×

อันโตเนลลี เมื่ออนาคตมาบรรจบกับปัจจุบัน วันที่เขาก้าวขึ้นตำแหน่งสูงสุดของโพเดียม

15.03.2026
  • LOADING...
คิมมี่ อันโตเนลลี นักแข่ง F1 ทีมเมอร์เซเดส เฉลิมฉลองชัย

เลข 2 อาจจะเป็นเลขนำโชคของ อันโตนิโอ ‘คิมี่’ อันโตเนลลี นักขับ F1 วัย 19 ปี ที่คว้าแชมป์เรซแรกในชีวิตได้สำเร็จ ในไชนีส กรังด์ปรีซ์ เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา (15 มีนาคม) ตามเวลาประเทศไทยก็เป็นได้ ที่แบบนั้น เพราะนี่คือการคว้าแชมป์สนามที่ 2 ของฤดูกาลที่ 2 ของเขาและยังทำให้นักขับพรสวรรค์ชาวอิตาเลียนรายนี้ เป็นนักขับอายุน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ต่อจาก แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน ที่คว้าชัยได้สำเร็จด้วย

 

คิมี่ คว้าชัยด้วยวัย 19 ปี 6 เดือน 18 วัน เป็นรองแค่ แม็กซ์ ที่เคยทำสถิติเหลือเชื่อด้วยการคว้าแชมป์ในวัย 18 ปี 7 เดือน 15 วัน ในสแปนิช กรังด์ปรีซ์ เมื่อปี 2016

 

สถิติของคิมี่ในครั้งนี้ ยังทำให้เขากลายเป็นนักแข่งชาวอิตาลีคนแรกที่ชนะการแข่งขัน F1 ในรอบเกือบ 20 ปี หลังจากที่เพิ่งทำสถิติเป็นนักแข่งที่คว้าตำแหน่งโพลโพซิชัน ที่อายุน้อยที่สุดไปเมื่อวันก่อนหน้า

 

ในช่วงเริ่มต้น คิมี่ เสียตำแหน่งผู้นำในช่วงออกสตาร์ตให้กับ เซอร์ลูอิส แฮมิลตัน จากเฟอร์รารี ที่พุ่งขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งจากกริดที่สาม ในเรซที่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อนักขับถึง 4 รายต้องออกจากการแข่งขันตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่ม

 

นอกจาก อเล็กซานเดอร์ อัลบอน จากทีม วิลเลียมส์ ที่ต้องเผชิญปัญหาด้านระบบไฮดรอลิก กับ กาเบรียล บอร์โตเลโต ที่ต้องออกจากการแข่งขันเพราะปัญหาทางเทคนิคแล้ว เรซนี้นับเป็นฝันร้ายของ แมคลาเรน เลยก็ว่าได้ หลังพวกเขาประสบภัยพิบัติทางเทคนิค ทำให้ทั้ง ออสการ์ ปิอัสทรี และ แลนโด นอร์ริส ต่างเจอปัญหาด้านระบบไฟฟ้าที่แตกต่างกัน

 

กลับมาที่ คิมี่ แม้ว่าเขาจะโดน ท่านเซอร์แซงไปก่อน แต่ด้วยศักยภาพของรถยนต์ที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน ทำให้ เขาสามารถทวงตำแหน่งผู้นำคืนได้ในรอบที่สองบริเวณทางตรงด้านหลังสนามและคว้าชัยมาครองได้ในที่สุด

 

นี่เป็นชัยชนะครั้งแรกของคิมี่เกิดขึ้นในฤดูกาลที่สองของเขาใน F1 และการเอาชนะเพื่อนร่วมทีมที่มีประสบการณ์มากกว่าอย่างจอร์จได้นั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและความใจเย็นอย่างมาก

 

อย่าลืมว่า คิมี่ ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก โตโต้ วูล์ฟฟ์ หัวหน้าทีมดาวเงินให้มาแทนที่แฮมิลตันในปี 2025 แม้ว่าในตอนนั้นเขาจะขาดประสบการณ์ก็ตาม

 

เขากลายเป็นนักแข่งที่อายุน้อยที่สุดเป็นอันดับสามในประวัติศาสตร์ F1 ด้วยวัยเพียง 18 ปี โดยที่ คิมี่เป็นสมาชิกของทีมเยาวชนเมอร์เซเดส แต่ไม่เคยลงแข่งใน F3 และลงแข่งเพียงฤดูกาลเดียวใน F2 ในปี 2024 โดยจบอันดับที่ 6 ก่อนที่จะได้รับการเลื่อนขั้นไปอยู่กับเมอร์เซเดส

 

หลายคนตั้งคำถามเกี่ยวกับการตัดสินใจครั้งนั้น แต่ในตอนนั้นโตโต้ ยืนยันว่าอันโตเนลลีคืออนาคตของทีม และผลในวันนี้ ก็ยืนยันการตัดสินใจครั้งนั้นของทีมบอสแห่งเมอร์ส ได้เป็นอย่างดี

 

คิมี่ เป็นลูกชายของมาร์โก อันโตเนลลี นักแข่งรถชื่อดัง เกิดที่เมืองโบโลญญา และได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความเชื่อมั่นที่ทีมมีต่อเขานั้นคุ้มค่า หลังเผชิญกับฤดูกาลที่ขึ้นๆ ลงๆ ในปี 2025 ขณะที่เรียนรู้สิ่งต่างๆ ใน F1 แต่เขาก็แสดงให้เห็นถึงทักษะที่แท้จริงควบคู่ไปกับข้อผิดพลาดที่คาดหวังได้จากมือใหม่

 

เขาเองก็ยอมรับว่าเขายังคงเรียนรู้ว่าจะผลักดันและไปให้ถึงขีดจำกัดได้อย่างไร แต่ชัยชนะในประเทศจีนนั้นเป็นการขับที่วางแผนมาอย่างดีเยี่ยม และเห็นได้ชัดว่านักแข่งหนุ่มคนนี้ยังมีศักยภาพอีกมาก

 

ด้าน จอร์จ รัสเซลล์ แม้อันดับจะตกลงไปในช่วงที่มีรถเซฟตีคาร์ เนื่องจาก แลนซ์ สโตลล์ แห่ง แอสตัน มาร์ติน ต้องออกจากการแข่งขัน แต่ เขาก็ยังสามารถจบอันดับที่สองได้ ส่งผลให้เขายังคงเป็นผู้นำในตารางคะแนนสะสมชิงแชมป์โลก โดยมีคะแนนนำ คู่หูรุ่นน้องและเพื่อนร่วมทีมอย่าง คิมี่ อยู่ 4 แต้ม

 

อันที่จริงแล้ว เรซนี้เป็นเรซที่พิสูจน์ให้เห็นถึงฝีมือของ จอร์จ ได้อย่างดี เพราะในช่วงรีสตาร์ตหลังเซฟตีคาร์ เขาประสบปัญหายางเย็นเกินไป ทำให้รถมีอาการเสียหลักในหลายโค้งจนเสียตำแหน่งให้ทั้ง แฮม และ ชาร์ลส์ เลอแคลร์ แห่งเฟอร์รารี ก่อนจะฮึดสู้กลับมาเป็นอันดับสองได้ในรอบที่ 29

 

เมื่อ จอร์จ กลับไปรั้งที่ 2 ได้สำเร็จ ความเร็วของทีมซิลเวอร์แอร์โรว์ส ก็ทำงานและทำให้สุดท้าย รถของเขาทิ้งห่างอันดับ 3 อย่างแฮมิลตัน กว่า 25 วินาที

 

แต่หลังจากรอบที่ 29 เมื่อ รัสเซลล์ แซงขึ้นไปนำ ทำให้เราได้เห็นการต่อสู้ที่ดุเดือดอย่างมากในการแข่งขันเรซนี้ นั่นคือการแย่งชิงตำแหน่งบนโพเดียมระหว่าง 2 นักขับม้าลำพอง

 

ทั้งคู่ผลัดกันแซงไปมาหลายครั้งตลอดช่วงสองในสามของระยะทางการแข่งขัน ท้ายที่สุด แฮมิลตัน เป็นฝ่ายกำชัยชนะและคว้าโพเดียมแรกของเขากับทีมเฟอร์รารี่ได้สำเร็จนับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเมื่อต้นฤดูกาลที่แล้ว

 

นี่ยังเป็นการคืนโพเดียมได้อีกครั้งเป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี 3 เดือน 20 วัน นับตั้งแต่รายการ ลาสเวกัส กรังด์ปรีซ์ เมื่อปี 2024 (ที่เขาขึ้นโพเดียมในอันดับ 2) และยังถือเป็นโพเดียมที่ 204 ในอาชีพ ของเขาในวัย 41 ปี

 

แม้จะบ่นเรื่องปัญหาพลังงานของเครื่องยนต์มาตลอด แต่แฮมิลตันสามารถรักษาอันดับ 3 ไว้ได้ และเผยว่านี่เป็นการแข่งขันที่เขารู้สึกสนุกที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายเรซที่ผ่านมาเลย

 

อย่างไรก็ตาม ผลการแข่งขันในเรซนี้ เมื่อรวมกับผลจากเรซแรกที่ ออสเตรเลีย ใน อัลเบิร์ต ปาร์ก พอจะพิสูจน์ได้กลายๆ แล้วว่าตอนนี้เมอร์เซเดสได้สร้างรถที่เหนือกว่าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด

 

ขณะที่ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน คงจะผิดหวังกับเรซนี้ไม่น้อย เพราะแม้ว่าเขาจะพยายามแบกรถขนาดไหน แต่ถ้ารถไม่ยอมให้แบก ทุกอย่างก็จบ

 

แม็กซ์ ต้องออกจากการแข่งขันอย่างเจ็บปวด ขณะที่พยายามไล่กวดจากอันดับหลังขึ้นมาถึงอันดับ 6 โดยเขาต้องออกจากการแข่งขันในรอบที่ 46 เนื่องจากปัญหาเรื่องเพาเวอร์ยูนิต และนั่นหมายความว่า เขาไม่มีแต้มในเรซนี้

 

ด้าน อัลพีน กลายเป็นทีมที่สร้างเซอร์ไพรส์ในเรซนี้ก็ว่าได้ หลังทีมจากฝรั่งเศสคว้าแต้มได้จากนักขับทั้ง 2 คน หลัง ปีแอร์ แกสลีย์ จบอันดับที่ 5 และ ฟรังโก โคลาปินโต จบอันดับที่ 10

 

ส่วน วิลเลียมส์ ก็มีแต้มแรก จาก คาร์ลอส ไซน์ซ ที่ซิ่งมาจบอันดับที่ 9 ได้สำเร็จ แม้ว่าในเรซนี้ อัลบอน จะไม่ได้ออกสตาร์ตอย่างที่เรียนไว้ก่อนหน้านี้ก็ตาม

 

แต่ที่น่าผิดหวังเสมอต้นเสมอปลาย และอาจจะกลายเป็นทีมที่โคม่าที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย คือ แอสตัน มาร์ติน ที่เรซนี้ก็ยังท็อปฟอร์ม (ในแง่ลบ) หลังจากที่ทั้ง เฟร์นานโด อลอนโซ และ แลนซ์ สโตรลล์ ต่างแข่งไม่จบทั้งคู่

 

นั่นทำให้ตอนนี้ แม้พวกเขาจะเป็น 1 ใน 2 ทีมร่วมกับ คาดิลแลค ที่ยังไม่มีคะแนน แต่สถานการณ์จริงของพวกเขา เรียกได้ว่าหนักกว่ามาก เพราะรถทั้ง 2 คัน จาก 2 เรซ ยังไม่สามารถผ่านธงตราหมากรุกได้เลย…แม้แต่ครั้งเดียว

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising