×

F1 ออสเตรเลียน กรังด์ปรีซ์: เมอร์ซีเดส ทะยานฟ้า กับปัญหา Anti-racing ของกฎใหม่

08.03.2026
  • LOADING...
รถแข่งเมอร์ซีเดสคว้าชัยในศึก F1 ออสเตรเลียน กรังด์ปรีซ์ ปี 2026 ท่ามกลางประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กฎใหม่

ออสเตรเลียน กรังด์ปรีซ์: เมอร์ซีเดส ทะยานฟ้า กับปัญหา Anti-racing ของกฎใหม่

 

F1 สนามแรกของฤดูกาล 2026 ซึ่งเป็นฤดูกาลใหม่ที่มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย จบลงไปด้วยชัยชนะของ เมอร์ซีเดส ตามความคาดหมาย

 

สำหรับผู้ที่ติดตาม F1 มาอย่างต่อเนื่อง จะทราบดีว่า ในช่วงเชกดาวน์และพรีซีซันเทสต์ มีเพียง 2 ทีมเท่านั้น ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายนั่นคือเมอร์ซีเดสกับเฟอร์รารี สองยักษ์ที่หลับใหลไปนานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

แต่ในเรซแรกของปีนี้ที่ อัลเบิร์ต ปาร์ก เซอร์กิต เมอร์ซีเดส กลายเป็นทีมที่โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจที่สุด ด้วยการคว้าอันดับ 1 และ 2 บนโพเดียมไปครอง

 

จอร์จ รัสเซลล์ ประเดิมชัยชนะสนามแรกของฤดูกาล 2026 ได้สำเร็จร่วมกับ เพื่อนร่วมทีมอย่าง คิมี อันโตเนลลี โดยนี่เป็นการคว้าอันดับ 1 และ 2 ในเรซเดียวของทีมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ ลาสเวกัส ปี 2024 ที่ครั้งนั้น เป็นรัสเซลล์ กับ เซอร์ ลูอิส แฮมิลตัน ที่คว้า อันดับ 1 และ 2 ตามลำดับ

 

ในช่วงเริ่มต้นการแข่งขัน ชาร์ลส์ เลอแคลร์ จาก เฟอร์รารี ออกตัวได้อย่างยอดเยี่ยม จนกระโดดจากการออกตัวอันดับ 4 ขึ้นมาเป็นผู้นำ และเกิดการต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งผู้นำระหว่าง รัสเซลล์ และ เลอแคลร์ อย่างเข้มข้น โดยมีการผลัดกันขึ้นนำถึง 7 ครั้ง ภายใน 9 รอบแรก

 

นักแข่งทั้งสองแซงกันไปมานั้นเหมือนโยโย่ เนื่องจากความเร็วที่แตกต่างกันมากในจังหวะที่พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ถูกปล่อยออกมาหรือพลังงานของอีกฝ่ายหมดลง

 

อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในรอบที่ 11 เมื่อรถ เรดบูลล์ ของ ไอแซค ฮัดจาร์ เกิดเสียในสนาม ทำให้มีประกาศใช้ Virtual Safety Car หรือ VSC ในตอนนั้น เมอร์ส ตัดสินใจนำรถทั้งสองคันเข้าพิตเพื่อเปลี่ยนยาง แต่ ม้า เลือกที่จะไม่เข้าพิต ทั้งในช่วง VSC ครั้งแรกและครั้งที่สอง (เมื่อรถของ วัลต์เทรี บอตตาส ต้องออกจากการแข่งขัน)

 

ใช่ครับ นั่นนำมาซึ่งตำแหน่งในแทร็กที่เปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าจะมีข้อดีเรื่องยางที่ใหม่กว่าในช่วงท้ายก็ตาม แต่ความเร็วของทีมซิลเวอร์แอร์โรว์ส บนยางที่เก่ากว่านั้น ก็ดีพอที่จะรักษาตำแหน่งผู้นำไว้ได้

 

และใช่ครับ เป็นอีกครั้งที่ เฟอร์ พังเพราะแผน (อีกแล้ว)

 

อย่างไรก็ตาม เฟอร์รารี ยังแสดงให้เห็นว่า พวกเขามีศักยภาพ ที่จะไล่ล่าแชมป์โลก F1 ปีนี้ได้ หากปรับปรุงข้อผิดพลาดเรื่องแผนได้สำเร็จ ด้วยการเข้าเส้นชัย 2 คันซ้อนในอันดับที่ 3 และ 4

 

โดย ในอันดับ 4 แฮมิลตัน ตามหลังเพื่อนร่วมทีมอย่าง เลอแคลร์ เพียงไม่ถึง 1 วินาทีด้วย

 

ส่วนทีมแชมป์เก่า ยังโชว์ฟอร์มได้ไม่น่าประทับใจ หลัง ออสการ์ ปิอัสทรี นักขับเจ้าถิ่น ที่ได้คุยกับคุณนิค ดิษยุตม์ (บ.ก. กีฬาของเรา) ต้องพบกับความผิดหวังอย่างแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนระหว่างทางขับไปตั้งขบวนที่กริดสตาร์ต ทำให้ไม่ได้เริ่มการแข่งขัน ส่วน แชมป์โลก อย่าง แลนโด นอร์ริส ก็จบแค่ที่ 5 เท่านั้น

