×

เปิดประวัติ ‘พล.ต.อ.สำราญ นวลมา’ ผบ.ตร. คนที่ 16 ชูผลงานปราบปรามเด่น-อายุราชการยาว ฝ่ากระแสข้ามอาวุโส

โดย THE STANDARD TEAM
22.07.2026
  • LOADING...
ภาพ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนที่ 16

วันนี้ (22 กรกฎาคม) ภายหลังมติการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 7/2569 เห็นชอบให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16

 

สังคมต่างให้ความสนใจในประวัติและผลงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ก้าวข้ามเสียงวิจารณ์เรื่องลำดับอาวุโส จนเกิดกระแสการเล่นคำพ้องเสียงในหน้าสื่อว่า การขึ้นสู่ตำแหน่งในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ นวลมา ตามนามสกุล แต่เป็นการ นอนมา ด้วยความพร้อมและศักยภาพอย่างแท้จริง

 

เส้นทางสายปฏิบัติการ: จากทฤษฎีสู่การคุมหน้างานจริง

 

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ปัจจุบันอายุ 53 ปี เป็นนายตำรวจที่เติบโตมาจากสายงานป้องกันปราบปรามและสายตรวจโดยตรง เริ่มต้นเส้นทางราชการจากตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพระโขนง ก่อนขยับเข้าสู่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ (191) และก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ในปี 2564 เพื่อควบคุมพื้นที่เมืองหลวง จากนั้นได้รับการแต่งตั้งเป็นรอง ผบ.ตร. ในเดือนตุลาคม 2568

 

ความโดดเด่นของ พล.ต.อ.สำราญ ไม่ได้มีเพียงการเติบโตในหน่วยงานหลัก แต่ยังรวมถึงการพัฒนาศักยภาพเชิงยุทธวิธีอย่างต่อเนื่อง โดยผ่านหลักสูตรสำคัญระดับชาติและนานาชาติ อาทิ

 

  • หลักสูตรต่อต้านการก่อการร้าย นเรศวร 261
  • หลักสูตรการยิงปืนชั้นสูง SIG SAUER ACADEMY จากสหรัฐอเมริกา
  • หลักสูตรการรับมือเหตุกราดยิง (FBI-ALERT Active Shooter Response) จากสหรัฐอเมริกา

 

ประสบการณ์เหล่านี้กลายเป็นแต้มต่อสำคัญในการบริหารสถานการณ์วิกฤตของประเทศ โดย พล.ต.อ.สำราญ มักปรากฏตัวในฐานะผู้บัญชาการที่ลงพื้นที่คุมหน้างานด้วยตนเองเสมอ เช่น การนำชุดปฏิบัติการพิเศษอรินทราช 26 เข้าคลี่คลายเหตุกราดยิงที่ห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 นครราชสีมา, การคุมสถานการณ์เหตุกราดยิงที่จังหวัดเพชรบุรี, เหตุสารวัตรคลั่งย่านสายไหม ตลอดจนการบัญชาการยุทธการควบคุมความไม่สงบของกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง

 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้ พล.ต.อ.สำราญ ได้รับความไว้วางใจ คือผลงานด้านการปราบปรามในช่วงปี 2568-2569 ซึ่งสอดรับกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการจัดการคดีความมั่นคงและอาชญากรรมข้ามชาติ ได้แก่

 

  • ปฏิบัติการ ‘ถอดเกล็ดมังกร’: ทลายเครือข่ายทุนจีนสีเทา (พ่อทิพย์) ที่ใช้วิธีจ้างชายไทยรับรองบุตรในสูติบัตรเพื่อสวมสิทธิ์สัญชาติไทย ซึ่งปัจจุบันเตรียมยกระดับเป็นคดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
  • ปฏิบัติการ ‘ปิดฉากแรงเงา’: กวาดล้างขบวนการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสวมสิทธิ์ G-Code พร้อมดำเนินคดีกับอดีตเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเด็ดขาด
  • การอายัดทรัพย์สินเครือข่ายยาเสพติดระดับชาติ: อาทิ การยึดทรัพย์เครือข่ายตั้ม เขาชี มูลค่าเงินหมุนเวียนกว่า 1,200 ล้านบาท และการอายัดทรัพย์เครือข่ายนายทุนจีน มินมินอู มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท

 

นอกจากผลงานด้านการปราบปรามแล้ว ในด้านการบริหารจัดการ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบช.น. กองบัญชาการตำรวจนครบาลยังเป็นหน่วยงานเดียวของ ตร. ที่ได้รับคะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ในระดับ ‘ผ่านดีเยี่ยม’ รวมถึงมีการผลักดันงบประมาณจัดซื้อเสื้อเกราะ 14,000 ตัว และโดรนตรวจจับความร้อน เพื่อสวัสดิภาพของผู้ใต้บังคับบัญชา

 

หากวิเคราะห์ในมิติของการบริหารองค์กร ปัจจัยที่ทำให้ พล.ต.อ.สำราญ ได้รับการคัดเลือก แม้จะอยู่ในลำดับอาวุโสที่ 3 ประกอบด้วย:

 

  • เสถียรภาพและอายุราชการ: ด้วยวัย 53 ปี และมีอายุราชการเหลืออีก 7 ปี ทำให้รัฐบาลมีผู้นำองค์กรที่สามารถสานต่อนโยบายระยะยาวได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนผู้นำบ่อยครั้ง
  • ความครบเครื่อง (บู๊และบุ๋น): รัฐบาลต้องการผลงานเชิงประจักษ์ด้านการปราบปรามยาเสพติดและมาเฟียข้ามชาติ ซึ่งประวัติการเป็นมือปราบของ พล.ต.อ.สำราญ สอดรับกับความต้องการในการกู้ศรัทธาประชาชน
  • การยอมรับภายในองค์กร: สายสัมพันธ์และการเติบโตในสายกำลังรบ ทำให้มีฐานการสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากระดับปฏิบัติการ

 

แม้เส้นทางของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา จะเต็มไปด้วยผลงานเชิงประจักษ์ แต่ความท้าทายสูงสุดในฐานะผู้นำองค์กรนับจากนี้ คือการพิสูจน์ฝีมือและการสร้างความชอบธรรมให้สังคมประจักษ์ว่า การตัดสินใจของ ก.ตร. ที่พิจารณาข้ามลำดับอาวุโสนั้น มาจากความรู้ ความสามารถ และศักยภาพที่เหนือกว่าอย่างแท้จริง เพื่อลบข้อครหาเรื่องตั๋วการเมือง และนำพาสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปสู่ทิศทางที่ประชาชนไว้วางใจได้อย่างยั่งยืน

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising