนุรักษ์มรดกอุตสาหกรรมได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งดูจะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงที่สุด อีกทั้งยังถึงเวลาที่เราต้องปรับปรุงพระราชบัญญัติโบราณสถานฯ ด้วยการเพิ่มมาตราใหม่ๆ ให้ครอบคลุมหมวดหมู่ต่างๆ ในฐานะเป็นมรดกของชาติและสากล มรดกอุตสาหกรรมที่เรามีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ตลอดจนยุคสมัยใหม่ อันมีคุณค่าทัดเทียมสากลนี้ จะได้ยังคงหล่อเลี้ยงและเสริมสร้างคุณค่าให้สังคมไทยต่อไปอีกหลายชั่วอายุคน
คำอธิบายภาพเปิด: โรงงานกระดาษขนาดใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรี (ภาพ : จารุณี คงสวัสดิ์)
บทความโดย ดร. รังสิมา กุลพัฒน์ นักวิจัย มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา แชเปิลฮิลล์
Heritage Matters โดย สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นคอลัมน์แสดงความคิดเห็นเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อมรดกวัฒนธรรมและธรรมชาติของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทัศนะที่ปรากฏในบทความเป็นของผู้เขียนบทความนั้น


