นับถอยหลัง! วันที่ 24 กรกฎาคมนี้จะครบกำหนดการบังคับใช้มาตรการ 122 ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษี 10% กับคู่ค้าทั่วโลก หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่าการใช้มาตรการภาษีตอบโต้ของทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต ด้านดร.ศุภวุฒิเตือนส่งออกไทยเสี่ยงได้รับผลกระทบ จนฉุดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหนักขึ้น และบาทอาจอ่อนค่ามากกว่าคาด
ประเด็นสำคัญ
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษา กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวในงานสัมมนาใหญ่ KKP 2026 Mid-Year Review ของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ว่าสิ่งที่ต้องจับตาในระยะสั้นคือ การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ที่กำลังจะครบกำหนดการยกเว้นภาษีชั่วคราวในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ ซึ่งจะทำให้ภาคการส่งออกไทยที่ส่งไปสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็น 40% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย จะได้รับผลกระทบ ทั้งในแง่เศรษฐกิจและดุลบัญชีเดินสะพัด ที่จะขาดดุลและค่าเงินบาทอ่อนค่ามากขึ้นกว่าที่คาด
ย้อนกลับไป 20 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ได้ตัดสินว่าการใช้อำนาจตาม International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อกำหนดภาษีนำเข้าในวงกว้างเป็นการใช้อำนาจเกิน ทำให้มาตรการภาษีหลายชุด รวมถึงภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ในช่วงปีที่ผ่านมา ‘ไม่ชอบด้วยกฎหมาย’
โดยหลังจากผลตัดสินของศาลสูงสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ประกาศใช้มาตรา 122 (Section 122) ยกระดับภาษีทั่วโลกไปสู่ระดับ 10% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์
ทรัมป์จ่อปูพรมเก็บภาษีระลอกใหม่อย่างน้อย 10% ต่อคู่ค้า 60 ราย หลังมาตรการเดิมหมดอายุวันศุกร์นี้
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมเก็บภาษีชุดใหม่ต่อสินค้าจากหลายสิบเขตเศรษฐกิจภายในวันศุกร์นี้ แม้ภาษีชั่วคราวในอัตรา 10% ที่เก็บทั่วโลกจะสิ้นสุดลงก็ตาม
ทรัมป์ได้เสนอเก็บภาษีชุดใหม่ในอัตราอย่างน้อย 10% ต่อคู่ค้า 60 ราย โดยอ้างเหตุผลว่าประเทศเหล่านั้นมีมาตรฐานด้านแรงงานบังคับ (Forced Labor) ที่หละหลวม
สำหรับภาษีชั่วคราวของทรัมป์มีกำหนดสิ้นสุดลงในวันศุกร์นี้ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ และหากภาษีระลอกถัดไปถูกบังคับใช้ทันภายในเวลานั้น รัฐบาลสหรัฐฯ จะสามารถหลีกเลี่ยงช่วงสุญญากาศระหว่างมาตรการทั้งสองได้ อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้ายและอาจเปลี่ยนแปลงได้
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้นำภาษีอัตรา 10% ที่ครอบคลุมการค้าทั้งหมดมาใช้ ภายหลังศาลสูงสุด (Supreme Court) มีคำวินิจฉัยล้มภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal) ไปก่อนหน้านี้
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (21 กรกฎาคม) เจมิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เปิดเผยว่า มาตรการภาษีศุลกากรระลอกใหม่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าอีกครั้ง
“เราคาดว่าจะเห็นความเคลื่อนไหวในเร็วๆ นี้” กรีเออร์กล่าวผ่าน CNBC เมื่อถูกถามว่าจะมีการประกาศภาษีชุดใหม่หรือไม่ หลังจากที่ Financial Times รายงานเมื่อวันอังคารว่า อาจมีการประกาศเก็บภาษีเพิ่มเติมเร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้
“ผมยังระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนไม่ได้ในตอนนี้ เพราะผมมีหน้าที่ต้องรายงานต่อสภาคองเกรสและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ ก่อนที่จะเปิดเผยเรื่องแบบนี้ได้จริง แต่เราคาดว่าจะมีความเคลื่อนไหวในเร็วๆ นี้แน่นอน” กรีเออร์กล่าว
ภาษีชุดใหม่ที่ดูเหมือนกำลังจะออกมานี้ ถูกนำมาใช้ภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 (Section 301, Trade Act of 1974) กรีเออร์ระบุว่า ภาษีมาตรา 301 ที่เสนอมานี้จะครอบคลุมการค้าของสหรัฐฯ ราว 99% โดย USTR ได้ส่งสัญญาณถึงแนวทางใหม่นี้ตั้งแต่ตอนที่ประกาศเปิดการสอบสวน 60 เขตเศรษฐกิจเมื่อกลางเดือนมีนาคม ที่มุ่งเน้นประเด็นความกังวลเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน
โดยเขตเศรษฐกิจที่ถูกรวมอยู่ในการสอบสวนทางการค้าเหล่านี้ ได้แก่ จีน สหภาพยุโรป สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา ไทย เกาหลีใต้ เวียดนาม ไต้หวัน บังกลาเทศ เม็กซิโก ญี่ปุ่น และอินเดีย
ภาษีเพิ่มเติมใดๆ จะถูกบวกเข้าไปบนมาตรการการค้าอื่นๆ ที่เพิ่งประกาศไปก่อนหน้า เช่น การเก็บภาษี 25% ต่อสินค้านำเข้าส่วนใหญ่จากบราซิล รวมทั้งการเก็บภาษีชุดใหม่ในอัตราสูงถึง 50% ภายใน 30 วัน ต่อสินค้าหลากหลายรายการ ซึ่งครอบคลุมทั้งไวน์และเบียร์ ไม้ฮอกกี้ ปูนซีเมนต์ สายจูงสุนัข และสินค้าอื่นๆ จากแคนาดา โดยอ้างเหตุผลว่าแคนาดาเลือกปฏิบัติทางการค้าต่ออุตสาหกรรมหลายภาคส่วนของสหรัฐฯ
จับตา 4 ประเด็นกำหนดทิศทางตลาดครึ่งปีหลัง
โดยในงานสัมมนาใหญ่ KKP 2026 Mid-Year Review ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ยังชี้ว่าครึ่งปีแรกของปี 2569 พิสูจน์ให้เห็นว่าโลกได้เปลี่ยนเข้าสู่สภาวะการลงทุนแบบใหม่ ทั้งสงครามที่กลับมาเป็นตัวแปรด้านราคา เงินเฟ้อที่ดื้อกว่าคาด และกระแสการลงทุน AI ที่ยังคงร้อนแรง สำหรับนักลงทุน คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเกิดอะไรขึ้นในครึ่งปีแรก แต่คือมีอะไรที่ต้องจับตาต่อจากนี้ โดยสรุปเป็น 4 ประเด็นหลักที่จะกำหนดทิศทางของตลาดในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า
1.การลงทุนด้าน AI คือ เครื่องยนต์หลักที่อุ้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและตลาดหุ้นในขณะนี้ ดร.พิพัฒน์ ระบุว่าตราบใดที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงเดินหน้าลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์และชิปประมวลผล เศรษฐกิจเอเชียในห่วงโซ่อุปทานก็จะยังได้รับอานิสงส์ต่อไป แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาคือความยั่งยืนของวงจรนี้ หลังจากตลาดเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่าผลตอบแทนที่ได้กลับมาคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ หากความเชื่อมั่นในเรื่องนี้สั่นคลอน ตลาดหุ้นที่พึ่งพา AI เป็นหลักอาจเผชิญความผันผวนได้
“จุดหนึ่งที่เราต้องตั้งคำถามให้ดีว่าการลงทุนของ AI มันยั่งยืนหรือไม่ ทั้งในมุมของ Supply แล้วก็มุมของ Demand ว่าถ้าเราลงทุนกันเยอะขนาดนี้ AI จะสามารถสร้างรายได้กลับมาให้กับคนที่ลงทุนได้คุ้มค่าจริงหรือไม่” ดร.พิพัฒน์ สรุป
ด้าน ดร.ศุภวุฒิ ระบุว่านักวิเคราะห์เริ่มเตือนการลงทุนใน AI ยังมีความเสี่ยง โดยผลสำรวจพบว่าการใช้งาน AI ในภาคธุรกิจขนาดใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 4–5% และที่สำคัญคือยังไม่สามารถสร้างกำไรสร้างประโยชน์ต่อธุรกิจได้ชัดเจนเทียบเท่าอินเทอร์เน็ต สมาร์ตโฟน หรือธุรกิจแพลตฟอร์มต่าง ๆ ขณะที่ต้นทุนการพัฒนายังอยู่ในระดับสูง จากข้อจำกัดด้านชิปขั้นสูง GPU และการใช้พลังงานปริมาณมหาศาล อย่างไรก็ตาม กระแสลงทุนดังกล่าวยังเป็นบวกต่อไทยในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ต้องติดตามการสร้างผลตอบแทนเชิงพาณิชย์อย่างชัดเจนภายใน 2–3 ปี
- ราคาน้ำมันและความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง โดยดร.พิพัฒน์ ระบุว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่แน่นอนและเปราะบาง และราคาน้ำมันยังไม่กลับสู่ภาวะปกติอย่างแท้จริง สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความเสี่ยงด้านพลังงานได้กลายเป็นตัวแปรที่ต้องนับรวมในทุกการตัดสินใจลงทุน ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงมีผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนของภาคธุรกิจ รวมไปถึงความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนในที่สุด และท้ายที่สุดคือทิศทางอัตราดอกเบี้ย หากความตึงเครียดกลับมาปะทุอีกครั้ง ผลกระทบต่อตลาดจะรวดเร็วและรุนแรงได้
ด้านดร.ศุภวุฒิ ระบุว่าอีกความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง คือ การฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มต้องดึงเงินลงทุนกลับมาเสริมความมั่นคงภายในประเทศมากขึ้นและเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาใหม่ หลังความขัดแย้งกระทบยุทธศาสตร์การพัฒนาเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการท่องเที่ยวระดับโลกของภูมิภาค
- แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะดอกเบี้ยระยะยาว ดร.พิพัฒน์ ระบุว่าความหวังของแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงที่ตลาดเคยคาดหวังไว้เมื่อต้นปีได้เปลี่ยนไป การลงทุน AI ที่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก บวกกับความเสี่ยงเงินเฟ้อจากแนวโน้มเศรษฐกิจและราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น และการขาดดุลการคลังแบบขยายตัว ทำให้แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงได้ยากกว่าที่คาด แรงกดดันจึงตกไปอยู่ที่ดอกเบี้ยระยะยาว
- เศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอเชิงโครงสร้าง และพื้นที่นโยบายที่จำกัด ดร.พิพัฒน์ ชี้ว่า แม้ในครึ่งปีแรก เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ความไม่แน่นอนของโลกกระทบแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยอย่างเห็นได้ชัด และไทยเข้าสู่ครึ่งปีหลังด้วยกันชนที่บางลงกว่าที่เคย ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เคยเกินดุลในระดับสูงเริ่มลดลงจากประเด็นเชิงโครงสร้าง ส่วนต่างดอกเบี้ยกับสหรัฐฯ ที่แคบลงสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ขณะที่การขาดดุลการคลังที่สูงขึ้นและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นทำให้รัฐมีเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง แรงกระแทกจากภายนอกอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าและฟื้นตัวช้า

