ชัยชนะครั้งที่ 106 ของเซอร์ลูอิส แฮมิลตัน อาจจะมาช้าสักหน่อย เมื่อมองย้อนกลับไปว่า มันต้องใช้เวลาถึง 694 วันนับจากชัยชนะครั้งที่ 105 ที่เกิดขึ้นใน ‘เดอะ สปา’ ของศึกเบลเยียม กรังด์ปรีซ์ 2024 สมัยที่เขายังเป็นนักขับของเมอร์ซีเดส
อย่างไรก็ตาม ทางเซอร์ก็สามารถสร้างประวัติศาสตร์คว้าชัยชนะครั้งแรกให้กับทีมเฟอร์รารี นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีม ในการแข่งขันบาร์เซโลนา กาตาลุนญา กรังด์ปรีซ์ ที่เพิ่งผ่านพ้นไป
การแข่งขันครั้งนี้ตัดสินกันที่กลยุทธ์การเข้าพิตในจังหวะที่มี เวอร์ชวล เซฟตี คาร์ (VSC) และเป็นเฟอร์รารี ที่ดำเนินกลยุทธ์ได้สำเร็จอย่างงดงาม จนนำมาสู่ชัยชนะในครั้งนี้
ในช่วงแรก จอร์จ รัสเซลล์ นักขับอังกฤษจากทีมเมอร์ซีเดส เป็นผู้นำการแข่งขันจากตำแหน่งโพลโพซิชัน โดยมี แฮมิลตัน และ อันโตนิโอ คิมี อันโตเนลลี ตามมาติดๆ
ความแตกต่างของรถทั้ง 2 ทีม คือกลุ่มนักแข่งทีมซิลเวอร์ แอร์โรว์ เลือกใช้กลยุทธ์เข้าพิต 2 ครั้ง ในขณะที่แฮมิลตันใช้กลยุทธ์เข้าพิต 3 ครั้ง
จุดพลิกผันเกิดขึ้นในรอบที่ 40 เมื่อ เฟร์นานโด อลอนโซ นักขับเจ้าถิ่นจากแอสตัน มาร์ติน รถเสียจนต้องออกจากการแข่งขัน ทำให้มีการเปิดใช้งานระบบ VSC
แฮมิลตัน และทีมเฟอร์รารี อาศัยจังหวะนี้เข้าพิตในช่วงที่รถทุกคันต้องชะลอความเร็ว ทำให้เขาประหยัดเวลาไปได้ถึง 10 วินาที ส่งผลให้เขายังคงรักษาตำแหน่งผู้นำไว้ได้ แถมยังได้ยางที่สดใหม่กว่ารถของทีม เมอร์ซีเดส ถึง 8 รอบ
หากไม่มีเหตุการณ์ VSC นี้ แฮมิลตัน อาจจะต้องตกไปอยู่ด้านหลังและต้องไล่แซงนักแข่งของเมอร์ซีเดสอย่างหนักในช่วงท้ายการแข่งขัน
ความตลกร้ายของอีกอย่างของแผนการเข้าพิตในครั้งนี้ก็คือ ชัยชนะครั้งล่าสุดของทีมม้าลำพองที่สนามในสเปนเกิดขึ้นเมื่อปี 2013 โดยฝีมือของ ‘น้าโซ่’ นั่นเอง ซึ่งในเรซนี้ การที่รถของอลอนโซ เสียพอดีก็เป็นชนวนเหตุให้เกิด VSC ที่ช่วยส่งให้ท่านเซอร์คว้าชัยชนะไปได้ในบั้นปลายด้วย
นอกจากความยอดเยี่ยมของท่านเซอร์แล้ว ก็ยังมีอีกหนึ่งดราม่าช่วง 5 รอบสุดท้ายของทีม หลังจากที่ คิมี อันโตเนลลี ผู้นำคะแนนสะสมชิงแชมป์โลกในขณะนี้ สามารถแซง รัสเซลล์ ขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ได้สำเร็จ
แต่หลังจากนั้นเพียงไม่นาน รถของเขากลับมีปัญหาระบบไฟฟ้าดับจนต้องออกจากการแข่งขันไปอย่างน่าเสียดาย เหตุการณ์นี้ส่งผลให้นักขับ UK ของทีมดาวเงินขยับขึ้นมาจบการแข่งขันในอันดับที่ 2 แทน
นอกจากนี้การที่ คิมี่แข่งไม่จบ ยังส่งผลให้ แลนโด นอร์ริส อีกหนึ่งนักขับจากทีมแมคลาเรน ขยับขึ้นมาคว้าอันดับที่ 3 ทำให้เกิดโพเดียมที่นักแข่งเป็นชาวอังกฤษล้วน ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 60 ปีนับตั้งแต่รายการ ยูเอส กรังด์ปรีซ์ ในปี 1968
ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ แฮมิลตัน ลดช่องว่างคะแนนสะสมตามหลังผู้นำอย่าง อันโตเนลลี ลงมาเหลือ 41 คะแนน ส่วน รัสเซลล์ ตามหลังอยู่ 50 คะแนน
ถึงแม้ว่าช่องว่างคะแนน ยังต้องใช้จำนวนเรซมากกว่า 1 เรซถึงจะไล่ตามกันทัน แต่โมเมนตัมและสัญญาณบางอย่างก็บอกกับเราว่า การลุ้นแชมป์ F1 ปีนี้ มีแนวโน้มจะสนุกมากขึ้นแล้ว
โดยหลังจบเรซ ผู้รับหน้าที่สัมภาษณ์หลังแข่งจบคือ นิโก รอสเบิร์ก อดีตเพื่อนร่วมทีมและคู่ปรับของแฮมิลตัน สมัยที่ยังอยู่ที่เมอร์ซีเดส ซึ่งเป็นการครบรอบ 10 ปีพอดีที่ทั้งคู่เคยขับรถชนกันเองในรอบแรกของสนามแห่งนี้พอดีด้วย
โดยแฮมิลตันกล่าวว่า เขาเคยสงสัยในตัวเองและต้องเจอกับความคิดเห็นด้านลบมากมาย แต่เขาก็ผ่านพ้นมาได้ด้วยกำลังใจจากครอบครัว เพื่อน และแฟนคลับ
ชัยชนะครั้งนี้เปรียบเสมือนการปลดแอกและช่วงเวลาแห่งการกอบกู้ชื่อเสียงของแฮมิลตัน หลังจากที่เขาต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างหนักเมื่อปีที่ผ่านมา ในฤดูกาลแรกของเขากับเฟอร์รารี
แฮมิลตันมีผลงานที่น่าผิดหวัง ไม่เคยขึ้นโพเดียมในการแข่งขันรายการใดเลยตลอด 24 สนาม โดยชนะเพียงแค่สปรินต์เรซที่จีน และมีคะแนนตามหลัง ชาร์ลส์ เลอแคลร์ เพื่อนร่วมทีมถึง 86 คะแนน
แฮมิลตันได้ก้าวผ่านช่วงเวลาเลวร้ายในฤดูกาลแรกของเขากับเฟอร์รารี ซึ่งเป็นปีที่เขาถึงกับเรียกมันว่าเป็น “ฝันร้าย” และเกิดความสงสัยในความสามารถของตนเองจนเคยต่อว่าตัวเองว่า “ไร้ประโยชน์” รวมทั้งยอมรับว่าคำวิจารณ์ต่างๆ สร้างความเจ็บปวดและส่งผลกระทบต่อจิตใจเขาอย่างลึกซึ้ง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา เขาได้ตัดขาดจากโซเชียลมีเดีย หันมาฝึกซ้อมอย่างหนักที่สุดในชีวิต เพื่อฟื้นฟูจากอาการบาดเจ็บที่รบกวนมานาน และปรับสภาพจิตใจใหม่เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากแก่นแท้ของตัวเองกลับคืนมา
ทางด้านนอร์ริสและรัสเซลล์ต่างก็กล่าวยกย่องแฮมิลตัน โดยนอร์ริสระบุว่านี่เป็นการตอกกลับผู้ที่เคยวิจารณ์แฮมิลตันในโลกออนไลน์ได้อย่างยอดเยี่ยม
ขณะที่รัสเซลล์ อดีตเพื่อนร่วมทีมเมอร์เซเดส ก็ชื่นชมว่าการตัดสินใจย้ายมาร่วมทีมเฟอร์รารีของแฮมิลตันนั้นเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญและคุ้มค่าอย่างยิ่ง
อันที่จริงแล้ว การเข้ามาของแฮมิลตันสร้างความตื่นตัวครั้งใหญ่ ให้กับองค์กรของเฟอร์รารี เนื่องจากเขาเป็นคนพูดตรงไปตรงมาและมุ่งมั่นกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่ของตัวรถแข่งและวัฒนธรรมการทำงานของทีม
โดยทางด้าน เฟร็ด วาสเซอร์ ทีมบอสของม้าลำพอง ได้ยกเครดิตชัยชนะครั้งนี้ให้กับการรีเซ็ตตัวเองและความมุ่งมั่นของ แฮมิลตัน อย่างเต็มที่ ซึ่งเปรียบเสมือนแรงผลักดันและแรงบันดาลใจมหาศาลให้กับทุกคนในโรงงานที่ มารันเนลโล่
และแม้ทีมเมอร์ซีเดสจะออกสตาร์ทฤดูกาลนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยชัยชนะ 6 สนามติดเนื่องจากความได้เปรียบด้านเครื่องยนต์ แต่เฟอร์รารี ก็ได้นำชุดอัปเกรดครั้งใหญ่ชุดที่สองมาใช้ที่บาร์เซโลนา ซึ่งสร้างความแตกต่างอย่างมากในแทร็กที่ไม่ได้พึ่งพาพละกำลังเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว
โดยทาง แลนโด นอร์ริส แชมป์โลกจากทีมแมคลาเรน และอันดับ 3 ในเรซนี้ ได้ให้ความเห็นว่า หากเฟอร์รารีมีเครื่องยนต์ที่ดีกว่านี้ พวกเขาจะสามารถครองความเป็นเจ้าแห่ง F1 ได้อย่างแน่นอน
แลนโด ระบุว่าปัจจุบัน ทีมม้าลำพองทิ้งห่างทีมอื่นๆ ในเรื่องประสิทธิภาพการเข้าโค้ง และหากพวกเขาพัฒนาเครื่องยนต์ได้สำเร็จ
ความเร็วในการเข้าโค้งของเฟอร์รารี เป็นผลมาจากการนำแพ็กเกจอัปเกรดชิ้นส่วน 8 รายการมาใช้ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก แม้แต่ อันเดรีย สเตลลา ทีมบอสของแมคลาเรน ก็ยอมรับและชื่นชมว่า เฟอร์รารี มี ‘แชสซีที่ดีที่สุด’ ใน F1 ณ ขณะนี้ โดยเฉพาะการเป็นรถที่ทำความเร็วได้สูงที่สุดในโค้งที่มีความเร็วปานกลาง
นอกจากนี้ กฎด้านเครื่องยนต์ของ F1 ในปีนี้ยังอนุญาตให้เฟอร์รารีทำการอัปเกรดได้อีก 2 ครั้ง ขณะที่ เมอร์ซรีเดส เหลือเพียง 1 ครั้งเท่านั้น
แม้ท่านเซอร์จะยอมรับว่าเขายังไม่ได้คิดถึงการคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 8 เพราะรู้ดีว่ารถของเขายังคงเป็นรองเรื่องขุมพลังในทางตรงยาว แต่โตโต วูล์ฟฟ์ ทีมบอสของดาวเงินก็ได้กล่าวเตือนคู่แข่งทุกทีมไว้ว่า “ถ้าแฮมิลตัน สัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือด (โอกาสชนะ) เมื่อไหร่ ก็ยากที่จะมีใครหยุดยั้งได้”
อ้างอิง
- https://racingnews365.com/adjusted-2026-f1-barcelona-catalunya-grand-prix-results-after-post-race-penalty
- https://www.the-race.com/formula-1/winners-and-losers-from-f1s-2026-barcelona-grand-prix/
- https://www.the-race.com/formula-1/what-lewis-hamilton-first-ferrari-gp-win-means-for-f1-our-verdict/
- https://www.bbc.com/sport/formula1/articles/c70v0d272kzo
- https://www.bbc.com/sport/formula1/articles/cx24k2vpmpyo


