×

เวียตเจ็ทไทยแลนด์เร่งรับโบอิ้ง 16 ลำครึ่งปีหลัง ตั้งเป้ารักษา Top 10 สายการบินตรงต่อเวลาในอาเซียน พร้อมคุมสถิติไม่ต่ำกว่า 80%

20.06.2026
  • LOADING...
วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์

เวียตเจ็ทไทยแลนด์เดินหน้าขยายฝูงบินและเครือข่ายเส้นทางบินครั้งใหญ่ ท่ามกลางอุตสาหกรรมการบินที่ยังเผชิญต้นทุนการดำเนินงานสูงและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยชูแผนรับมอบเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 จำนวน 16 ลำในครึ่งปีหลังของปี 2569 ซึ่งเป็นการลงทุนขยายฝูงบินที่มีมูลค่าสูงที่สุดในกลุ่มสายการบินราคาประหยัดของไทยภายในรอบหนึ่งปี

 

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ซึ่งสายการบินทำสถิติขนส่งผู้โดยสารสะสมระหว่างสองประเทศครบ 50 ล้านคน และตั้งเป้ารับมอบโบอิ้ง 737-8 ให้ครบ 50 ลำภายในปี 2571

 

ปัจจัยหนึ่งที่หนุนการเติบโตคืออุปสงค์การเดินทางที่ยังขยายตัว โดยสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) คาดการณ์ว่าจำนวนผู้โดยสารทางอากาศทั่วโลกจะแตะ 5.2 พันล้านคนในปี 2569 หรือเติบโต 4.4% จากปีก่อนหน้า

 

เปลี่ยนผ่านฝูงบินสู่โบอิ้ง 737-8 ลดต้นทุนระยะยาว

 

วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ระบุว่า สายการบินได้รับมอบเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 ลำแรกของล็อตครึ่งปีหลังเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 และจะทยอยรับมอบต่อเนื่องตลอดปี ส่งผลให้สิ้นปี 2569 จะมีฝูงบินโบอิ้ง 737-8 รวม 25 ลำ จากฝูงบินทั้งหมด 29 ลำ

 

เมื่อรับมอบครบ 50 ลำภายในปี 2571 สายการบินจะรองรับนักเดินทางได้สูงสุดกว่า 20 ล้านที่นั่งต่อปี โดยแผนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านฝูงบินจากเครื่องบินแอร์บัสรุ่นเดิมไปสู่โบอิ้งทั้งหมด ซึ่งสายการบินมีแผนเร่งปลดระวางแอร์บัสรุ่นเก่าให้หมดภายในกลางปีหน้า

 

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ระบุว่า การปฏิบัติการบินด้วยเครื่องบินรุ่นเดียวกันทั้งฝูงจะช่วยลดต้นทุนซ้ำซ้อนจากการเปลี่ยนผ่าน และยกระดับการบริหารทรัพยากรบุคคล ทั้งการจัดตารางนักบิน, ลูกเรือ, ทีมช่างซ่อมบำรุง รวมถึงการบริหารสต็อกอะไหล่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ขณะที่เครื่องบินรุ่นใหม่ยังประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 20% เมื่อเทียบกับรุ่นเก่า รองรับผู้โดยสารได้ 189 ที่นั่ง และเพิ่มพื้นที่จัดเก็บสัมภาระเหนือศีรษะจาก 110 ใบเป็น 160 ใบ

 

จุดที่สายการบินให้ความสำคัญคือความตรงต่อเวลา (On-Time Performance หรือ OTP) ซึ่งทำสถิติสูงเกิน 80% และใกล้เคียง 85% ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ จนได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Top 10 สายการบินที่ตรงต่อเวลาสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นการวัดรวมทุกประเภททั้งสายการบินเต็มรูปแบบและต้นทุนต่ำ โดยการจัดอันดับนี้อ้างอิงข้อมูลจาก Cirium ผู้ให้บริการข้อมูลการบินระดับโลก ที่ดึงสถิติเวลาเข้า-ออกโดยตรงจากระบบสนามบิน

 

สายการบินระบุว่าปัจจัยสำคัญที่สุดมาจากการนำเครื่องบินรุ่นใหม่เข้ามาเสริมฝูงบิน เพราะมีอัตราการขัดข้องทางเทคนิคต่ำกว่าเครื่องเก่า ช่วยลดความล่าช้าแบบลูกโซ่ (Domino Effect) ที่เครื่องขัดข้องเพียงลำเดียวเคยทำให้ตารางบินทั้งวันล่าช้าตามกัน โดยตั้งเป้ารักษาตำแหน่ง Top 10 ของภูมิภาคและคุม OTP ไม่ให้ต่ำกว่า 80%

 

รุกตลาดต่างประเทศ เปิดมาเลเซีย เสริมญี่ปุ่น จีน และไต้หวัน

 

อุปสงค์การเดินทางระหว่างไทยและเวียดนามยังเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนผู้โดยสารในเส้นทางระหว่างสองประเทศของสายการบินในไตรมาสแรกของปี 2569 ที่เพิ่มขึ้น 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ล่าสุดสายการบินเตรียมเปิดเส้นทางบินตรงสู่มาเลเซียเป็นครั้งแรก ในเส้นทางกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – กัวลาลัมเปอร์ ให้บริการทุกวันด้วยโบอิ้ง 737-8 ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2569 โดยมองศักยภาพของมาเลเซียที่มีคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่ 4.7% สูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน ตามข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ขณะที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้าไทยมากเป็นอันดับ 2 ด้วยยอดสะสมกว่า 1 ล้านรายในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569

 

