ถึงวันนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและไม่มีสัญญาณคลี่คลายลง ส่งผลให้หลายๆ บริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่ต้องแบกรับต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น และในช่วงเวลาเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้การปรับขึ้นราคาสินค้าในช่วงเวลานี้ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
เช่นเดียวกับ ฐิตานันท์ ทวีผล ผู้ช่วยผู้อำนวยการแบรนด์ Premium บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า การทำธุรกิจปีนี้ค่อนข้างท้าทาย หลังจากเกิดความไม่แน่นอนต่างๆ บริษัทได้ติดตามสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวดตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายซัพพลายเออร์และพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดซื้อ รวมถึงบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบในระยะยาว
ที่ผ่านมา บริษัทใช้กลยุทธ์ทำสัญญาซื้อขายระยะยาวแบบปีต่อปี โดยเฉพาะวัตถุดิบหลักที่ใช้ในหลายๆ แบรนด์ เช่น เนื้อนำเข้าเกรด A4/A5 ปลาสด และเนื้อวัว เพื่อช่วยล็อกต้นทุนและรักษาเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งแนวทางดังกล่าวพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดความผันผวนและสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจได้ในระดับหนึ่ง
“แม้ต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์โลก แต่ระยะสั้นบริษัทจะไม่เลือกผลักภาระไปยังผู้บริโภคผ่านการปรับขึ้นราคา โดยยังคงตรึงโครงสร้างราคาขายเดิมเอาไว้ก่อน” ฐิตานันท์ ย้ำ
ในด้านทิศทางธุรกิจ เซ็นกรุ๊ปประเมินว่า ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นกลุ่ม Premium Mass ซึ่งมีมูลค่าราว 17,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 30% ของตลาดรวม ยังมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยราว 5% ต่อปี สวนทางกับตลาดกลุ่ม Mass ที่เริ่มชะลอตัว จึงมองว่ากลยุทธ์การเติบโตในระยะถัดไปจะมุ่งเน้นการพัฒนาร้านอาหารรูปแบบ Specialty หรือร้านเฉพาะทางมากขึ้น
หนึ่งในตัวอย่างคือการพัฒนาแบรนด์ Cyu Shabu เพื่อสร้าง New Space ในตลาด ผ่านการนำเสนอ Specialty Shabu ที่แตกต่างจากคู่แข่ง ทั้งในด้านคุณภาพวัตถุดิบ การออกแบบประสบการณ์ ปัจจุบัน Cyu Shabu มีทั้งหมด 3 สาขา ทุกสาขาการวางตำแหน่งแบรนด์ให้อยู่ในเซกเมนต์พรีเมียม ซึ่งตลาดดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท หรือราว 10% ของตลาดรวม แม้จะมีกลุ่มลูกค้าเพียง 3-5% ของประชากร แต่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดชาบูยังคงแข่งขันรุนแรง จากสงครามราคาและการอัดโปรโมชันของผู้ประกอบการหลายราย แต่ Cyu Shabu เลือกที่จะไม่แข่งขันด้านราคา โดยเน้นสร้างความแตกต่างผ่านคุณภาพและประสบการณ์ เพื่อรองรับผู้บริโภครุ่นใหม่ในกลุ่ม Urban Lifestyle ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าราคา
ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้เก็บรวบรวมข้อมูล พบว่า ปัจจัยหลักในการตัดสินใจของผู้บริโภค จะมองความคุ้มค่าที่สอดคล้องกับคุณภาพเป็นอันดับแรก รองลงมาคือประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ และคุณภาพของมื้ออาหาร ซึ่งล้วนเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความแตกต่างและความยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับแผนระยะสั้น แบรนด์จะมุ่งยกระดับมาตรฐานทั้งด้านผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ก่อนขยายสาขาไปยังทำเลใหม่ โดยจะลดการพึ่งพาศูนย์การค้าแบบเดิม และหันไปเน้นคอมมูนิตี้มอลล์ รวมถึงย่านไลฟ์สไตล์ใจกลางเมืองที่มีกำลังซื้อสูง เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ เช่น Gen Y, Gen Z และ Gen Alpha พร้อมทั้งมีแผนขยายสู่พื้นที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีในระยะยาว
ในด้านการตลาด บริษัทใช้งบประมาณอย่างระมัดระวัง โดยเน้นกลยุทธ์ Organic Marketing ผ่านการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า เพื่อกระตุ้นการบอกต่อแบบปากต่อปาก ซึ่งที่ผ่านมาแนวทางดังกล่าวสามารถเพิ่มสัดส่วนลูกค้าที่กลับมาใช้บริการซ้ำได้อย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลุ่มแบรนด์ Premium Mass และ Specialty มีสัดส่วนรายได้เกือบ 10% ของรายได้รวมบริษัทอยู่ราว 4,000 ล้านบาท โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเติบโต 3-5% ตามทิศทางตลาด แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมก็ตาม

