ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (25 มีนาคม) เพื่อพิจารณาญัตติด่วนเรื่องวิกฤตพลังงาน กรณ์ จาติกวณิช สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นอภิปราย โดยระบุว่า วิกฤตน้ำมันขาดแคลนและราคาแพงที่ทำให้ประชาชนต้องตื่นตี 3 มาต่อคิวหน้าปั๊มนั้น ไม่ได้เกิดจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการของรัฐบาล
พร้อมทวงถามความรับผิดชอบและเสนอทางออกเร่งด่วน 2 ข้อ คือ การเก็บธรรมเนียมลาภลอยจากโรงกลั่น และการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 6 บาท ซึ่งจะช่วยหั่นราคาน้ำมันหน้าปั๊มลงได้ทันทีถึง 9 บาทต่อลิตร
กรณ์ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งระดับประเทศว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่แข็งแกร่ง มีโรงกลั่นขนาดใหญ่ 6 แห่ง ซึ่งรัฐถือหุ้นใหญ่ 5 แห่ง มีกำลังการผลิตเกินความต้องการจนต้องส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปถึง 15% ทุกวัน และมีปั๊มน้ำมันกว่า 5,000 แห่ง แต่ประชาชนกลับเผชิญภาวะขาดแคลนอย่างหนัก
กรณ์ระบุว่ามาจากความล้มเหลวในการบริหาร 4 ประการหลัก
ความล้มเหลวประการแรกคือ รัฐบาลมีข้อมูลว่าโรงกลั่นผลิตน้ำมันเท่าใด แต่กลับปล่อยให้โรงกลั่นส่งน้ำมันไม่ครบตามจำนวนให้แก่ปั๊มน้ำมัน การที่รัฐบาลต้องหันมาขอให้ประชาชนช่วยแจ้งเบาะแสหา ‘ไอ้โม่ง’ ทั้งที่ข้อมูลควรอยู่ในมือรัฐ สะท้อนถึงการบริหารที่ล้มเหลว และยิ่งตอกย้ำว่าขบวนการกักตุนมีอยู่จริง
กรณ์เตือนว่าหากรัฐบาลไม่จัดการเรื่องไอ้โม่งอย่างจริงจัง ประชาชนอาจคิดไปไกลว่า รัฐบาลกับขบวนการเหล่านี้เป็นพวกเดียวกัน
ประการที่สองคือ โครงสร้างราคาน้ำมัน 3 ตลาดที่บิดเบี้ยว ปัจจุบันมีการอุดหนุนราคาหน้าปั๊มสำหรับประชาชนทั่วไปสูงถึงลิตรละกว่า 20 บาท ทำให้ราคาหน้าปั๊มถูกกว่าตลาดขายส่ง (จ๊อบเบอร์) และตลาดน้ำมันเขียวสำหรับชาวประมง (ที่ได้ยกเว้นภาษีสรรพสามิต) รัฐบาลล้มเหลวในการป้องกันไม่ให้ผู้ซื้อจากตลาดจ๊อบเบอร์และประมงแห่มาแย่งเติมน้ำมันหน้าปั๊ม ซึ่งนอกจากจะทำให้น้ำมันขาดแคลนแล้ว ในอนาคตประชาชนทั่วไปยังต้องมาร่วมแบกรับหนี้กองทุนน้ำมันที่เกิดจากการอุดหนุนข้ามตลาดที่ไม่เป็นธรรมนี้ด้วย
ประการที่สามคือ วิกฤตสภาพคล่องของกองทุนน้ำมัน ปัจจุบันกองทุนฯ มีหนี้สะสมกว่า 2 หมื่นล้านบาท แต่รัฐบาลรักษาการยังไม่มีมติ ครม. อนุมัติให้กองทุนฯ กู้เงินมาชำระหนี้ให้ผู้ค้าน้ำมันได้ ส่งผลให้โรงกลั่นและคลังน้ำมันขาดสภาพคล่องอย่างหนัก ยิ่งขายยิ่งขาดทุน จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้การปล่อยน้ำมันสู่ปั๊มลดลง
ความล้มเหลวประการสุดท้ายเกี่ยวข้องกับการควบคุมราคา
กรณ์ชี้ว่ารัฐบาลปล่อยปละละเลยไม่ตรวจสอบสต็อกน้ำมันตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤต ทำให้โรงกลั่นฟันกำไรมหาศาลจากสต็อกน้ำมันราคาถูก โดยผลักภาระให้ประชาชน ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลยังปล่อยให้โรงกลั่นคิดค่าการกลั่นสูงกว่าปกติถึง 3 เท่า โดยใช้สูตรคำนวณที่อิงราคาสิงคโปร์บวกค่าขนส่งสมมติ ทั้งที่โรงกลั่นตั้งอยู่ในไทย ซึ่งนายกรณ์เรียกร้องให้รื้อสูตรคำนวณนี้เพื่อความเป็นธรรม
ในช่วงท้าย นายกรณ์ได้วิพากษ์วิจารณ์การส่งสัญญาณลอยตัวราคาน้ำมันของนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางสถานการณ์ที่ราคาหน้าโรงกลั่นพุ่งไปถึง 51 บาทแล้ว พร้อมตั้งคำถามว่าในขณะที่รัฐบาลเรียกร้องให้ประชาชนประหยัด เหตุใดรัฐบาลจึงไม่ยอมเฉือนเนื้อตัวเองเพื่อช่วยประชาชนบ้าง เพราะปัจจุบันรัฐยังคงเก็บภาษีสรรพสามิตดีเซลสูงถึง 6.95 บาทต่อลิตรโดยไม่ยอมลดลงแม้แต่สตางค์เดียวตลอด 3 สัปดาห์ของวิกฤต
พรรคประชาธิปัตย์จึงขอเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม 2 ข้อ คือ
- นำกำไรเกินควรของโรงกลั่นมาจัดเก็บเป็นธรรมเนียมลาภลอย เพื่อส่งเข้ากองทุนน้ำมันช่วยลดภาระประชาชน
- รัฐบาลต้องลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลงทันที 6 บาท ซึ่งหากทำทั้งสองข้อนี้ จะสามารถดึงราคาน้ำมันลงได้ทันทีถึง 9 บาทต่อลิตร
“วันนี้โชคดีที่เป็นแค่การอภิปรายญัตติ ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะถ้ายกมือโหวต ผมเชื่อว่า สส. ฝั่งรัฐบาลหลายท่านคงลำบากใจที่จะไว้วางใจรัฐบาล เพราะประชาชนในพื้นที่ของท่านก็เดือดร้อนแสนสาหัสไม่ต่างกัน” กรณ์ทิ้งท้าย