 

ตรงกันข้ามกับ นอร์ริส และ ปิอัสทรี คนที่น่าประทับใจจนสามารถใช้คำว่า ค.คนแบกรถ ได้อย่างเต็มปาก คือ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพ่น ที่ ต้องสตาร์ทในอันดับที่ 20 แต่สามารถมาจบในอันดับที่ 6 ได้สำเร็จ (และอันที่จริงเขาเกือบแซง นอร์ริส ได้สำเร็จด้วย)

 

หลังจบเรซ แม็กซ์ ก็ได้ออกมาพูดถึงกฎใหม่ไว้ได้อย่างน่าสนใจด้วย โดยเขายังยืนยันว่า ไม่ประทับใจกับกฎการแข่งขันใหม่ของปี 2026 แม้ว่าในการแข่งขันสนามนี้เขาจะสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนคว้าตำแหน่ง “Driver of the day” มาครองได้ก็ตาม

 

หัวใจสำคัญของกฎปี 2026 คือการเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ระบบ Turbo-hybrid รุ่นใหม่ ซึ่งมีสัดส่วนพละกำลังจากเครื่องยนต์ V6 ครึ่งหนึ่ง และจากมอเตอร์ไฟฟ้า อีกครึ่งหนึ่ง ซึ่งทำให้นักแข่งต้องปรับกลยุทธ์การใช้พลังงานจากแบตเตอรี่อย่างมาก

 

แม็กซ์ นิยามรถแข่งรุ่นนี้ไว้ว่าเป็นรถแข่งขันที่ “Anti-racing” หรือเปรียบเสมือน “ฟอร์มูลา E โดปสเตียรอยด์” เนื่องจากนักแข่งต้องคอยพะวงกับการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าตลอดการขับขี่ในแต่ละรอบ

 

เขาชี้ให้เห็นว่าในการแข่งขันที่เมลเบิร์ต ปาร์ก ซึ่งเป็นสนามที่จำกัดการใช้พลังงานอย่างมาก ได้เผยให้เห็นจุดอ่อนของกฎนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อ “การปล่อยพลังงานจากแบตเตอรี่” กลายเป็นปัจจัยตัดสินหลักในการแซงหน้าคู่แข่ง แทนที่จะเป็นทักษะการขับขี่ในรูปแบบเดิม

 

อย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้ แม็กซ์ ประกาศไว้ว่า ‘เขาพร้อมจะเลิกแข่ง F1 หากเขาไม่รู้สึกสนุกกับการขับขี่ภายใต้กฎระเบียบใหม่นี้’ และหลังจากผ่านเรซแรก เขาก็เผยว่า “รับได้แค่ในระดับหนึ่ง” เท่านั้น

 

ขณะที่นักแข่งส่วนใหญ่ ก็ดูไม่ค่อยพอใจกับรถ F1 ยุคใหม่นี้ โดยมองว่า “ซับซ้อนเกินไป” แถมยัง “ดูไม่เป็นธรรมชาติ” และ “ฝืนสัญชาตญาณ” เกินไป

 

รูปแบบการขับขี่บางอย่าง เช่น การที่รถชะลอตัวในช่วงปลายทางตรง ทำให้แฟนแข่งรถรุ่นเก่ารู้สึกไม่คุ้นเคย และเป็นจุดที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับฟอร์มูลา E

 

แต่ในทางกลับกัน แม้นักขับจะไม่ชอบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ทีมต่างๆ จะไม่ชอบไปด้วย เพราะอย่าลืมว่า ทั้งเมอร์ซีเดส และ เฟอร์รารี พวกเขาทำได้ดีในการประเดิมศักราชใหม่

 

หนึ่งในข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ทั้ง 2 ทีม เป็นทีมที่มี Eco-System ของตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือ พวกเขาสามารถออกแบบ เพาเวอร์ยูนิต, แชสซี รวมถึงรายละเอียดต่างๆ ของรถด้วยตัวเอง นั่นจึงไม่น่าแปลกใจที่ รถเมอร์ซีเดส รุ่น W17 ถือเป็นรถที่ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดในเรซเปิดสนาม

 

แม้ว่าทีม ‘ดาวเงิน’ จะมีความเร็วในโค้งสูงกว่าคู่แข่ง แต่ปัจจัยที่สร้างความแตกต่างอย่างมหาศาลคือ การจ่ายพลังงานบนทางตรง จากข้อมูลในช่วงทางตรงหลังโค้ง 8 รถของทีมจากเยอรมนี สามารถรักษาความเร็วสูงสุดได้นานกว่าคู่แข่ง, ในขณะที่คู่แข่งอย่าง เฟอร์รารี, เรดบูลล์ และ แมคลาเรน เริ่มสูญเสียความเร็ว ไปก่อน

 

