สรุปภารกิจ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการเข้าร่วมการประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-18 เมษายน 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา
ประเด็นสำคัญ
- หารือ 3 Rating Agency ยันไทยมีเสถียรภาพ
- ขึ้นเวที IMF Governor Talks โชว์นโยบาย 4T
- ‘เอกนิติ’ หนึ่งเดียวจากอาเซียน ร่วมเสวนาเศษฐกิจบนเวทีการเงินโลก
- หารือ ‘เจมีสัน เกรียร์’ USTR เสนอแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะการค้า เพื่อประโยชน์ไทย
- จับมือรมว.คลังจีน พร้อมต่อยอด อุตสาหกรรมขั้นสูงในไทย
- หารือ EU พร้อมเชื่อมเงินทุน รุกอุตสาหกรรมขั้นสูงในไทย
- กระชับสัมพันธ์ ‘รมว.คลังญี่ปุ่น’ ลุยยกระดับการผลิตในไทย
- ถกรัฐมนตรีสิงคโปร์ รับมือวิกฤตพลังงาน
- หารือหอการค้าสหรัฐฯ พร้อมขยายลงทุนเพิ่ม
- ผนึกผู้ว่าฯ แบงกชาติ หารือ IMF
- พบประธาน World Bank พร้อมเป็นเจ้าภาพประชุม Annual Meeting
โดยระหว่างที่เข้าร่วม ดร.เอกนิติ ได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับผู้แทนหน่วยงานเศรษฐกิจที่สำคัญนานาประเทศ ตลอดจนขึ้นกล่าววิสัยทัศน์บนเวทีหลักของงาน ซึ่งดร.เอกนิติ เน้นย้ำ จุดแข็งด้านความมั่นคงของไทย ท่ามกลางโลกแตกแยก รวมถึงนโยบายแก้ปัญหาเศรษกิจแบบมุ่งเป้าบนหลักการ ‘4T’
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ ยังได้เชิญบรรดาผู้แทนเศรษฐกิจจากแต่ละหน่วยงานเข้าร่วมการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Annual Meetings) ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ ในเดือนตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด ‘Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience’

หารือ 3 Rating Agency ยันไทยมีเสถียรภาพ
ดร. เอกนิติ ได้หารือกับผู้บริหารของสถาบันจัดอันดับเครดิต 3 แห่ง ประกอบด้วย Fitch Ratings, S&P Global Ratings, และ Moody’s Investors Service โดยเน้นย้ำกับทั้ง 3 สถาบันว่า เศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพโดยรวมที่ดีและสามารถรองรับความผันผวนจากภายนอกได้
เนื่องจากโครงสร้างหนี้สาธารณะเกือบทั้งหมด (กว่า 99%) เป็นหนี้ภายในประเทศ จึงมีความเสี่ยงต่ำมากจากภาวะความผันผวนของการเงินโลก อีกทั้งไทยยังมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงกว่า 280 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึงเกือบ 2.5 เท่า และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกันชนสำคัญต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
ในด้านนโยบาย ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในกรอบนโยบายการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework) โดยมุ่งรักษาความยั่งยืนทางการคลัง ควบคู่กับการคงความยืดหยุ่นในการรองรับความผันผวนจากภายนอก โดยมีแนวทางสำคัญคือการใช้มาตรการการคลังแบบ “มุ่งเป้า” (Target) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้จ่ายภาครัฐ และการใช้นโยบายการคลังในระยะข้างหน้าจะมุ่งเน้นการสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นการใช้พลังงานสะอาดลดการพึ่งพาน้ำมัน (Transition) รวมถึง การปฎิรูปเศรษฐกิจสู่การเติบโตระยะยาว(Transform) โดยเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต เศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์

ขึ้นเวที IMF Governor Talks โชว์นโยบาย 4T
เมื่อวันที่ 15 เมษายน ดร.เอกนิติ แสดงวิสัยทัศน์บนเวที IMF Governor Talks โดยย้ำว่า ไทยมีระดับการลงทุนที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ จึงต้องเร่ง ‘ยกระดับการลงทุน’ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การพัฒนาทุนมนุษย์ และการปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่อยกระดับผลิตภาพและสร้างการเติบโตที่สมดุลและยั่งยืนในระยะยาว
นอกจากนี้ ได้กล่าวถึงแนวทางรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านกรอบนโยบาย ‘4T’ ได้แก่ Target, Transition, Transformation และ Together ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น Smart Grid เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า และการส่งเสริมกลไก Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) พร้อมทั้งสนับสนุนการขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
ในด้านนโยบายการคลัง รัฐบาลเน้นการดำเนินนโยบายการคลังแบบตรงจุดโดยเน้นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มแทนการช่วยเหลือแบบวงกว้าง ควบคู่กับการเร่งลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ท้ายที่สุด รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของอาเซียนในโลกที่มีความแตกแยก (fragmented world) ว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเป็น ‘แรงยึดเหนี่ยว’ ของระบบเศรษฐกิจโลกได้
พร้อมกันนี้ ไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Annual Meetings) ในเดือนตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร จะขับเคลื่อนการประชุมภายใต้แนวคิด
‘Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience’
เพื่อเปิดมุมมองใหม่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในยุคที่โลกเผชิญความท้าทายรอบด้าน โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสใหม่ด้านการเติบโตอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจโลก และการยกระดับบทบาทของอาเซียนในฐานะพลังขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

‘เอกนิติ’ หนึ่งเดียวจากอาเซียน ร่วมเสวนาเศษฐกิจบนเวทีการเงินโลก
เมื่อวันที่ 16 เมษายน ดร.เอกนิติ ร่วมเสวนาบนเวทีหลักของการประชุมในหัวข้อ ‘The Debate on the Global Economy’ โดยเผยว่า ในโลกยุคใหม่ ‘ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ’ จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่นักลงทุนใช้พิจารณาย้ายฐานการผลิต ซึ่งไทยจะคว้าโอกาสนี้ดึงการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ควบคู่การปรับลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก พร้อมแผนเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน ตามหลักนโยบาย 4T ได้แก่ Target, Transition, Transformation และ Together
สุดท้าย ดร.เอกนิติ เน้นย้ำเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่าดุลการชำระเงินของไทยยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งมาก และมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 2.5 เท่า หรือเทียบเท่ากับการนำเข้า 10 เดือน

หารือ ‘เจมีสัน เกรียร์’ USTR เสนอแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะการค้า เพื่อประโยชน์ไทย
เมื่อวันที่ 15 เมษายน ดร.เอกนิติ หารือ เจมีสัน เกรียร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา
โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดยไทยเน้นย้ำความตั้งใจในการร่วมมือกันในประเด็นดังกล่าวซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ ก็ได้แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาลไทย โดยจะนำไปสู่การกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างทั้งสองประเทศต่อไป

จับมือรมว.คลังจีน พร้อมต่อยอด อุตสาหกรรมขั้นสูงในไทย
เมื่อวันที่ 15 เมษายน ดร.เอกนิติ เข้าร่วมหารือทวิภาคีกับ หลาน ฝัว อัน (Lan Fo’an) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงโอกาสในการร่วมมืออุตสหกรรมอนาคตที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญร่วมกัน ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), AI, Robotic และเศรษฐกิจสีเขียว
นอกจากนี้ จีนยังได้ชี้ให้เห็นว่า จีนจะยังคงผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลในไทยและอาเซียนต่อไป

หารือ EU พร้อมเชื่อมเงินทุน รุกอุตสาหกรรมขั้นสูงในไทย
เมื่อวันที่ 15 เมษายน ดร.เอกนิติ เข้าร่วมหารือทวิภาคีกับ Kyriakos Pierrakakis ประธาน EuroGroup และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง สาธารณรัฐเฮลเลนิก (กรีซ)
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสหภาพยุโรป โดยมุ่งส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ในด้านการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล ควบคู่การดำเนินนโยบายการคลังอย่างมีวินัย
ทั้งสองฝ่ายยังเห็นถึงศักยภาพการขยายความร่วมมือด้านการลงทุนโดยเฉพาะในสาขาพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า เศรษฐกิจดิจิทัล และอุตสาหกรรมขั้นสูง รวมถึงการส่งเสริมการเชื่อมโยงเงินทุนจากยุโรปสู่โอกาสการเติบโตใหม่ของไทย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนและครอบคลุมในระยะยาว
พร้อมทั้งเชิญรัฐมนตรีคลังของประเทศในสหภาพยุโรปของร่วมการประชุม IMF และ World Bank ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ในเดือนตุลาคมนี้

