×

ฟิลิปปินส์ประกาศแผน AI 1.14 ล้านล้านบาท ชี้ไทย-เวียดนาม-อินโดฯ คือคู่แข่ง ยอมรับต้องเร่งไล่ให้ทัน

14.09.2026
  • LOADING...
ภาพมุมสูงเมืองโคโรน จังหวัดปาลาวัน ประเทศฟิลิปปินส์

รัฐบาลฟิลิปปินส์เปิดตัวแผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (PAIIM) สำหรับปี 2026-2033 มูลค่า 3.44 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.14 ล้านล้านบาท) เพื่อผลักดันประเทศขึ้นเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐาน AI ของภูมิภาค

 

 
 

การเปิดตัวเมื่อวันอังคาร (8 ก.ย.) ที่ผ่านมาเป็นการเผยแพร่ฉบับสมบูรณ์ หลังเคยนำเสนอร่างแรกไปเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการเน้นทักษะคน มาสู่การสร้างขีดความสามารถด้าน High-Power Processing ในจังหวะที่การแข่งขันเพื่อครองความเป็นเจ้าด้านดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเร่งตัวขึ้น

 

เจมมา เบย์ซิก ผู้อำนวยการรักษาการสำนักวางแผนและนโยบายไอซีทีแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของฟิลิปปินส์ ระบุว่าประเทศต้องการเป็นมากกว่าผู้ใช้เทคโนโลยี AI โดยตั้งเป้าจะ “สร้าง เป็นที่ตั้ง จ่ายพลังงาน และสนับสนุนระบบนิเวศ AI แห่งอนาคต”

 

ขยายกำลังดาต้าเซ็นเตอร์ 30 เท่าจากฐานที่เกือบไม่มีอะไรเลย

 

เป้าหมายหลักของแผนคือการขยายกำลังการรองรับของดาต้าเซ็นเตอร์ AI จาก 50 เมกะวัตต์ ไปเป็น 1.5 กิกะวัตต์ภายในปี 2033 หรือเพิ่มขึ้น 30 เท่า โดยระยะแรกจะติดตั้งราว 400 เมกะวัตต์ให้แล้วเสร็จภายในปี 2030

 

ฐานที่ฟิลิปปินส์เริ่มต้นนั้นต่ำมาก เพราะปัจจุบันประเทศมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่รองรับงาน AI เพียงแห่งเดียว ด้วยกำลังติดตั้งราว 50 เมกะวัตต์เท่านั้น

 

สำหรับผลตอบแทนที่รัฐบาลคาดหวังคือการดัน GDP ของประเทศให้โตขึ้น 10-12% ผ่าน Productivity ที่เพิ่มขึ้นจาก AI และบริการดิจิทัลใหม่ๆ โดย GDP ของฟิลิปปินส์เมื่อปี 2025 อยู่ที่ 4.87 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16.15 ล้านล้านบาท)

 

นอกจากนี้แผนยังคาดว่าจะสร้างงานที่เกี่ยวข้องกับ AI มากกว่า 500,000 ตำแหน่ง บวกกับอีก 175,000 ตำแหน่งจากโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานภายในปี 2033

 

สำหรับแหล่งเงินนั้น แผนนี้คาดหวังเงินลงทุนจากภาคเอกชน 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.96 แสนล้านบาท) หรือคิดเป็น 61% ส่วนที่เหลืออีก 1.35 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.48 แสนล้านบาท) หรือ 39% จะมาจากภาครัฐ

 

พื้นที่ที่จะใช้พัฒนาแบ่งออกเป็น 4 เขต ซึ่งส่วนใหญ่อยู่บนเกาะลูซอนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

 

เขตหลักที่เป็นเสาเข็มของแผนคือคลาร์ก-บาตาอัน ซึ่งอยู่ห่างจากเมโทรมะนิลาไปทางเหนือ 100 กิโลเมตร เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่พร้อมรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ทั้งเรื่องที่ดิน, พลังงาน และการเชื่อมต่อฝั่งตะวันตกไปยังเอเชียแผ่นดินใหญ่

 

อีกแห่งคือเขตบาตังกัส-เอาโรราทางตะวันออกเฉียงใต้ของลูซอน ซึ่งเป็นประตูเชิงยุทธศาสตร์ที่ให้นักลงทุนเชื่อมต่อกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเครือข่ายข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก

 

ส่วนอีก 2 แห่งมีขนาดเล็กกว่ามาก คือกลุ่มซูบิกกับคาลาบาร์ซอนที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์สนับสนุน และกลุ่มพื้นที่ที่จะพัฒนาในอนาคตซึ่งรวมถึงเซบู, อิโลอิโล, ดาเวา และคากายันเดโอโร

 

โจทย์ใหญ่คือไฟฟ้าที่ต้องไม่แย่งจากครัวเรือน

 

ความท้าทายที่หนักที่สุดของแผนนี้คือพลังงาน โดย มาเรีย ฟรานเชสกา เดล โรซาริโอ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่าประเทศคาดว่าจะต้องจ่ายไฟให้หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ราว 152,000 ตัวสำหรับอุตสาหกรรม AI ที่วางแผนไว้ ซึ่งใช้ตัวเลขนี้เป็นตัวแทนในการประเมินขีดความสามารถด้านการประมวลผลและความต้องการไฟฟ้า

 

เธอย้ำว่ากระทรวงพลังงานจะรับผิดชอบผลิตไฟฟ้าส่วนเพิ่มนี้ โดยต้องไม่ดึงไฟฟ้าไปจากครัวเรือนชาวฟิลิปปินส์

 

ในทางปฏิบัติ ความต้องการไฟฟ้าเฉพาะหน้าจะใช้โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก พร้อมตั้งเป้าให้ไฟฟ้าที่ใช้กับโครงสร้างพื้นฐาน AI มาจากพลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และความร้อนใต้พิภพในสัดส่วน 40% ภายในปี 2033

 

ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานยังจะศึกษาพลังงานนิวเคลียร์เป็นทางเลือกระยะยาว ภายใต้กฎหมายความปลอดภัยด้านพลังงานนิวเคลียร์แห่งชาติของฟิลิปปินส์

 

นอกจากเรื่องพลังงานแล้ว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI จะดำเนินควบคู่กับเสาหลัก 6 ด้านที่หนุนกันและกัน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อ, การประมวลผล AI และดาต้าเซ็นเตอร์, แหล่งพลังงานและน้ำที่ยั่งยืน, การพัฒนาแรงงานด้าน AI, นโยบายและกฎระเบียบ รวมถึงการสร้างความต้องการและการนำไปใช้จริง

 

แผนยังรวมโครงการพัฒนาทักษะใหม่ให้แรงงานในภาคไอทีและบริการกระบวนการทางธุรกิจ (IT-BPM) จำนวน 1.3 ล้านคน เพื่อรองรับบริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมจัดตั้งกรอบการกำกับดูแล AI และกรอบข้อมูลที่เชื่อถือได้ระดับชาติให้ใช้งานได้เต็มรูปแบบภายในสิ้นแผน

 

จุดแข็งที่แผนหยิบยกมาสนับสนุนคือทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์, สายเคเบิลใต้ทะเล 21 เส้นที่เป็นโครงข่ายหลัก, พื้นที่ครอบคลุมสัญญาณมือถือมากกว่า 95% และแรงงานภาค IT-BPM ที่มีอยู่ 1.3 ล้านคน

 

ยอมรับว่าตามหลัง แต่แผนยังไม่มีกำหนดเวลาชัด

 

เฮนรี อากูดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระบุว่าแผนนี้เป็นการตอบสนองระยะยาวต่อความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่ามะนิลากำลังพลาดโอกาสจากกระแสบูมของ AI

 

เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวในงานเปิดตัวว่า “รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วเราขาดอะไร คำตอบคือโครงสร้างพื้นฐาน นั่นคือเหตุผลที่เราต้องเร่งไล่ให้ทัน ถ้าเราไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐาน เราจะกลายเป็นผู้ตามจริงๆ”

 

อากูดายังระบุว่าความท้าทายใหญ่ที่สุดในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วหมู่เกาะคือสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น โดยยกตัวอย่างประเทศอย่างไทย, เวียดนาม และอินโดนีเซีย ที่ต่างมีความทะเยอทะยานคล้ายกันในการเป็นมหาอำนาจของภูมิภาค

 

ที่น่าสนใจคือแม้ฟิลิปปินส์จะตามหลังด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่เบย์ซิกระบุว่าประเทศมีรากฐานด้านนโยบาย AI ที่แข็งแรงอยู่แล้ว โดยอยู่อันดับ 2 ของอาเซียนในดัชนีชี้วัดด้าน AI เทียบเท่าสิงคโปร์และตามหลังไทยอยู่เพียงเล็กน้อย

 

ฟิลิปปินส์ไม่ได้เริ่มนโยบาย AI จากศูนย์ เพราะเมื่อปี 2024 กระทรวงพาณิชย์เคยเปิดตัวแผนยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติฉบับที่ 2 ซึ่งเน้นไปที่ธรรมาภิบาลการวิจัย, จริยธรรม และการพัฒนาทักษะแรงงาน

 

ฟลอเรนซ์ พรินซิเป กัมโบอา บรรณาธิการบริหารขององค์กรวิจัย FACTS Asia ในกรุงมะนิลา มองว่าแผนโครงสร้างพื้นฐานฉบับใหม่จะช่วยทำให้นโยบายเหล่านั้นหนักแน่นขึ้นและนำไปปฏิบัติได้จริง

 

เธอบอกกับ Nikkei Asia ว่าแผนนี้ช่วยแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจหลายอย่างที่ประเทศเผชิญอยู่ได้ แต่ “การพัฒนาเทคโนโลยีต้องเดินไปพร้อมกับมาตรการป้องกันและความยั่งยืน ซึ่งควรถูกออกแบบไว้ในแผนตั้งแต่ต้น แทนที่จะมาคิดทีหลังตอนที่ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว”

 

อย่างไรก็ตาม จุดที่ยังเป็นคำถามคือแผนนี้ไม่ได้ระบุกำหนดเวลาในรายละเอียดสำคัญ ทั้งช่วงที่รัฐบาลคาดว่าเงินลงทุนและโครงการต่างๆ จะเป็นรูปเป็นร่าง หรือช่วงที่การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานจะเริ่มต้นขึ้น

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ33.16 บาท ณ วันที่ 14 กันยายน 2569

 

ภาพ: monticello / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories