×

จับสัญญาณสหรัฐฯ พิจารณาส่งทหารไปตะวันออกกลาง-ของบทำสงครามเพิ่ม 2 แสนล้าน เตรียมพร้อมสงครามเฟสใหม่?

19.03.2026
  • LOADING...
ภาพทหารสหรัฐฯ เตรียมพร้อมปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง เพื่อรับมือสงครามอิหร่าน

สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านที่เปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดำเนินมานานเกือบ 3 สัปดาห์เต็มและอาจส่อเค้ากลายเป็น ‘สงครามพลังงานครั้งใหญ่’ ที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับหลายประเทศทั่วโลก

 

โดยฟากฝั่งของสหรัฐฯ มีสัญญาณสำคัญที่น่าจับตามองอย่างมากในช่วงเวลานี้ ซึ่งอาจเป็นท่าทีที่มีส่วนช่วยยกระดับความรุนแรงให้กับสงครามครั้งนี้ ได้แก่

 

1. การพิจารณา ‘เพิ่มกำลังทหาร’ ในตะวันออกกลาง

 

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาส่งทหารอเมริกันหลายพันนายไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเสริมกำลังและขยายปฏิบัติการทางทหารในสงครามกับอิหร่านซึ่งยืดเยื้อมานานหลายสัปดาห์

 

แม้ทรัมป์จะ ‘เคยต่อต้าน’ การทำสงครามในต่างแดน แต่ล่าสุดเขากลับปฏิเสธที่จะตัด ‘ทางเลือก’ ในการส่งทหารราบลงพื้นที่ (Boots on the Ground) ในสมรภูมิอิหร่านออกไป โดยทำเนียบขาวระบุชัดเจนว่า ทรัมป์ ‘เปิดกว้างสำหรับทุกทางเลือก’ และมีการหารือถึงการส่งทหารไปประจำการตามแนวชายฝั่งของอิหร่านอีกด้วย

 

เป้าหมายทางยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐฯ ในขณะนี้นั้น สหรัฐฯ กำลังประเมินทางเลือกหลายทาง ได้แก่ การส่งกองกำลังไปรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ, การส่งทหารราบไปยึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันถึง 90% ของอิหร่าน และการส่งกองกำลังพิเศษเข้าไปควบคุมคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่เสี่ยงและซับซ้อนมาก

 

โดยเฉพาะแผนยึดครองเกาะคาร์ก เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ไม่ได้มองแค่การโจมตีทางอากาศ แต่กำลังหารือถึงความเป็นไปได้ในการ ‘เข้าควบคุม’ เกาะคาร์ก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางทหารมองว่า ‘เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการทำลายทิ้ง’ เนื่องจากเกาะนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของอิหร่านอย่างยิ่งยวด การส่งทหารราบเข้าไปยึดครองพื้นที่นี้ถือเป็นการยกระดับความรุนแรงและมีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกตอบโต้ด้วยโดรนและขีปนาวุธ

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การใช้ทหารราบถือเป็น ‘ความเสี่ยงทางการเมือง’ อย่างมากสำหรับทรัมป์ เนื่องจากเสียงสนับสนุนในประเทศต่ำ และขัดกับสัญญารณรงค์หาเสียงที่เขาเคยประกาศว่า จะไม่นำสหรัฐฯ ไปพัวพันกับสงครามต่างชาติ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังต้องเผชิญปัญหาการสูญเสียกำลังรบสำคัญอย่างเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford ที่ต้องส่งไปซ่อมบำรุงที่กรีซหลังเกิดเหตุไฟไหม้

 

2. ‘ของบประมาณเพิ่มเติม’ เพื่อทำสงครามกับอิหร่าน

 

เพนตากอนสหรัฐฯ กำลังของบประมาณเพิ่มเติมราว 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.56 ล้านล้านบาท) เพื่อใช้ทำสงครามกับอิหร่าน โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ The Washington Post ว่า จำนวนเงินดังกล่าวจะสูงกว่าต้นทุนปฏิบัติการของรัฐบาลทรัมป์ที่ผ่านมาอย่างมาก โดยงบก้อนนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อเพิ่มการผลิตอาวุธสำคัญที่ถูกใช้ไปอย่าง ‘เร่งด่วน’

 

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เพนตากอนได้เสนอคำของบประมาณในหลายรูปแบบ และ The Washington Post ชี้ว่า ข้อเสนอล่าสุดนี้น่าจะก่อให้เกิดการต่อสู้ทางการเมืองครั้งใหญ่ในสภาคองเกรส เนื่องจากเสียงสนับสนุนจากประชาชนต่อความพยายามดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับต่ำ และพรรคเดโมแครตก็เดินหน้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง

 

ในขณะที่พรรครีพับลิกันได้ส่งสัญญาณสนับสนุนคำของบประมาณเพิ่มเติมที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ยังไม่มีข้อผูกมัดในด้านยุทธศาสตร์ทางนิติบัญญัติ หรือพบแนวทางที่ชัดเจนในการรวบรวมเสียงให้ผ่านเกณฑ์ 60 เสียงของวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทั้งเพนตากอนและทำเนียบขาวต่างปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อหนังสือพิมพ์ฉบับนี้

 

นักวิเคราะห์มองว่า ที่ผ่านมาทรัมป์มักจะโจมตีรัฐบาลโจ ไบเดนเกี่ยวกับจำนวนเงินที่อนุมัติให้เป็นทุนในสงครามยูเครนซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยทรัมป์มักจะพูดเกินจริงหรือโกหกเกี่ยวกับจำนวนเงินที่สหรัฐฯ ใช้ไปเพื่อช่วยยูเครนสกัดกั้นรัสเซีย โดยเสนอตัวเลขประเมินที่สูงเกินจริงอย่างมาก ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนสงครามกับอิหร่านของเขา ‘ดูเล็กน้อยหรือดูถูกกว่า’ ในสายตาพลเมืองอเมริกันเมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน

 

โดยงบประมาณที่สภาคองเกรสอนุมัติให้ความช่วยเหลือยูเครนสะสมตั้งแต่เริ่มต้นสงคราม จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2025 ซึ่งได้รับความเห็นชอบในสมัยไบเดนนั้นอยู่ที่ 1.88 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

แฟ้มภาพ: Hapelinium / Shutterstock

Kevin Lamarque / Reuters

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising