การแข่งขัน F1 รายการ Austrian Grand Prix สุดสัปดาห์นี้ ถูกสหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (FIA) ประกาศให้เป็น ‘Heat Hazard Race’ หรือการแข่งขันที่มีความเสี่ยงจากสภาพอากาศร้อน หลังการพยากรณ์อากาศระบุว่า อุณหภูมิระหว่างช่วงที่รถลงวิ่งอาจสูงเกิน 31 องศาเซลเซียส
การประกาศดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักขับสามารถใช้อุปกรณ์ระบายความร้อนที่ FIA กำหนดมาตรฐานไว้ได้ โดยระบบจะหมุนเวียนของเหลวเย็น เช่น ไกลคอล ผ่านท่อที่ติดตั้งอยู่ในเสื้อกันไฟซึ่งสวมไว้ด้านในชุดแข่ง เพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกายระหว่างการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม การใช้อุปกรณ์นี้ไม่ใช่ข้อบังคับ นักขับสามารถเลือกไม่ใช้ได้ แต่รถของพวกเขาจะต้องติดตั้งน้ำหนักถ่วงเพิ่มอีก 5 กิโลกรัม เพื่อป้องกันไม่ให้ได้เปรียบด้านสมรรถนะจากการมีน้ำหนักรถที่เบากว่า
สำหรับ Austrian Grand Prix ถือเป็นสนามแรกของฤดูกาล 2026 ที่ได้รับการประกาศเป็น Heat Hazard Race ท่ามกลางคลื่นความร้อนที่ปกคลุมหลายประเทศในยุโรป และทำให้อุณหภูมิในหลายพื้นที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
กฎดังกล่าวถูกนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา โดยเริ่มจากการแข่งขันที่สิงคโปร์และสหรัฐอเมริกา หลังนักขับหลายคนเผชิญปัญหาความร้อนสะสมอย่างหนักระหว่างการแข่งขัน
แม้อุปกรณ์ระบายความร้อนจะช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ยังมีนักขับบางส่วนเลือกไม่ใช้งาน เนื่องจากรู้สึกไม่สบายตัว รวมถึงเคยเกิดกรณีของเหลวหล่อเย็นหมดก่อนจบการแข่งขัน ส่งผลให้ของเหลวมีอุณหภูมิใกล้เคียงกับภายในรถ ซึ่งร้อนกว่าสภาพอากาศภายนอกอย่างมาก
สำหรับการแข่งขัน F1 อุณหภูมิภายในห้องนักขับสามารถสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ขณะที่นักขับต้องสวมชุดกันไฟหลายชั้น รวมถึงหน้ากากกันไฟและหมวกกันน็อกตลอดการแข่งขัน ทำให้การรับมือกับความร้อนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อผลงานในสนาม Red Bull Ring สุดสัปดาห์นี้