กระชับสัมพันธ์ ‘รมว.คลังญี่ปุ่น’ ลุยยกระดับการผลิตในไทย
เมื่อวันที่ 15 เมษายน ดร.เอกนิติ เข้าร่วมหารือทวิภาคีกับ ซัตสึกิ คาทายามะ (Satsuki Katayama) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการยกระดับผลิตภาพและการปฏิรูปเศรษฐกิจ รวมถึงการมีกฎระเบียบที่เอื้อต่อการสร้างเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเทคโนโลยีใหม่ และยังเห็นพ้องถึงความสำคัญของการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตญี่ปุ่นในไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจสีเขียว โดยญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสหกรรมคาร์บอนต่ำ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง

ถกรัฐมนตรีสิงคโปร์ รับมือวิกฤตพลังงาน
เมื่อวันที่ 16 เมษายน ดร.เอกนิติ ร่วมหารือทวิภาคีกับ Indranee Rajah รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์
ทั้งสองได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในอิหร่านและความเสี่ยงต่อการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการประสานความร่วมมือในระดับภูมิภาคเพื่อรับมือความเสี่ยงดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งได้แลกเปลี่ยนแนวทางเชิงนโยบายในการบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางขับเคลื่อนความร่วมมือในกรอบ ASEAN โดยมุ่งใช้โอกาสจากการเป็นประธานอาเซียนต่อเนื่องของสิงคโปร์ในปี 2570 และไทยในปี 2571 เพื่อผลักดันวาระการเงินของภูมิภาคในลักษณะต่อเนื่องระยะกลาง (multi-year agenda) อย่างเป็นระบบ อาทิ การบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคการเงินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค (ASEAN Power Grid)

หารือหอการค้าสหรัฐฯ พร้อมขยายลงทุนเพิ่ม
ดร.เอกนิติ ได้ร่วมประชุมหารือกับสภาหอการค้าสหรัฐฯ (US Chamber of Commerce) โดยมอบความมั่นใจกับผู้แทนสภาหอการค้าสหรัฐฯ ว่า ปัจจุบัน รัฐบาลไทยมีเสถียรภาพสูง และเห็นความสำคัญในการร่วมลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐฯ โดยเฉพาะการยกระดับเทคโนโลยี และทักษะแรงงานไทย
พร้อมกันนี้ ผู้แทนสภาหอการค้าสหรัฐฯ ยืนยันว่า ไทยเป็นประเทศสำคัญในการลงทุน ซึ่งนักธุรกิจสหรัฐฯ ต้องการขยายการลงทุนในประเทศไทยต่อไป

ผนึกผู้ว่าฯ แบงกชาติ หารือ IMF
เมื่อวันที่ 16 เมษายน ดร.เอกนิติ และวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้หารือทวิภาคีกับ คริสตาลินา กอร์เกียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)ในประเด็นที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในปี 2569 เพื่อหารือถึงความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อม และหารือถึงนโยบายที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ
ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยไทยยืนยันการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอย่างรอบคอบและยืดหยุ่น เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและรองรับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า

พบประธาน World Bank พร้อมเป็นเจ้าภาพประชุม Annual Meeting
เมื่อวันที่ 17 เมษายน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ หารือทวิภาคีกับ อาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานธนาคารโลก (World Bank) โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นที่มีนัยยะสำคัญต่อทิศทางความร่วมมือระหว่างไทยและธนาคารโลกในระยะต่อไป
ทั้งสองได้หารือเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและธนาคารโลก โดยมีหนึ่งในโครงการสำคัญ คือ Low Carbon City Project ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปการใช้พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว
นอกจากนี้ ยังหารือถึงการผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น (Financial Inclusion) ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงิน (FinTech) ทั้งนี้ ธนาคารโลกกล่าวชื่นชมประเทศที่มีรูปธรรมในการนำ Digital Finance และ AI เข้ามายกระดับทักษะ คุณภาพชีวิตและผลิตภาพให้ประชาชน
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของกรุงเทพมหานครในการเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอโมเดลการพัฒนาของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่สายตาโลก

