นายกเทศมนตรีคาวายันชี้ เทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการพัฒนาเมือง หากขาดเจตจำนงทางการเมือง ความต่อเนื่องของนโยบาย และความไว้วางใจจากประชาชน พร้อมเปิดบทเรียนทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวของเมืองอัจฉริยะแห่งแรกของฟิลิปปินส์
ประเด็นสำคัญ
ภายในงาน ‘ลาดกระบังนิทรรศน์ 2026’ ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ซีซาร์ เอส. ดี จูเนียร์ หรือ Mayor JC นายกเทศมนตรีเมืองคาวายัน ประเทศฟิลิปปินส์ นำคณะเข้าร่วมงาน พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์การพัฒนาเมืองเกษตรกรรมขนาดเล็กกลางหุบเขาให้ก้าวสู่เมืองอัจฉริยะที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของฟิลิปปินส์ (DOST) ระบุว่า คาวายันได้รับการประกาศให้เป็นเมืองอัจฉริยะแห่งแรกของประเทศเมื่อปี 2558 โดยมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและบริการภาครัฐที่เชื่อมโยงข้อมูล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการให้บริการประชาชน
Mayor JC กล่าวว่า ประสบการณ์ของคาวายันทำให้คำว่า Smart City มีความหมายมากกว่าการนำเทคโนโลยีมาติดตั้งในเมือง เพราะแม้คาวายันจะเป็นเมืองเกษตรกรรมขนาดเล็ก แต่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีได้ หากมีวิสัยทัศน์ที่ต่อเนื่องและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ชื่อ ‘คาวายัน’ มีความหมายว่า ‘ไม้ไผ่’ ในภาษาท้องถิ่น สอดคล้องกับเรื่องเล่าของเมืองที่เกี่ยวข้องกับการค้นพบรูปเคารพพระแม่มารีย์ในป่าไผ่ ซึ่งต่อมากลายเป็นทั้งชื่อและสัญลักษณ์ของเมืองแห่งนี้
จากเมืองเกษตรสู่ห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต
เส้นทางสู่เมืองอัจฉริยะของคาวายันเริ่มต้นอย่างจริงจังในปี 2558 ภายใต้วิสัยทัศน์ของเบอร์นาร์ด เฟาสติโน แอล. ดี อดีตนายกเทศมนตรี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำสวิตเซอร์แลนด์
ในช่วงเวลานั้น DOST เปิดตัวโครงการ Smart Philippines เพื่อค้นหาเมืองพันธมิตรสำหรับทดลองระบบดิจิทัล โดยคาวายันเป็นเมืองแรกที่อาสาทำหน้าที่เสมือน ‘ห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต’ เปิดพื้นที่ให้ทดลองใช้เทคโนโลยีกับปัญหาจริงของเมือง
รัฐบาลท้องถิ่นเริ่มวางระบบดิจิทัลภายในสำนักงาน พัฒนาแอปพลิเคชันแนะนำเมือง ทดลองระบบชำระเงินออนไลน์ร่วมกับมหาวิทยาลัยท้องถิ่นและ DOST พร้อมนำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ข้อของสหประชาชาติ หรือ SDGs มาเป็นทิศทางร่วมในการพัฒนาเมือง
แม้ระบบในระยะแรกจะยังไม่สมบูรณ์ แต่กลายเป็นต้นทุนสำคัญเมื่อเกิดวิกฤตโควิด ทำให้คาวายันเป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองของฟิลิปปินส์ที่มีช่องทางออนไลน์พร้อมให้บริการประชาชน ก่อนนำบทเรียนจากวิกฤตมาเร่งเชื่อมโยงฐานข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ เข้าด้วยกัน
เมื่อเปลี่ยนผ่านมาสู่ยุคของ Mayor JC นโยบายเมืองอัจฉริยะเดิมไม่ได้ถูกยกเลิก แต่ได้รับการต่อยอดผ่านโครงการหลัก 3 ด้าน
ด้านแรกคือการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาข่าวกรองธุรกิจ หรือ BIRDC เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศของเมือง ร่วมกับ DOST พัฒนาเมืองคู่ขนานดิจิทัลและระบบแผนที่ระบุพิกัดธุรกิจ เพื่อให้รัฐบาลมองเห็นข้อมูลเชิงพื้นที่และใช้แสดงศักยภาพของเมืองต่อนักลงทุน
ด้านที่สองคือโรงคัดแยกขยะอัตโนมัติ หรือ Automated MRF เพื่อรับมือกับปัญหาการไม่แยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ระบบดังกล่าวช่วยคัดแยกวัสดุเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ขณะที่ขยะอินทรีย์ถูกแปรรูปเป็นปุ๋ยและส่งต่อให้เกษตรกร เป็นความพยายามเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับเศรษฐกิจหมุนเวียนและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ด้านที่สามคือการจัดงานประชุมเมืองอัจฉริยะนานาชาติ หรือ iSCENE เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติระหว่างเมือง โดยมีสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และ สจล. ร่วมสนับสนุนการออกแบบระบบนิเวศนวัตกรรม จากปีแรกที่มีผู้เข้าร่วมไม่ถึง 30 เมือง ปัจจุบันเครือข่ายขยายตัวเป็นเมืองและจังหวัดทั่วฟิลิปปินส์มากกว่า 100 แห่ง
สร้างเทคโนโลยีจากคนในเมือง
อีกหนึ่งหัวใจของคาวายันคือการไม่พึ่งพานวัตกรรมสำเร็จรูปจากภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ใช้โมเดลความร่วมมือระหว่างรัฐบาลเมือง มหาวิทยาลัยแห่งรัฐอีซาเบลา และ DOST เพื่อผลักดันให้งานวิจัยของนักศึกษาและอาจารย์ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาจริง
เมืองจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี เปิดพื้นที่ Startup Cauayan ให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่เช่าใช้ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมตั้งโจทย์ว่า “หากคุณเป็นนายกเทศมนตรี คุณจะสร้างอะไรมาแก้ปัญหาของเมือง” และออกกฎหมายท้องถิ่นรองรับเงินทุนตั้งต้นให้ทีมที่ชนะสามารถพัฒนาแนวคิดต่อจนใช้งานได้จริง
ปัจจุบันคาวายันอยู่ระหว่างบ่มเพาะสตาร์ทอัพ 15 ราย หนึ่งในนั้นคือ SynqBox ผู้พัฒนาระบบแผนที่ธุรกิจดิจิทัลและระบบเตือนภัยไข้เลือดออกล่วงหน้า โดยรวบรวมข้อมูลจากกับดักยุง เซ็นเซอร์ และแหล่งข้อมูลอื่นๆ เพื่อประเมินความเสี่ยงและแจ้งเตือนประชาชนในชุมชน
โครงการดังกล่าวทำให้คาวายันได้รับเลือกเป็น 1 ใน 50 เมืองรอบสุดท้ายของการแข่งขัน 2025 Global Mayors Challenge จากใบสมัครกว่า 630 เมืองทั่วโลก พร้อมรับเงินสนับสนุน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับทดลองและพัฒนาต้นแบบ ตามข้อมูลของ Bloomberg Cities
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ Exoid Robotics สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ ซึ่ง Mayor JC ระบุว่า สามารถสร้างรายได้ประมาณ 2 ล้านเปโซ หรือราว 1.2 ล้านบาทภายในปีแรก
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกโครงการจะประสบความสำเร็จ คาวายันเคยทดลองพัฒนาแอปพลิเคชันเรียกรถสามล้อรับจ้าง แต่ต้องยุติโครงการ เนื่องจากคนขับจำนวนมากไม่มีสมาร์ทโฟนและขาดเงินทุนสำหรับซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น
กรณีดังกล่าวกลายเป็นบทเรียนว่า เทคโนโลยีที่ออกแบบมาอย่างดีอาจไม่สามารถใช้งานได้จริง หากไม่คำนึงถึงต้นทุน ความพร้อม และเงื่อนไขชีวิตของประชาชนผู้ใช้ระบบ
ความโปร่งใสคือฐานของความเชื่อใจ
Mayor JC กล่าวว่า นวัตกรรมทั้งหมดจะไม่มีความหมาย หากรัฐบาลไม่ได้รับความเชื่อใจจากประชาชน คาวายันจึงพัฒนาแพลตฟอร์มเปิดเผยธุรกรรมทางการเงินและมติของสภาเมืองให้ประชาชนตรวจสอบ พร้อมใช้การถ่ายทอดสดผ่าน Facebook เป็นประจำเพื่อรับฟังปัญหาโดยตรง
รัฐบาลเมืองยังลงพื้นที่สื่อสารกับชุมชนย่อยทั้ง 65 แห่ง แม้หลายครั้งประชาชนจะเรียกร้องโครงการที่เกินขอบเขตอำนาจหรืองบประมาณของท้องถิ่น เช่น การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่ ซึ่งต้องอาศัยการสนับสนุนจากรัฐบาลส่วนกลาง
Mayor JC มองว่า ทางออกของข้อจำกัดนี้คือความอดทนและความสม่ำเสมอในการสื่อสาร เพื่ออธิบายว่าปัญหาใดท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้ และปัญหาใดจำเป็นต้องประสานกับรัฐบาลระดับอื่น
สำหรับแผนระยะต่อไป คาวายันเตรียมขยายสัญญาณอินเทอร์เน็ตฟรีและติดตั้งระบบดาวเทียม Starlink ให้ครอบคลุมทั้ง 65 ชุมชน รวมถึงพัฒนาพื้นที่ต้นแบบสีเขียวขนาด 50 เฮกตาร์ หรือประมาณ 312 ไร่ โดยให้ความสำคัญกับทางเดิน ทางจักรยาน และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
เมืองยังมีแผนเชื่อมโยงข้อมูลของสำนักงานรัฐเข้าสู่ซูเปอร์แอปและแดชบอร์ดเดียว เพื่อให้การตัดสินใจและสั่งการตั้งอยู่บนข้อมูลแบบเรียลไทม์ ตลอดจนศึกษาระบบตรวจจับผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรแบบไร้การสัมผัส
สำหรับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อย่างดาต้าเซ็นเตอร์ คาวายันเลือกเริ่มต้นจากโครงการขนาดเล็กและพิจารณาพื้นที่ตั้งอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลกระทบด้านพลังงาน น้ำ ความร้อนสะสม สิ่งแวดล้อม และสุขภาวะของประชาชนควบคู่กัน
เทคโนโลยีต้องไปพร้อมความต่อเนื่องทางการเมือง
Mayor JC ระบุว่า บทเรียนสำคัญที่สุดของคาวายันไม่ใช่ความล้ำสมัยของเทคโนโลยี แต่คือเจตจำนงทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบาย เพราะเมื่อเกิดการเปลี่ยนผู้นำ โครงการเดิมมักถูกยกเลิกและเริ่มต้นใหม่ จนเมืองไม่สามารถพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
ในทางตรงกันข้าม การส่งต่อนโยบายจากอดีตนายกเทศมนตรีมายังรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างไร้รอยต่อ ทำให้ประชาชนค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัวเข้ากับบริการดิจิทัล
เมืองยังนำ SDGs ทั้ง 17 ข้อเข้าสู่หลักสูตรตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงมหาวิทยาลัย ภายใต้ชื่อ ‘17 ความท้าทายสำหรับชาวคาวายันทุกคน’ เพื่อทำให้แนวคิดเรื่องความยั่งยืนไม่ใช่เพียงนโยบายของรัฐบาล แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และวัฒนธรรมของเมือง
“การได้ทดลองแล้วเห็นมันล้มเหลว ยังดีกว่าการไม่กล้าลองและไม่มีวันรู้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อเมืองหรือไม่” Mayor JC กล่าว
ความร่วมมือระหว่างคาวายันกับไทยจะไม่สิ้นสุดลงพร้อมงานลาดกระบังนิทรรศน์ 2026 โดยทั้งสองฝ่ายเตรียมต่อยอดแอปพลิเคชันส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งพัฒนาโดย ดร.นนท์ อัครประเสริฐกุล ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจาก depa ร่วมกับ สจล. และต่อยอดจาก ‘นครศรีธรรมราชโมเดล’ ไปทดลองใช้งานกับโครงข่ายอินเทอร์เน็ตฟรีของคาวายัน
ขณะเดียวกัน คาวายันเตรียมแบ่งปันองค์ความรู้ด้านเกษตรอัจฉริยะและการใช้โดรนในพื้นที่หุบเขาให้กับฝ่ายไทย เพื่อสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่างเมืองในระยะต่อไป
ประสบการณ์ของคาวายันจึงสะท้อนว่า เมืองอัจฉริยะไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่าจะซื้อเทคโนโลยีใด แต่เริ่มจากการมองเห็นปัญหาของประชาชน เปิดพื้นที่ให้คนในเมืองร่วมคิดและทดลอง รวมถึงสร้างระบบการเมืองที่ทำให้นโยบายเดินหน้าต่อได้ แม้เทคโนโลยีบางโครงการอาจล้มเหลวระหว่างทางก็ตาม