ด้านตลาดญี่ปุ่นยังได้รับความนิยมสูง โดยมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) เฉลี่ย 85-90% และไม่ต่ำกว่า 80% แม้นอกฤดูท่องเที่ยว ทำให้สายการบินเพิ่มความถี่เส้นทางกรุงเทพฯ-โตเกียวเป็น 2 เที่ยวบินต่อวัน ควบคู่กับเส้นทางตรงสู่โอซาก้า

 

สายการบินยังใช้สิทธิการบินเสรีภาพที่ 5 (Fifth Freedom) เปิดเส้นทางจากไทเปสู่หลายเมืองในญี่ปุ่น ทั้งโอซาก้า, โอกินาว่า, ซัปโปโร และเตรียมเปิดสู่ฟุกุโอกะ โดยผู้โดยสารกว่า 90% ในเส้นทางเหล่านี้เป็นนักเดินทางชาวไต้หวัน ซึ่งถือเป็นฐานลูกค้าใหม่ ส่วนตลาดจีนเริ่มฟื้นตัว สายการบินจึงปรับจากการบินเช่าเหมาลำสู่เที่ยวบินแบบผสมในเมืองหลักอย่างปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, หางโจว และเฉิงตู พร้อมเตรียมเปิดเส้นทางใหม่สู่ออสเตรเลียในเส้นทางภูเก็ต-เพิร์ทช่วงต้นปีหน้า

 

นอกจากนี้ สายการบินยังเตรียมเปิดบริการเชื่อมต่อเที่ยวบินระหว่างเวียตเจ็ทและเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ให้ผู้โดยสารซื้อบัตรโดยสารเพียงครั้งเดียว พร้อมเช็กอินและส่งสัมภาระใต้ท้องเครื่องตรงถึงจุดหมายปลายทางสุดท้าย เพื่อรองรับการเดินทางต่อเครื่องสู่จุดหมายที่หลากหลายขึ้น’

 

บริหารต้นทุนสวนกระแส พร้อมลงทุนศูนย์ซ่อมบำรุงที่อู่ตะเภา

 

แม้อุตสาหกรรมการบินต้องเผชิญราคาน้ำมันอากาศยานที่ผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งระดับโลก แต่สายการบินระบุว่าราคาเริ่มปรับลดลงสู่ระดับที่บริหารจัดการได้ โดยเลือกไม่ทำประกันความเสี่ยงด้านราคาน้ำมัน (Fuel Hedging) แต่อาศัยการบริหารความเสี่ยงผ่านอัตราแลกเปลี่ยนแทน

 

สายการบินยอมรับว่าต้นทุนที่สูงขึ้นสะท้อนผ่านราคาตั๋วบางเส้นทางที่ปรับเพิ่ม เช่น เส้นทางญี่ปุ่นที่ขยับจาก 15,000 บาท ขึ้นไปถึง 20,000 บาท ซึ่งอาจทำให้ผู้โดยสารชะลอการตัดสินใจในระยะสั้น แต่เชื่อว่าเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ความต้องการเดินทางจะฟื้นตัวกลับมา ต่างจากช่วงโควิดที่การเดินทางถูกระงับ

 

ขณะเดียวกัน กลุ่มเวียตเจ็ทได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อศึกษาการลงทุนโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) มูลค่ากว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,400 ล้านบาท ณ ลานจอดสนามบินอู่ตะเภา บนพื้นที่ประมาณ 60 ไร่

 

โครงการนี้จะมีโรงซ่อมบำรุง 3 โรง รองรับการซ่อมบำรุงฝูงบินกว่า 50 ลำของสายการบินได้สูงสุด 6 ลำต่อเดือน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายใน 2 ปี ช่วยลดการนำเครื่องบินไปซ่อมบำรุงในต่างประเทศอย่างมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย

 

ตั้งเป้าผู้โดยสาร 10 ล้านคน ชิงมาร์เก็ตแชร์ในประเทศอันดับ 2

 

สำหรับเป้าหมายธุรกิจ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ตั้งเป้าจำนวนผู้โดยสารรวม 7 ล้านคนในปีนี้ แบ่งเป็นในประเทศ 6 ล้านคน และต่างประเทศ 1 ล้านคน ก่อนเพิ่มเป็น 10 ล้านคนภายในปลายปี 2571 พร้อมวางยุทธศาสตร์เพิ่มสัดส่วนชั่วโมงบินในเส้นทางระหว่างประเทศให้ครอบคลุม 80% ของเที่ยวบินทั้งหมด

 

ในตลาดในประเทศ สายการบินตั้งเป้าขึ้นเป็นอันดับ 2 ด้วยส่วนแบ่งตลาดราว 25% ผ่านการเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางเมืองหลักที่มีศักยภาพ เช่น อุดรธานี ขอนแก่น และภูเก็ต

 

เพื่อรองรับการเติบโต สายการบินเตรียมรับนักบินเพิ่ม 110-170 คนในปีนี้ เพื่อให้มีนักบินรวมราว 290 คน และลูกเรืออีกกว่า 650 คน ควบคู่กับการฝึกอบรมให้นักบินเปลี่ยนผ่านจากแอร์บัสสู่โบอิ้ง

 

ส่วนแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังอยู่ในแผนระยะกลางที่ต้องอาศัยผลประกอบการที่ทำกำไรต่อเนื่อง 2-3 ปี โดยสายการบินระบุว่ายังมีเสถียรภาพดีและเดินหน้าทำโปรโมชั่นต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำภาพการเป็นสายการบินที่เข้าถึงได้ พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายฝูงบินลำตัวกว้าง (Wide-body) ในอนาคต

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising