ตลาดสตรีทฟู้ดในประเทศไทยมูลค่ามหาศาลแตะระดับแสนล้านบาท โตแรงขึ้นทุกปี สาเหตุหลักไม่ได้มาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการเติมเต็มจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ทำให้กำลังซื้อในตลาดนี้ขยายตัว รวมถึงไลฟ์สไตล์ของคนไทยที่ออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านเพิ่มขึ้น ก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนความต้องการบริโภคสตรีทฟู้ดพุ่งขึ้นไม่หยุด
ศิรุวัฒน์ ชัชวาลย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์ บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า จากความเคลื่อนไหวดังกล่าว ได้สร้างอานิสงส์ให้กับหนึ่งในแบรนด์เรือธงอย่าง เขียง, ตำมั่ว และลาวญวน ที่ผ่านมา มียอดขายเติบโตขึ้นทุกปี
โดยเฉพาะสองเมนูหลักที่ถูกชูจุดเด่นจากส้มตำและกะเพรา ซึ่งเป็นหนึ่งในอาหาร 2 จาก 5 ประเภทที่ผู้บริโภคคนไทยบริโภคเป็นประจำและมีส่วนให้ทั้งแบรนด์เขียงและตำมั่ว สามารถเสริมความแกร่งให้พอร์ตโฟลิโอของบริษัทในช่วงที่การทำธุรกิจทุกอย่างเต็มไปด้วยความท้าทายรอบด้าน
หากย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นแบรนด์เขียง เกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อนในช่วงโควิด เป็นร้านที่เน้นขายข้าวกะเพรา โจทย์ตอนนั้นคือทำอย่างไรให้ขายผ่านเดลิเวอรีได้มากที่สุด ซึ่งก็เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ สัดส่วนเดลิเวอรีพุ่งสูงถึง 60% ของยอดขายทั้งหมด จนบางสาขาแทบไม่มีลูกค้าเข้ามานั่งทานในร้านเลย แต่เมื่อผ่านช่วงโควิดไป จนถึงปัจจุบันช่องทางเดลิเวอรีเริ่มโตช้าลง บริษัทจึงเห็นว่าต้องมีการปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อดึงคนเข้าร้าน
ศิรุวัฒน์ ชี้ว่าเหตุผลหลักที่ต้องปรับทิศทางของเขียงคือยอดใช้จ่ายต่อบิลของลูกค้านั่งทานในร้านจะสูงกว่าเดลิเวอรีราว 50% หากสามารถดึงลูกค้าให้กลับมาทานในร้านไม่เพียงแต่เพิ่มยอดขายต่อบิล แต่ยังเพิ่มโอกาสสั่งเมนูเสริมและเครื่องดื่มที่มีมาร์จิ้นสูงกว่า ด้วยเหตุนี้กลยุทธ์การเปลี่ยนภาพลักษณ์ร้านและเพิ่มเมนูพรีเมียมจึงเป็นแกนหลักในการเพิ่มความสามารถทำกำไรให้บริษัท
เพื่อให้เป็นไปตามเป้า เขียงจึงได้เปลี่ยนการเสิร์ฟจากหม้อด้ามมาเป็นจาน เพิ่มความสะดวกในการทาน รวมถึงปรับบรรยากาศร้านให้เหมาะกับการนั่งทานแบบแชร์กันกับเพื่อน และพัฒนาเมนูที่พรีเมียมขึ้นมาเสริม เช่น เมนูข้าวผัดมันเนื้อและข้าวหน้าเนื้อพิคานย่า
อีกทั้งยังมองว่าการเพิ่มเมนูประเภทพรีเมียมจะช่วยดึงลูกค้ากลุ่มออฟฟิศและนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ทั้งหมดมีเป้าหมายให้รายได้มาจากช่องทางไดน์อินเพิ่มขึ้นเป็น 80% และเดลิเวอรีให้อยู่แค่ 20% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมต่อการทำธุรกิจร้านอาหาร และเตรียมขยายสาขาเขียงในย่านธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่, พัทยา และภูเก็ต เพื่อจับตลาดนักท่องเที่ยว
รวมถึงเตรียมขยายในต่างประเทศ ตอนนี้กำลังจะมีสาขาที่ 5 ในฟิลิปปินส์ และมาเลเซียอีก 2 สาขา พร้อมเตรียมเข้าร่วมงานแฟร์ในอินโดนีเซีย ไต้หวัน และญี่ปุ่น เพื่อขยายตลาดใหม่ๆ
“ทิศทางนี้สอดคล้องกับอินไซต์ที่พบว่านักท่องเที่ยวทั่วโลกชื่นชอบสตรีทฟู้ดไทยแต่ยังขาดความมั่นใจในแบรนด์ที่มีมาตรฐานและภาพลักษณ์ที่ชัดเจน ดังนั้นบริษัทจึงตั้งใจทำให้กะเพรากลายเป็นโปรดักต์ฮีโร่ที่จะเป็นตัวแทน Thai Street Food บนสายตาเวทีโลก เพื่อให้คนต่างชาติจดจำกะเพราได้เทียบเท่ากับผัดไทยและต้มยำกุ้ง” ศิรุวัฒน์ ย้ำ
อีกหนึ่งแบรนด์เรือธง อย่างตำมั่ว ก็ถือเป็นหนึ่งในเสาหลักที่มีความแข็งแรงของเซ็น กรุ๊ป ที่เปิดมากว่า 30 ปีและปัจจุบันมีกว่า 70 สาขา ที่ผ่านมาได้เห็นสัญญาณการเติบโตจากสาขาท่องเที่ยว เช่น Terminal 21 พัทยา ที่มียอดขายสูงเป็น 2-3 เท่าจากปกติ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าตลาดนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะครอบครัวยังมีกำลังจับจ่ายสูงและชื่นชอบอาหารสตรีทฟู้ด
สะท้อนให้เห็นว่า การขยายสาขาในทำเลท่องเที่ยวจะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยเพิ่มรายได้และสร้างการรับรู้แบรนด์ในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงแบรนด์ลาวญวน อาหารที่มาจากวัฒนธรรมริมฝั่งโขงและเวียดนาม ปัจจุบันมี 47 สาขาและเพิ่งเปิดสาขาแรกที่เวียงจันทน์ สปป ลาว ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี และเตรียมขยายสาขาที่สองภายในปีนี้
ศิรุวัฒน์ อธิบายว่า ในอดีตอาหารเซกเมนต์ เวียดนาม ยังไม่มีคู่แข่งโดยตรงมากนัก แต่วันนี้ในพื้นที่ศูนย์การค้าเริ่มมีแบรนด์อาหารประเภทเดียวกันเข้ามาเปิดจำนวนมาก ก็มีทั้งการแข่งขันที่สูงขึ้น แต่อีกมุมหนึ่งก็ทำให้เห็นว่าตลาดเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ ยังได้อัปเดตธุรกิจในกัมพูชา เซ็น กรุ๊ป ตัดสินใจชะลอการขยายต่อ โดยยังคงสัญญา แฟรนไชส์ เดิมไว้ แต่หยุดการขยายสาขาใหม่ชั่วคราว สาเหตุหลักมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและความกังวลด้านความปลอดภัยของพนักงาน ซึ่งบริษัทไม่ต้องการเสี่ยงส่งพนักงานลงพื้นที่ในสถานการณ์คลุมเครือเช่นนี้
ถึงอย่างไรแล้ว การชะลอในประเทศกัมพูชาไม่ได้กระทบภาพรวมมากนัก เนื่องจากบริษัทหันไปโฟกัสการเติบโตที่ ลาว และตลาดอื่นที่มีศักยภาพแทน โดยเฉพาะประเทศลาวที่กำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ที่นักลงทุนและพันธมิตรต่างชาติกำลังหันมาลงทุนมากขึ้นหลังเกิดความไม่แน่นอนในกัมพูชา ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ‘เซ็น กรุ๊ป’ กำลังเร่งสร้างรายได้ในตลาดต่างประเทศเต็มสูบ

