×

ทำไม อีลอน มัสก์ กระตือรือร้นที่จะควบคุม Twitter เขาอยากเปลี่ยนอะไร

โดย THE STANDARD TEAM
27.04.2022
Twitter

อีลอน มัสก์ รัก Twitter เขามีผู้ติดตามจำนวนมหาศาลถึง 83.8 ล้านคน เขาช่ำชองการทวีต บางครั้งก็โต้เถียงผ่านการทวีต แต่บางครั้งการทวีตของเขาก็สร้างความเสียหายยับเยิน ถึงขั้นที่ ก.ล.ต. สหรัฐฯ สั่งห้ามมัสก์ไม่ให้ทวีตเกี่ยวกับกิจการของ Tesla หลังจากทวีตหนึ่งของเขาทำราคาหุ้นสูญหายไป 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ และอีกครั้ง มัสก์เคยถูกฟ้องหมิ่นประมาทหลังทวีตกล่าวหานักประดาน้ำชาวอังกฤษ เวอร์นอน อันสเวิร์ธ ที่เข้าร่วมภารกิจช่วยเหลือเยาวชนทีมฟุตบอลหมูป่าออกจากถ้ำหลวง จังหวัดเชียงราย ว่าเป็น ‘Pedo Guy’ หรือพวกใคร่เด็ก (แม้ผลปรากฏว่านักดำน้ำจะแพ้คดี)

 

แต่ถึงกระนั้น มัสก์ก็ไม่เคยห่างหายไปจากคีย์บอร์ด

 

ในทางกลับกัน Twitter พรั่งพรูถึง อีลอน มัสก์ น้อยกว่ามาก

 

ในบทความของ BBC ระบุไว้ว่า คุณอาจคิดว่าถ้ามีคนเสนอเงินให้คุณ 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อซื้อธุรกิจที่ตั้งมา 16 ปี และเริ่มไม่สนุกที่ได้เห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดของบรรดาคู่แข่ง นั่นคือพวกเขากำลังช่วยเหลือคุณ และผู้ถือหุ้นของ Twitter ดูเหมือนจะเอนเอียงไปทางเห็นด้วยกับเรื่องนี้

 

เขาต้องการเห็น Twitter เติมเต็ม ‘ศักยภาพที่ไม่ธรรมดา’ โดยไม่สนใจที่จะทำเงินจากมันด้วยซ้ำ เพราะเขามีเงินมากมายก่ายกองอยู่แล้ว 

 

แม้ Twitter พยายามทัดทานโดยใช้กลยุทธ์วางยาพิษ หรือ ‘Poison Pill’ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครก็ตามเป็นเจ้าของหุ้นมากกว่า 15% แต่มัสก์ก็ยังคงเฝ้าพยายามจะซื้อกิจการ Twitter แบบ 100%

 

ทำไม อีลอน มัสก์ ต้องการควบคุม Twitter?

บางทีอาจเป็นเพราะบอร์ดบริหาร Twitter รู้สึกไม่สบายใจนักกับคำประกาศของมัสก์ที่ว่า เขาต้องการเห็น ‘เสรีภาพในการพูด’ มากขึ้น และการตรวจสอบเนื้อหาทวีตน้อยลง 

 

ในขณะที่สมาชิกพรรครีพับลิกันหลายคนที่รู้สึกมานานแล้วว่านโยบายตรวจสอบเนื้อหา (Moderation) ของ Twitter นั้นสนับสนุนเสรีภาพในการพูดของบรรดาเอียงซ้ายต่างขานรับถ้อยแถลงของมัสก์ด้วยความยินดี แต่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกพากันส่ายศีรษะ เพราะต้องการให้โซเชียลมีเดียมีความรับผิดชอบมากขึ้นต่อเนื้อหาที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม โดยกำหนดค่าปรับสูงสำหรับเนื้อหาที่ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง หมิ่นประมาท หรือเข้าข่ายคำพูดสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) 

 

ไม่เพียงแต่เรื่องเสรีภาพในการพูดและการตรวจสอบเนื้อหาทวีต มัสก์และ Twitter ยังมีความเห็นต่างในเรื่องของการเงินอีกด้วย โมเดลธุรกิจหลักของ Twitter เป็นแบบ Ad-Based หรือสร้างรายได้จากโฆษณา แต่มัสก์ต้องการเปลี่ยน เขาสนใจรูปแบบ Subscriptions หรือการเรียกเก็บค่าสมาชิกมากกว่า แม้ดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องยากในสภาพแวดล้อมที่โซเชียลมีเดียหลักๆ ล้วนเปิดให้ใช้งานฟรี แต่ถึงกระนั้นก็อาจมีผู้ใช้ Twitter บางกลุ่มที่ยินดีจ่าย เพราะไม่ต้องการให้ข้อมูลของตนถูกนำไปใช้สร้างรายได้ 

 

นอกจากนี้มัสก์ยังชอบคริปโตเคอร์เรนซี และอาจใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อจูงใจให้ผู้คนหันมาชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัล อย่างเช่น Bitcoin

 

และที่ลืมไม่ได้ก็คือตัวของมัสก์เอง เขาเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก จากความสำเร็จในการทำธุรกิจและลงทุนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Serial Entrepreneur) พิสูจน์ได้จากผลงานอย่าง PayPal และ Tesla อีกทั้งยังมีเสน่ห์แบบดิบๆ ชอบท้าทายขอบเขต และแหกกฎ

 

มีเหตุผลว่าทำไมเขาจึงปฏิเสธไม่นั่งเก้าอี้บอร์ดบริหาร Twitter หลังจากซื้อหุ้น 9.2% เมื่อเดือนมกราคม นั่นก็เพราะเขาไม่ต้องการเอาตัวเข้าไปเกี่ยวพันกับความรับผิดชอบ

 

นอกจากนี้มัสก์ยังมีแฟนคลับที่จงรักภักดีที่พร้อมจะออกมาปกป้องเขา 

 

BBC ระบุในบทความวิเคราะห์ว่า เขาไม่ได้เข้าหา Twitter ด้วยดอกไม้และช็อกโกแลตอย่างแน่นอน นี่เป็นข้อเสนอเชิงรุกจากนักธุรกิจที่ดุดัน ไม่มีการเจรจา ไม่มีการประนีประนอม

 

การเจรจาซื้อขายหุ้นครั้งนี้เป็นการเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจง (Private Sale) และไม่ใช่การควบรวมกิจการระหว่างสองยักษ์ใหญ่ ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีอุปสรรคด้านกฎระเบียบมากนัก

 

เป็นภัยต่อประชาธิปไตยหรือไม่?

เอลิซาเบธ วอร์เรน สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ จากรัฐแมสซาชูเซตส์ โจมตี อีลอน มัสก์ รอบล่าสุดว่า ดีล Twitter เป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย

 

เธอกล่าวหาว่า มัสก์มีอภิสิทธิ์เหนือกว่าประชาชนคนอื่นๆ เขาสั่งสมอำนาจเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และเสนอแนะว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จำเป็นต้องเรียกเก็บภาษีความมั่งคั่งและออกกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด เพื่อให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่มีส่วนรับผิดชอบ

 

แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่วอร์เรนวิจารณ์มัสก์ออกสื่อ ก่อนหน้านี้ทั้งสองเคยปะทะฝีปากกันมาแล้ว โดยในเดือนธันวาคม 2021 วอร์เรนเคยจวกมัสก์ว่าเป็น ‘พวกที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่น’ ซึ่งมัสก์ก็ได้สวนกลับไปว่า “คุณทำให้ผมนึกถึงสมัยเด็ก ผมมักจะชอบเจอบรรดาแม่ๆ จอมหัวร้อนของเพื่อนที่อยู่ดีๆ ก็ตะโกนด่าคนอื่นโดยไม่มีเหตุผล”

 

ส่วนอีกข้อความหนึ่งบน Twitter นั้น มัสก์กล่าวว่า “หากคุณยอมเปิดตาให้กว้างสัก 2 วินาที คุณก็คงจะเห็นเองว่าปีนี้ผมจ่ายภาษีมากกว่าชาวอเมริกันทุกคนที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์”

 

ที่ผ่านมาวอร์เรนถือเป็นนักการเมืองที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์มัสก์และมหาเศรษฐีคนอื่นๆ อย่างเผ็ดร้อนอยู่บ่อยครั้ง หลังจากที่ ProPublica งัดหลักฐานออกมาแฉว่า มัสก์ไม่ได้จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Federal Income Tax) ในปี 2018 นอกจากนี้เธอยังเป็นบุคคลที่สนับสนุนให้มีการเรียกเก็บภาษีจากบรรดามหาเศรษฐีของสหรัฐฯ ในอัตราที่สูงกว่าคนปกติอีกด้วย

 

บทความ BBC ชี้ว่า Twitter ภายใต้การนำทัพของมัสก์จะมีภูมิทัศน์ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างมากสำหรับผู้ใช้งาน 300 ล้านคน มีความกล้ามากขึ้น และบางทีอาจเอียงซ้าย (Liberal-Leaning) น้อยลง เขาอาจคืนสถานะให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งปัจจุบันถูกแบนจาก Twitter ถาวร และทรัมป์อาจดีใจที่จะได้กลับมาใช้ Twitter อีกครั้ง เมื่อพิจารณาจากความพยายามที่ตะกุกตะกักของอดีตผู้นำสหรัฐฯ ในการสร้างเครือข่ายโซเชียลมีเดียของตนเองที่มีชื่อว่า Truth Social 

 

เวลานี้ยังเป็นเรื่องยากที่จะสรุปมุมมองโดยรวมของผู้ใช้ Twitter เพราะในขณะที่ผู้ใช้กลุ่มหนึ่งแสดงความยินดีกับการเข้ามาเป็นเจ้าของแบบเต็มตัวของมัสก์ แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้ใช้อีกกลุ่มหนึ่งที่ดูท่าแล้วคงไม่ใช่แฟนคลับของมัสก์ ทวีตข้อความขู่ว่าจะเลิกใช้ Twitter ดังนั้นคงต้องรอดูกันต่อไปว่าแพลตฟอร์มนกสีฟ้าภายใต้การคุมบังเหียนของมัสก์จะมีหน้าตาออกมาเป็นเช่นไร

 

ภาพ: Sheldon Cooper / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:


READ MORE





Latest Stories