ในช่วงเวลาเพียง 25 วินาทีระหว่างโค้ง 8 ถึงโค้ง 11 คู่แข่งเสียเวลาให้กับ Mercedes อย่างมาก โดยเวลาที่เสียไปส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงทางตรงนี้เอง และนั่นถือเป็นกุญแจแห่งชัยชนะในสนามแรกของเมอร์ซีเดสด้วย

 

ข้อได้เปรียบตรงนี้ถูกขยายให้เห็นชัดเจนขึ้น เมื่อเราเอาพวกเขาไปเทียบกับแมคลาเรน ซึ่งเป็นทีมที่ใช้เพาเวอร์ยูนิต ที่เหมือนกันตามกฎ แต่จะเห็นได้ชัดเจนว่า เมอร์ส รู้วิธีรีดประสิทธิภาพสูงสุดจากฮาร์ดแวร์มาใช้ได้อย่างชัดเจน

 

นอกจากนี้ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในการจัดการระดับไฟในแบตเตอรี่ ยังส่งผลต่อเวลาต่อรอบอย่างมาก เช่น การยอมผ่อนคันเร่งในบางจุดเพื่อเก็บพลังงานไว้ใช้ในทางตรงที่ยาวกว่า

 

อันเดรีย สเตลลา บอสของ แมคลาเรน มองว่า ที่เมอร์ซีเดสทำผลงานได้ดีกว่า เป็นเพราะระดับของ Downforce ที่เหนือกว่า ซึ่งสุดท้ายก็วนกลับไปที่การออกแบบแชสซี ให้เหมาะสมกับระบบต่างๆ

 

นอกจากนี้ สเตลลา ยังยอมรับว่าต้องยกระดับทั้งการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์เครื่องยนต์เพื่อดึงพลังงานมาใช้ให้ดีขึ้น และต้องพัฒนาด้านอากาศพลศาสตร์เพื่อสู้ในโค้งกับทีมอย่างเมอร์ซีเดส ในเรซต่อๆ ไป

 

ขณะที่ทีมซึ่งแข่งขันกับเมอร์ซีเดส ได้ดีที่สุดในเรซนี้อย่าง เฟอร์รารี แสดงให้เห็นถึงความได้เปรียบในการออกตัวและการเร่งความเร็วในช่วงต้น ซึ่งอาจมาจากแนวคิดเทอร์โบขนาดเล็กของเพาเวอร์ยูนิต

 

อย่างไรก็ตาม นอกจากปัญหาด้านแผนการและกลยุทธ์แล้ว เรื่องขนาดเทอร์โบที่เล็กกว่าในสนามที่มีโค้งความเร็วต่ำน้อยทำให้ทีม ‘ม้าลำพอง’ เสียเปรียบอย่างชัดเจน ซึ่งตรงนี้พวกเขายังคงต้องเอาไปทำการบ้านต่อ

 

ขณะที่ทีมอื่นๆ ก็มีประเด็นน่าสนใจมาก-น้อย ลดหลั่นกันไป แต่ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ก็น่าจะเป็นเรื่องของ อาร์วิด ลินบลาด ขับวัย 18 ปีที่เปิดตัวใน F1 ได้อย่างน่าทึ่งด้วยการคว้า อันดับ 8 เขาสามารถปรับตัวเข้ากับรถรุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็วและดูมีความมั่นใจเกินกว่าอายุและประสบการณ์ใน F2 ที่มีเพียงปีเดียว

 

ขณะที่การแข่งขันครั้งแรกของ อาวดี ในฐานะทีมโรงงานและผู้ผลิตเครื่องยนต์ถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด โดย กาเบรียล เบอร์โตเลโต สามารถคว้าแต้มในอันดับที่ 9 และผ่านเข้าสู่ Q3 ได้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับโปรเจกต์ของทีม

 

ที่เซอร์ไพรส์ที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้น ออลลี แบร์แมน หรือ “น้องหมี” ของใครหลายๆ คน ที่เริ่มต้นฤดูกาล 2026 ด้วยการคว้าอันดับ 7 ให้กับ ฮาส โดยเขาสามารถทำความเร็วได้ดีกว่าเพื่อนร่วมทีมอย่างเอสเตบัน โอคอนอย่างเห็นได้ชัด

 

และที่น่าเป็นห่วงที่สุด คงหนีไม่พ้น แอสตัน มาร์ติน ที่คันนึงแข่งไม่จบ อีกคันก็รั้งท้ายชนิดที่จบการแข่งขันด้วยการตามหลังผู้ชนะอย่าง จอร์จ รัสเซลล์ ถึง 15 รอบ!

 

แม้ว่านี่จะเป็นเพียงเรซแรกเท่านั้นในศึก F1 และทุกทีมก็ต่างมีการบ้านต้องไปทำต่อเพื่อไปลุย ไชนิส กรังด์ปรีซ์ ในสัปดาห์หน้า แต่ว่าดูเหมือนการบ้านของ เอเดรียน นิวอี กับทีมเจมส์ บอนด์ จะหนักหนาที่สุด….อย่างไม่ต้องสงสัย

 

อ้างอิง

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising